ปรัชญา จิตวิทยา

          สวัสดีครับทุกท่าน     วันนี้ผมมีเรื่องดีๆมาฝากคือ เมื่อปี 2545 ผมมีโอกาสไปรับการฝึกอบรมเป็นวิทยากรการบริการปรึกษาและผู้ให้บริการแก่ผู้ติดยาเสพติด(counseling /counseler) ที่โรงพยาบาล ศรีธัญญา วิทยากรที่มาบรรยาย มีทั้งแพทย์ พยาบาลและนักจิตยวิทยา ทุกท่านจะแนะนำเกี่ยวกับการเข้าถึงจิตใจขอผู้ติดยา เพราะพวกนี้จะมีนิสัย ซ่อนเร้น ปิดบัง ไม่ไว้ใจใครและต่อต้านตลอดเวลา ฉะนั้นการที่จะให้เขายอมรับเรา เราต้องเข้าใจเขาก่อน และเมื่อเขาไว้ใจเรา เราจึงค่อยเปลี่ยนแปลงเขา   วิทยากร อ.จงรักษ์  อินทร์เสวก  ศิลปศาสตร มหาบัณฑิต (สาขาจิตวิทยาการปรึกษา)จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านมาเป็นวิทยากรและเล่าให้ฟัง ว่างานของCounseling เป็นการพาคนออกนอกกางเกงและเล่าเรื่องปรัชญาของหลิวหลิ่ง ให้ฟัง ลองติดตามอ่านดู ครับ               

          มีนักปราชญ์เต๋าคนหนึ่งชื่อว่าหลิวหลิ่ง  มีชีวิตอยู่ประมาณ ศตวรรษที่ 1700 สองร้อยกว่าปีมาแล้ว  หลิวหลิ่งจัดอยู่ในประเภทนักปราชญ์เต๋า บ้า 7 คนคือมีทีมของเขาอยู่ 7 คนแปลกๆเหมือนกันทั้งหมด แต่เขาชอบทำอะไรที่คนอื่นรู้สึกว่ามันผิดปกติไป  แต่เขาก็มีความสุขเบิกบานตามวิถีของเขา   หลิวหลิ่ง นี่มีลักษณะเฉพาะตัวคือว่าเวลาที่เขาอยู่ในกระท่อมดงไผ่ของเขา   เขาจะชอบเปลือยกาย  เขาเปลือยกายอยู่ในบ้าน ที่นี้ก็มีพวกอยากสนทนากับปราชญ์หลิวหลิ่งก็พากันไปหา  พอไปถึงกระท่อมดงไผ่ของหลิวหลิ่งก็เคาะประตูเรียก  หลิวหลิ่งก็ถามว่าใคร  พวกที่มาก็บอกว่าอยากสนทนากับหลิวหลิ่ง  หลิวหลิ่ง ก็เชิญเข้ามา พอเปิดประตูเข้าไปก็เห็นหลิวหลิ่งยืนเปลือยกายต้อนรับอยู่  คนที่ไปพบก็อุทานว่า  อ้าวท่านแก้ผ้าอยู่ทำไม  หลิวหลิ่งก็เลยตอบว่า อ้าวแล้วท่านเข้ามาในกางเกงข้าพเจ้าทำไม  ปรากฏว่าคนที่เข้าไปนี่บรรลุธรรมฉับพลัน  อยากถามว่าหลิวหลิ่งสอนว่าอะไร     

          สิ่งที่คนทั่วไปมองว่าเป็นบ้านหรืกระท่อมนั้น  หลิวหลิ่งมองว่าเป็นเพียงแค่กางเกง นั้นบ้านของหลิวหลิ่งหรือบ้านของมนุษย์ชาติคือโลก ซึ่งเป็นความหมายเชิงกายภาพ  แต่หลิวหลิ่งมีความหมายที่เป็น psychogicalคือทางด้านจิตใจด้วย คือมนุษย์เราชอบขังตัวเองอยู่ในบ้านของตนเลยไม่ได้อยู่ในบ้านของโลก พูดง่ายๆว่ามนุษย์เรามักจะมีชุดความรู้  ชุดความคาดหวัง ชุดความเชื่อ ที่เหมือนกับว่าผูกมัดเราอยู่ กักขังเราอยู่ เราก็เลยไม่มีอิสระที่จะอยู่ในโลกกว้างๆ หลิวหลิ่งสอนคนที่ไปหาว่า อย่าอยู่แต่ในกางเกง นั้นแปรว่าอย่าอยู่แต่เฉพาะชุดความรู้ของตน  เรามีความรู้ได้แต่อย่าให้มันครอบงำใจเรา   นี่เป็นจุดสุดยอดของพระพุทธศาสนา    พุทธศาสนานั้นสนใจการรับรู้ที่ชัดเจนมากกว่าความรู้ ความรู้ที่เราท่องมามากมายนั้น พุทธศาสนาบอกว่ามีประโยชน์น้อยมาก ต้องละทิ้งความรู้หมดเลย  เพื่อมีการรับรู้ที่ชัดเจนแต่ละขณะ นี่สำคัญที่สุดเช่นขณะนี้เรามีที่เป็นประเภทที่มันเป็น knowing มากกว่า knowledge อย่างตอนนี้เรา knowing  ว่าร้อน เราก็พัดหรือเขยิบเข้าใต้ร่มไม้ได้ อันนี้มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้ที่เราเรียนสมัยเรียนภูมิศาสตร์ ความร้อนนั้นมันแผดเผาร่างกาย อันนี้เราท่องได้ใช่ไหม แต่พอเรารู้ตัวว่าร้อน รู้อย่างนี้เราเรียกว่าการรับรู้ที่ชัดเจน(clear perception) ครับเป็นไงบ้าง ทีอาจารย์เล่ามา มันช่างลึกล้ำ ด่ำดื่ม  คล้ายๆ KM ทีเราท่านนำมาใช้กันอยู่ในปัจจุบันไหมครับ ชีวิตกับการเรียนรู้โลก  ครับ  .....สวัสดี