มีผู้ที่ผมนับถือ ตั้งข้อสังเกตว่าเขียนบันทึกน้อยลง ซึ่งช่วงนี้ผมก็เขียนน้อยลงจริงครับ คือว่าไม่อยากฝืน

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีวัตถุดิบอยู่พอสมควร  -- สำหรับบันทึกนี้มาจากหนังสือใหม่ของ Douglas Tatum ชื่อ No Man's Land: What to Do When Your Company Is Too Big to Be Small but Too Small to Be Big ซึ่งชี้เหตุที่บริษัทดาวรุ่งซึ่งมีดีจริงๆ และน่าจะมีอนาคตดี กลับพังไปเพราะความไม่พร้อมในด้านอื่นๆ

สถิติในสหรัฐกล่าวไว้คร่าวๆ ว่าบริษัทที่ตระหนักว่าตัวมีดีและขยายกิจการเพื่อการเติบโตในเรื่องที่ตนแข็งแกร่ง กลับทำสำเร็จเพียงร้อยละสิบเท่านั้น; ผมเองเคยทำงานในบริษัทดาวรุ่ง มีดีขนาดที่ถูกเทคโอเวอร์ถึงสองครั้ง!! แต่หลังจากออกมาแล้ว ก็เฝ้าดูบริษัทตกต่ำด้วยความใจหาย (เขาไม่ได้รุ่งเพราะผมและไม่ได้ตกต่ำเพราะไม่มีผม) คิดถึงเพื่อนร่วมงาน นึกถึงว่านี่หรือคือผลของงานที่เราทุ่มเททำมาเป็นบ้าเป็นหลังในอดีต เมื่อเอามาเทียบกับข้อสังเกตของ Doug Tatum ก็ตรงกันเป็นส่วนใหญ่ครับ 

แต่ว่าผมเป็นพวกนอกตำรา จึงขออธิบาย "4 M's of Growth" ของ Doug Tatum ในมุมที่แปลกออกไป ส่วนถ้าอยากอ่านแบบง่ายๆ ก็ไปหาซื้อหนังสือมาอ่านได้ครับ

Model

ความก้าวหน้าเริ่มต้นที่ความคิดเสมอครับ แต่ขืนหยุดอยู่ที่ความคิดก็จบเห่อยู่ตรงนั้นนั่นแหละ อย่างไรก็ตาม หากชีวิตจะก้าวหน้าก็ต้องเริ่มจากความคิดที่ถูกต้อง ธุรกิจก็เป็นเช่นกัน ต้องเริ่มจากความคิดที่ถูกต้อง

ถ้าหากท่านผ่านจุดนี้ไปแล้ว ทำไปทำมา ปรากฏว่าท่านต้องให้สินบนแก่ผู้ซื้อ หรือท่านต้องทำบาปหยาบช้าหลอกล่อเงินทองจากผู้ที่ด้อยปัญญาที่โง่พอจะให้ท่านหลอก ก็ขอให้รู้ตัวว่าโมเดลธุรกิจของท่านไม่เจ๋ง เป็นของปลอม และไม่ยั่งยืน

โมเดลธุรกิจคือแนวคิดรวบยอดเกี่ยวกับ(ช่องทาง)ธุรกิจนั้น เป็นเรื่องของนวัตกรรม พันธมิตร และอุปทาน มองเห็นภาพชัดเจนว่าจะทำธุรกิจอะไร มีอะไรเป็น value proposition ทำไมผู้บริโภคจึงควรจะใช้สินค้า/บริการของท่าน จะทำให้สำเร็จได้อย่างไร เป็นสิ่งที่คิดได้ล่วงหน้า คิดไปได้เรื่อยๆ แต่ต้องอยู่บนความเป็นจริง อย่าหลอกตัวเอง

ฝันได้ครับ แต่พอจะลงมือทำต้องตื่นก่อน ลงมือกระทำอย่างจริงจังนะครับ อยากเตือนไว้ว่าสมองถูกหลอกได้ง่ายที่สุด แล้วที่หลอกกันสนิทที่สุดคือการหลอกตัวเอง (หลง)

Market

ตลาดคือช่องทางทำกิน ท่านแลกเปลี่ยนคุณค่าของสินค้าและ/หรือบริการกับเงินที่ผู้บริโภคชำระมา การแลกเปลี่ยนนี้ขึ้นกับขนาดของตลาด จังหวะเวลาที่ไม่เร็วไปหรือช้าไป ตลอดจนความต้องการที่แท้จริง

ไม่ว่าสินค้า/บริการที่ทำสร้างขึ้นมา จะมีนวัตกรรมล้ำยุคขนาดไหน ก็ไม่มีประโยชน์หากคนไม่ซื้อ 

ดังนั้น คำว่า Market คือความเป็นจริงของธุรกิจ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความคิด+การกระทำของเรา เจ๋งจริงหรือไม่ จะดีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นไม่พอครับ บางทีก็ต้องนอกตำราเหมือนกัน

เช่นนิยามคำว่าเก่งในบริษัทผมนั้น ไม่ใช่แค่มอบหมายอะไรก็ทำสำเร็จ มีความรู้+ประสบการณ์มากพอ ถามอะไรก็รู้ไปหมด (เป็นนายก็ควรหัดถามคำถามที่ควรถามด้วยนะครับ อย่าคิดเอาเองว่าตัวเองรู้ดีที่สุดแล้ว) 

อันที่ประหลาดคือคนที่แก้ปัญหาได้ไม่ได้เรียกว่าคนเก่งครับ เรียกว่าแก้ปัญหาได้เฉยๆ คนเก่งในงานแบบที่ผมทำนี้ คือคนที่ป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ลูกค้าเสียหาย ถึงจะแก้ไขได้ ก็เสียหายไปแล้ว (แต่แก้ไขได้ ก็ยังดีกว่าแก้ไขไม่ได้ครับ)

Management

ในขณะที่องค์กรเติบโต พนักงานก็เติบโตไปในหน้าที่การงานด้วย และจะเกิดบทบาทใหม่คือผู้บริหารระดับกลางขึ้นมาอย่างมากมาย ตรงนี้เป็นจุดอันตรายเช่นเดียวกันครับ

ผู้บริหารระดับกลางมักคิดว่าตนเคยทำงานได้ดี จึงได้รับการเลื่อนขึ้นสู่ตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบสูงขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยตระหนักกันก็คือ เมื่อรับตำแหน่งใหม่ บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบก็เปลี่ยนไปแล้ว ขืนยังทำอย่างเดิมเพราะคิดว่าทำเหมือนเดิมแล้วดีก้าวหน้า เป็นการไปแย่งงานลูกน้องทำ ลูกน้องไม่ได้ทำงานของเขา ตัวหัวหน้าเองก็กลับไม่ได้ทำงานของตัว องค์กรเสียสองเด้งคือเสียพนักงานที่ดีไป แล้วได้หัวหน้าที่ห่วยมาแทน

การไม่มีผู้บริหารที่ดี ที่เข้าใจในบทบาทของตัวเอง เป็นต้นเหตุที่ทำให้องค์กรชงักงัน มันไม่เหมือนกับการเทียบบัญญัติไตรยางค์นะครับ อย่าไปคิดว่าเมื่อท่านทำได้ดีในขณะที่องค์กรยังเล็กอยู่ พอองค์กรโตขึ้น ท่านจะไปหาคนแบบท่านมาเพิ่มอีกสองสามคน องค์กรเล็กจัดการแบบหนึ่ง แต่องค์กรขนาดกลางและองค์กรขนาดใหญ่กลับจัดการต่างออกไป -- อย่าหาคนแบบท่าน หาคนที่ดีกว่าท่าน เหมาะสำหรับองค์กรมากกว่า เพราะองค์กรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ได้หยุดนิ่งทำเหมือนเดิม

คนที่ดีที่สุดสำหรับองค์กรคือคนที่เข้าใจสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง เอาชนะอุปสรรคต่างๆ ได้ หาทางออก ปรับปรุงตลอดเวลา กล้าหาญแต่ไม่มุทะลุครับ

Money 

Money ไม่ใช่เงินหรอกครับ ถ้าอยากจะแปลว่าเงินให้ได้จริงๆ กระแสเงินสดสำคัญกว่าครับ ถ้ายังไม่เข้าใจว่าทำไม อย่าคิดจะโตเลยครับ

ผมไม่แปล Money ว่าเงิน แต่อยากเรียกมั่วว่าเป็นทรัพยากรมากกว่า ทรัพยากรเป็นสิ่งมีค่า ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด และจำเป็นต้องมีการจัดการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แบ่งง่ายๆ เป็น 4 อย่างคือ

  • คน
  • เวลา
  • เงิน
  • โอกาส

ทรัพยากรทั้ง 4 ประการ หากยังจัดการไม่ได้ดี ก็เปลี่ยนใจยังไม่โตได้ครับ เล็กแต่อยู่ได้ ดีกว่าโตแล้วพัง