วิจัยแบบย้อนกลับ

วิจัย....วิจัย....วิจัย   อีกแล้ว
ครูกับงานวิจัย....เป็นอะไรที่น่าเบื่อหน่าย โรงเรียนอบรมแล้วอบรมอีกหลายครั้ง หานักวิจัยที่มีความรู้ความสามารถมาสอนให้ครูทำ แต่...งานวิจัยก็ไม่ก้าวหน้าเลย  ทำให้เราต้องหันกลับมามององค์กร  เกิดอะไรขึ้นในองค์กร เพราะเหตุใดงานวิจัยเล็กๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการเรียนการสอนถึงไม่เกิดขึ้น  แล้วก็พบว่าสาเหตุสำคัญที่สุด มี 2 ประการ คือ

         1.  ตัวครูเอง          
         2. วิธีการถ่ายทอด       

         ครู ในชนบทร้อยละ 70-80 ไม่มีการพัฒนาตนเอง ไม่อ่านหนังสือ ไม่คิดสร้างสรรค์งาน  สอนผ่านไปวัน ๆ ไม่เอาใจใส่พัฒนาวิชาชีพของตนเอง อยากได้ผลงานแต่ไม่อยากทำงาน มักบ่นว่างานยากงานเยอะ เลยไม่ได้ลงมือทำอะไร ในแต่ละองค์กร จะมีครูที่เรียนรู้ได้เร็ว กระคือรือร้นตลอดเวลา อยู่ประมาณ ร้อยละ 20-30
         ส่วนนักวิจัย ที่มาอบรมให้ครูนั้นท่านมีความรู้ ความสามารถมาก  ท่านอ่านงานวิจัยทะลุปรุโปร่งหมด  ท่านถ่ายทอดเหมือนกับครูรู้มาแล้วท่านนับถึง 10 แล้ว ครูเหล่านั้นยังไม่ได้นับ 1 เลย เมื่ออบรมผ่านไปครั้งแล้วครั้งเล่า ครูเหล่านั้นก็ยังหาจุดเริ่มต้นไม่ได้ซักที

         การจัดการกับปัญหานี้ นักวิจัยทั้งหลายต้องปรับเปลี่ยนวิธีการถ่ายทอดใหม่ โดยอาจใช้เทคนิคแบบย้อนกลับ คล้ายๆ Backward Desing  คือถ้าสอนครูนับ 1 ถึง 10 ไม่ได้ ก็ลองพาครูนับจาก 10 มาหา 1 ดู  หมายความว่า ถ้าพาเขียนเค้าโครงการวิจัยก่อน แล้วทำตามลำดับขั้นต่อไป ครูทำวิจัยไม่ได้  ก็พาทำ นวัตกรรมก่อน แล้วเอาไปลองใช้ดู เก็บคะแนนก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียนเอาไว้ แล้วจึงฝึกครูเขียนเค้าโครงวิจัย  บอกวิธีพัฒนานวัตกรรม นำไปทดลองใช้ ใหม่ แล้วจึงมาพาเขียนรายงานการใช้  ครูน่าจะมองเห็นภาพของการทำวิจัยในชั้นเรียนได้ และสามารถทำได้เองในเวลาต่อมา 
        และ.....ที่สำคัญที่สุดให้ครูได้ลองอ่านการวิจัยในชั้นเรียนแบบง่ายๆ ซัก 3 เรื่อง ครูจึงจะมองภาพงานวิจัยออก และสามารถทำได้เอง

        เขียนแผนจัดการเรียนรู้ แบบ Backward Desing แล้ว ลองทำวิจัยแบบ Backward Desing ดูบ้าง

 ตัวอย่างงานวิจัยในชั้นเรียน