เล่าเรื่องสิงคาลกสูตร ๑๕

ตอนเรียนสันสกฤต ท่านอาจารย์ได้นำคัมภีร์หิโตปเทสบางเรื่องมาให้หัดแปล... ก็รู้สึกแปลกใจว่า นิทานบางเรื่องและคาถาบางบทในชาดกของเราไปปรากฎตรงกันกับในหิโตปเทส... อาจารย์ท่านก็บอกว่า สำหรับชาวอินเดีย เรื่องราวเหล่านี้จัดเป็น สนานตธรรม คือเป็นเรื่องเก่าแก่ของอินเดีย ซึ่งบางเรื่องบางบทที่ได้รับความนิยมสูงก็อาจมีปรากฎทั่วไป ไม่ว่าในคัมภีร์ของพระพุทธศาสนา หรือคัมภีร์อื่นๆ...

คาถาประพันธ์ในสิงคาลกสูตรตอนนี้ก็อาจเป็นไปทำนองนั้น... อย่างไรก็ตาม เรามาน้อมรับอรรถรสอรรถธรรมต่อจากตอนที่แล้วต่อไป....

  • ผู้ใดดื่มสุรา ไม่มีทรัพย์ หาการงานทำเลี้ยงชีวิตไม่ได้ เป็นคนขี้เมา ปราศจากสิ่งเป็นประโยชน์ เขาจักจมลงสู่หนี้เหมือนก้อนหินจมน้ำ ฉะนั้น จักทำความอากูลแก่ตนทันที
  • คนมักมีการนอนหลับในกลางวัน เกลียดชังการลุกขึ้นในกลางคืน เป็นนักเลงขี้เมาเป็นนิจ ไม่อาจครอบครองเหย้าเรือนให้ดีได้
  • ประโยชน์ทั้งหลายย่อมล่วงเลยชายหนุ่มที่ละทิ้งการงาน ด้วยอ้างเลศว่า หนาวนัก ร้อนนัก เวลานี้เย็นเสียแล้ว ดังนี้เป็นต้น
  • ส่วนผู้ใดไม่สำคัญความหนาวและความร้อนยิ่งไปกว่าหญ้า ทำกิจของบุรุษอยู่ ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมจากความสุขเลยฯ

....... 

ในคาถาแรก มีข้อเปรียบเทียบที่ลึกซึ้งอยู่ นั่นคือ ก้อนหินจมน้ำแล้วไม่มีวันลอยขึ้นมาฉันใด สำหรับคนที่ไม่มีทรัพย์ แต่ไม่ทำงาน กินแต่เหล้า ก็ไม่มีวันหลุดพ้นจากหนี้ได้... ประมาณนี้

อากูล ในคำว่า จักทำความอากูลแก่ตนทันที นั้น แปลว่า หมักหมม ... นั่นคือ หนี้สินจะค่อยๆ หมักหม่มสะสมขึ้นเรื่อยๆ ทำนองดินพอกหางหมู ที่ค่อยๆ โตขึ้นเรื่อย และไม่อาจสลัดออกไปได้ ฉะนั้น

เมื่อพิจารณาโดยรวม กึ่งหลังของคาถาประพันธ์เหล่านี้ จะสะท้อนคนที่ผิดหวัง ท้อถอย ไม่เร่งแก้ปัญหาคือทำการงาน หลีกหนีชีวิตจริงอยู่กับการดื่มเหล้า จนกลายเป็นปีศาจสุรา... ทำให้ปัญหาคือหนี้สินที่มีอยู่แล้วค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้นมา... 

และเพลาใดที่ไม่ได้ดื่มเหล้าก็พักผ่อนโดยการนอน แม้ใครแนะนำตักเตือนบ้าง ก็หาเลสอ้างไปต่างๆ นานา ว่า ร้อนนัก หนาวนัก เป็นต้น... และทรงชี้ให้เห็นว่า ถ้าทำตัวอย่างนี้ก็ไม่สามารถครอบครองเหย้าเรือนได้ ซึ่งหมายถึงบ้านเรือนก็อาจจำเป็นต้องขายเพื่อใช้หนี้ .... หรือหมายถึงไม่อาจนำพาครอบครัวให้เจริญก้าวหน้าได้ ในเมื่อประพฤติตัวทำนองนี้ ...

ส่วนในคาถาประพันธ์สุดท้าย เป็นคำตักเตือน มุ่งให้เกิดความมุมานะพยายาม ทำนองว่า ถ้าเป็นคนที่ไม่นำพาปัญหาอุปสัคต่างๆ ทนร้อนทนหนาว ทนสิ่งต่างๆ ที่ประแดประดังเข้ามาแล้ว ก็อาจฟื้นตัวเอง สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมาได้อีกในคราวที่จังหวะชีวิตเกื้อกูลต่อเรา....

ทำนองเดียวกับหญ้า หญ้าไม่ตายง่ายๆ แม้ไร้น้ำไร้ปุ๋ย ก็ดูประหนึ่งว่าจะตาย แต่ก็ยังมีราก ยังคงอยู่ได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่ได้น้ำได้ฝนอีกครั้ง หญ้าก็จะพื้นตัวขึ้นมา ดูสดใสเขียวชะอุ่มอีกครั้ง.... น่าจะเป็นไปทำนองนี้

...... 

สรุปว่า คาถาประพันธ์ทั้งหมด เน้นที่การไม่คบคนชั่วเป็นมิตร การไม่เกียจคร้าน และความมุมานะพยายามไม่ท้อถอย... 

อนึ่ง เฉพาะ การคบมิตร (หรือการเข้าสังคม) นั้นสำคัญมาก พระพุทธเจ้าจึงทรงแจกแจงรายละเอียดในการคบมิตรอีกครั้ง ซึ่งผู้เขียนจะนำมาเล่าในตอนต่อไป...