"อจินไตย-เหตุสุดวิสัยที่จะคิด"
เอกภพ ( The Universe) อันกว้างใหญ่ไพศาลที่เรามองเห็นบนท้องฟ้านั้นเมื่อเราส่องดูด้วยกล้องโทรทัศน์ที่มีความแรงสูงที่สุดของโลกในขณะนี้นั้นเราก็ยังส่องดูได้ยังไม่ถึงสุดปลายทาง และเอกภพที่ว่านี้ก็ไม่มีใครมีความสามารถที่จะคำนวณออกมาได้ว่ามีความกว้างใหญ่ไพศาลสักเท่าใด และไม่มีใครสามารถที่จะบอกได้ว่าเอกภพที่เราอยู่นี้เป็นเอกภพปิดหรือเอกภพเปิด มีแต่เพียงนักดาราศาสตร์ได้คำนวณออกมาคร่าวๆว่าในเอกภพนั้นมีกาแลกซีทั้งหมดประมาณหนึ่งแสนล้านกาแลกซี และแต่ละกาแลกซีนั้นมีดาวบริวารประมาณหนึ่งแสนล้านดวงเท่านั้น
อันว่ากำเนิดของเอกภพนั้นนักดาราศาสตร์ต่างคาดเดาและยอมรับกันว่าถือกำเนิดเกิดมาจากการชนครั้งยิ่งใหญ่ ( The Big Bang ) เมื่อประมาณหนึ่งพันถึงสองพันล้านปีมาแล้ว โดยการระเบิดครั้งนี้ทำให้ลูกไฟใหญ่ๆนั้นได้ระเบิดกระจัดกระจายไปในส่วนต่างๆของเอกภพ และจากลูกไฟใหญ่ๆที่กระจัดกระจายไปนี้ก็ได้เกิดการระเบิดซ้ำซ้อนกลายเป็นลูกไฟดวงเล็กๆและเกิดเป็นกาแลกซีต่างๆ ซึ่งหนึ่งในกาแลคซี่เหล่านี้นั้นมีระบบสุริยะจักรวาร (The Solar System )ของเรารวมอยู่ด้วย ในระบบสุริยจักรวารนั้นมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางและมีดาวบริวารหรือดาวพระเคราะห์( The Planet)หมุนรอบดวงอาทิตย์อีกแปดดวงซึ่งในจำนวนนั้นได้รวมโลกของเราอยู่ด้วย ทั้งดวงอาทิตย์กับดาวพระเคราะห์นั้นต่างก็ดึงดูดซึ่งกันและกันเป็นวงโคจร
ดวงอาทิตย์นั้นถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อประมาณห้าร้อยล้านปีก่อนหน้านี้เอง และโลกของเราก็เริ่มที่จะฟอร์มตัวก็เมื่อราวๆสี่ร้อยห้าสิบล้านปีล่วงมาแล้ว เมื่อพื้นผิวโลกเริ่มเย็นตัวลงประกอบกับอำนาจแรงเหวี่ยงภายในโลกจึงทำให้เกิดผืนแผ่นดินขึ้นเป็นผืนดินที่มีเพียงทวีปเดียวและมีน้ำล้อมรอบ ต่อมาแรงหมุนภายในโลกประกอบกับการระเบิดของมวลความร้อนภายในโลกจึงทำให้แผ่นดินผืนใหญ่นั้นขยายตัวออกไปเป็นทวีปต่างๆดังที่เราทราบอยู่ทุกวันนี้ เมื่อสภาพภูมิอากาศพอเหมาะพอสมไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป ทำให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมา โดยเริ่มแรกเป็นพืชชั้นต่ำ แล้วต่อมาก็กำเนิดสัตว์เซลเดียวและวิวัฒนาการเป็นพืชชั้นสูงและสัตว์หลายเซลในที่สุด ซึ่งในจำนวนนี้จากการคำนวณอายุกระดูกของสัตว์มีกระดูกสันหลังที่นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการตรวจสอบจากสารคาร์บอนในกระดูกนั้นอายุนานที่สุดของสัตว์มีกระดูกสันหลังมีอายุประมาณหนึ่งล้านสองแสนปีเท่านั้น
พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ที่จะมาตรัสรู้ได้นั้นต้องบำเพ็ญบารมีมาเป็นระยะเวลายาวนานมากเป็นอสงไขยเป็นกัปป์ๆ ซึ่งอายุนานมากกว่าการก่อกำเนิดของโลกตามที่นักวิทยาศาตร์คำนวณมาด้วยซ้ำไป ในวันสำคัญทางศาสนาพุทธเมื่อเวลาเราทำพิธีเดินเวียนเทียนรอบพระอุโบสถทำไมเราเดินเวียนไปทางขวาของพระอุโสถ แต่ทำไมเวลาเราเดินแห่ศพผู้ตายรอบเมรุเผาศพก่อนที่จะนำร่างผู้ตายไปเผาในเตาเผา ทำไมเราเดินเวียนวนไปทางด้านซ้ายเมรุเผาศพ เวลาเราปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิภาวนา เวลาเราเห็นดวงธรรมแล้วให้เอาใจของเราจรดไปที่กลางดวงธรรมเหมือนกับเราจรดปลายดินสอลงบนแผ่นกระดาษแล้วทำอาการหมุนไปทางขวา ยิ่งหมุนแรงเท่าใดดวงธรรมเราก็จะยิ่งใสขึ้นเท่านั้น ทำให้โรคภัยไข้เจ็บต่างๆบรรเทาเบาลงจนหายไปในที่สุด
บางสิ่งบางอย่างเรานั้นเราไม่สามารถที่จะหาคำตอบเป็นเหตุผลได้ และบางครั้งคำตอบรู้ไปก็ไม่ได้ทำให้เราได้หลุดพ้นจากความทุกข์หรือวัฎฎสงสารแต่อย่างใด สิ่งที่ไม่ควรคิดสี่ประการหรือที่เราเรียกว่า “อจินไตย” นั้นคือพุทธวิสัย หรือวิสัยของพระพุทธเจ้า ฌาณวิสัย หรือวิสัยของผู้ที่ได้ฌาณ กัมมวิปาโก หรือวิบากกรรม และโลกจินตา หรือความคิดในเรื่องโลก
ในเรื่องนี้พระบรมศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่าอย่าไปมัวคิดให้เสียเวลา เปรียบเสมือนชายหนุ่มผู้ถูกศรยิงมาที่ร่างและเจ็บปวดด้วยพิษบาดแผล แต่ยังไม่ยอมให้แพทย์ทำการเยียวยารักษาโดยอ้างว่าขอให้ได้รู้ก่อนว่า ลูกศรนี้มีขนนกอยู่กี่ขนและใครเป็นคนยิงมา คนยิงเป็นบุตรของใคร และทำไมถึงต้องยิงมาด้วย ถ้ายังไม่ได้รับคำตอบก็จะไม่ยอมให้แพทย์ทำการรักษา ซึ่งเป็นอันแน่นอนว่าบุรุษผู้นี้จะต้องสิ้นชีพอย่างแน่นอนกว่าที่จะรู้คำตอบ
ก่อนที่จะรับหรือปฏิเสธว่าอะไรคืออะไร ขอให้เปิดใจให้กว้างแล้วลงมาปฏิบัติสมาธิภาวนาให้ถึงที่สุด เพื่อที่จะได้รู้คำตอบว่าสิ่งนั้นจริงหรือเท็จ เพราะการรู้ทางใจนั้นต่างจากความรู้ทางโลกที่จะต้องใช้ใจเท่านั้นในการพิสูจน์ แต่บางสิ่งบางอย่างก็เป็นอจินไตยที่รู้ไปก็ไม่ได้ทำให้เราหลุดพ้นอันเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
..............................................
หมายเหตุ : บทความนี้ได้รับการลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ เมืองไทยนิวส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยคุณVasin Sornprasitti (Paul) อีเมล์ [email protected] (www.18body.com )