บทความเกี่ยวกับผีแห่งอีสานนี้ ข้าพเจ้าเขียนขึ้นจากความทรงจำ มิใช่จากความรู้แจ้งเห็นจริงทางสัจจะ ดังนั้น ขอให้ผู้อ่าน อ่านเพียงเพื่อความบันเทิง นะครับ

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับผี

“ผี” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า คือ สิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นสภาพลึกลับ มองไม่เห็นตัว แต่อาจจะปรากฏเหมือนมีตัวตนได้ อาจให้คุณหรือโทษได้ มีทั้งดีและเลว หรืออาจหมายถึง คนที่ตายไปแล้ว หรือเทวดาก็ได้

จากความหมายนี้ ข้าพเจ้าขอแบ่ง ผี เป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

1. ผีฟ้า ในที่นี้ ข้าพเจ้าหมายรวมถึง เทวดาทุกจำพวก ทั้งภูมเทวดา รุกขเทวดา อากาศเทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ทั้งหลาย
2. ผีคนตาย ในที่นี้หมายถึง ผีที่เราเข้าใจกันทั่วไป หรือมักเรียกว่าวิญญาณคนที่ตายไปแล้วนั่นเอง เช่นผีเปรต ผีเร่ร่อน ภูตผี เป็นต้น
3. ผีคนเป็น ในที่นี้ หมายถึง ผีที่เป็นตัวอาคม มนต์ดำ ซึ่งสิงร่าง สิงจิตเจ้าของอยู่ เช่น ผีปอบ ผีเป้า ผีโพง เสือสมิง เป็นต้น
4.ผีบังบด ในที่นี้ หมายถึง มนุษย์ที่อยู่คนละมิติกับเรา อยู่โลกใบเดียวกัน แต่ต่างมิติ

“ผี” ตามความเข้าใจโดยทั่วๆ ไป คือ วิญญาณ ของคนและสัตว์ที่ตายไปจากโลกนี้ และคนธรรมดาไม่สามารถควบคุมการมองเห็นได้ สรุปง่ายๆ คือ วิญญาณทั้งหลาย เราเรียกว่าผี  

คำว่า “วิญญาณ” ศัพท์ทางพุทธศาสนา จริงๆ หมายถึง การรู้ หรือการรับสื่อ หรือการรับสัญญาณใดๆแล้วรู้  เช่น เมื่อประสาทตารับสื่อคือแสง เกิดการรู้ แต่ศัพท์บัญญัติ เราเรียกว่า “เห็น”  ซึ่ง “เห็น” นี้แหละ คือวิญญาณ

ในประสาทสัมผัสอื่นๆ ก็นัยเดียวกันนี้  ซึ่งตัวที่รับรู้นั้น ก็คือ จิต ดังนั้น หากไม่มีจิต ก็ไม่มีวิญญาณ (แต่มีจิต อาจจะไม่มีวิญญาณ ก็ได้) วิญญาณจึงไปด้วยกันกับจิต

จิต ไม่มีรูปร่าง แต่จิตอาศัยในรูปร่างได้ คนธรรมดา มองไม่เห็นจิต แต่ก็สามารถมองเห็นรูปร่างที่จิตอาศัยอยู่ได้ หากรูปร่างนั้น มีความหยาบหรืออยู่ในมิติเดียวกันกับประสาทตา

คำว่า “สัมภเวสี” หมายถึง สภาวะที่จิตกำลังเสาะแสวงหาสมภพ หรือกำลังหาที่เกิดอยู่ ซึ่งสภาวะนี้ จิตต้องการรูปร่าง จิตอาจจะสร้างรูปร่างขึ้นโดยอาศัยสัญญาหรือความทรงจำสุดท้ายก่อนจุติ(ก่อนตาย) แล้วจิตก็เข้าอาศัยร่างนั้น อันเป็นร่างชั่วคราว พูดง่ายๆ สัมภเวสี ก็คือสภาวะจิตที่ครองร่างชั่วคราว นั่นเอง เรามักเรียกว่า ผีเร่ร่อน

“สมภพ” หมายถึงแหล่งซึ่งเป็นที่กำเนิดร่างใหม่ มี 4 แหล่ง คือ ครรภ์, ไข่,  xเซลล์(ทางวิทยาศาสตร์มีชื่อหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ข้าพเจ้าไม่รู้), และ โอปปาติกะ(เปลี่ยนร่างแล้วโตเลย ไม่ต้องผ่านการเป็นตัวอ่อน เช่น สัตว์นรก เปรต เทวดา พรหม เป็นต้น)

“จุติ” แปลว่าเคลื่อน หมายถึงการที่จิตเคลื่อนออกจากร่างเก่า ไปสถิตยังร่างใหม่ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การที่จิตเปลี่ยนร่างใหม่ นั่นเอง ซึ่ง เรานิยมเรียกว่า ตาย (การกลายร่าง เช่น จากไข่เป็นไก่ จากหนอน เป็นแมลงวัน เป็นต้น เป็นความเปลี่ยนแปลง ที่เรียกว่าชรา ไม่ใช่การจุติ ไม่เรียกว่า จุติ)

ร่างเก่า หากเป็นร่างในสมภพ โอปปาติกะ จะสลายหายวับไป ไม่เหลือซาก
ร่างเก่า หากเป็นร่างในสมภพอื่นๆ ที่เหลือ จะเหลือซาก ซึ่งเรานิยมเรียกว่า ศพ หรือซากศพ

“ภูต” แปลว่า ผู้เกิดแล้ว หรือผู้มี(ร่าง)แล้วหมายถึง จิตที่ได้สมภพแล้ว แต่ในความหมายทั่วไปที่เราใช้กัน หมายถึงเฉพาะจิตที่ได้สมภพเป็นโอปปาติกะ  เช่น เป็นเปรต เป็นรุกขเทวดา และเราก็เรียกภูต ว่าผี หรือนำมาพูดติดกันว่าภูตผี


สรุปได้ว่า ความจริงแล้ว ผี มีโครงสร้างไม่แตกต่างจากคนปกติ คือมีจิต มีร่างให้จิตอาศัย เช่นเดียวกัน แต่จุดที่แตกต่างกันคือ ความหยาบ-ละเอียดแห่งอณูที่หลอมรวมเป็นร่าง ซึ่งร่างที่เกิดจากจิตสร้างขึ้น จะสัมพันธ์กับสภาวะหยาบ-ละเอียดของจิต ณ ขณะสร้างร่าง

หากพูดในแง่วิทยาศาสตร์ ก็สามารถอธิบายได้ว่า

สภาวะจิตที่หยาบกว่า จะมีความถี่คลื่นจิตที่น้อยกว่า มีพลังงานน้อยกว่า และความเร็วในการหมุนวน น้อยกว่า

ในทางกลับกัน สภาวะจิตที่ละเอียดกว่า จะมีความถี่คลื่นจิตที่มากกว่า มีพลังงานมากกว่า และความเร็วในการหมุนวน มากกว่า

จิตที่อยู่ในสภาวะหนึ่ง จะอยู่ในย่านความถี่หนึ่ง จิตอยู่ในย่านความถี่ใด หากสร้างร่าง ก็จะสร้างร่างที่มีความละเอียดในย่านความถี่นั้นเช่นกัน

ร่างที่อยู่ในย่านความถี่เดียวกัน หากอยู่ในมิติเวลาเดียวกัน ตำแหน่งเดียวกัน จะสัมผัสชนกัน

ร่างที่อยู่คนละย่านความถี่ แม้อยู่ในมิติเวลาเดียวกัน ตำแหน่งเดียวกัน ก็ไม่ชนสัมผัสกัน ไม่กระทบกระทั่งกัน นั่นคือ ซ้อนทับกันได้

ร่างที่อยู่คนละย่านความถี่กัน เรานิยมเรียกว่า “อยู่คนละมิติ” หรือ “อยู่อีกมิติหนึ่ง”


เก้าอี้ที่คุณนั่งอยู่ตอนนี้ ในอีกมิติหนึ่ง อาจมีร่างกำลังนั่งหวีผมอยู่
จอคอมพิวเตอร์ที่คุณมองอยู่ อาจจะเป็นกระจกเงาในอีกมิติหนึ่ง ก็ได้ นะคร้าบ....