อีก 30 นาทีเวทีชีวิตแห่งราชการก็จะได้สิ้นสุดลงแล้ว จากการเริ่มต้นเมื่อปี 2509 มาถึงปัจจุบันครบ 40 ปี ในฐานะข้าแผ่นดิน มาทบทวนตัวเองว่าทำอะไรให้กับแผ่นดินแห่งนี้บ้าง เท่ากับแผ่นดินนี้ให้เรา
ตอบได้ว่ายังไม่คุ้มค่า เพราะบางเวลาไปหลงมัวเมากับสิ่งเสพติดชีวิต ศาสดาสอนว่าอย่าไปหลงแม้แต่นั่งสมาธิบอกว่ามีความสุขแล้วหลงอยู่กับความสุขนั้นๆ แม้แต่เข้าสู่รวมพลคนรักบล็อกก็เตือนตัวเองเสมอว่าอย่าหลง
ถึงเวลาที่เราจะต้องถอดหัวโขนแล้วล่ะ อาจจะเรียกว่าลิเกโรงนี้ที่มีเราเป็นตัวแสดงจะต้องปิดลง แม้ยามมีหัวโขนก็เตือนตัวว่าบางเวลาก็ถอดได้ ไม่ต้องใส่ตลอดเวลาหรอก
เวลามาถึงแล้วอย่ายึดติด
อยากจะสื่อผ่านบล็อกนี้ว่าในชีวิตการทำงานถือว่าทุกคนมีคุณค่า เพียงแต่อยู่คนละสถานะ หากยังหลงกับยศศักดิ์จะไม่ได้รับความรู้และปัญญาเลย ผมมีครูที่เป็นตั้งแต่ลูกจ้าง พลทหาร ถึงนายพล และไม่เคยอายที่จะถามชีวิตเรายังโง่อีกมาก ไม่เปิดแล้วจะรับได้อย่างไร จึงต้องเปิดใจ เปิดกบาล ทุกคนที่ร่วมงานคือเพื่อนเปรียบคนดังฝรั่งแม้เน่าเสียก็ไม่เคยทิ้งไปทั้งลูก แม้จะเหลือส่วนดีน้อยก็ยังใช้ประโยชน์ต่อชีวิตเราได้
วันพร่งนี้คงต้องเก็บชุดโขนเข้าตู้ในพิพิธภัณฑ์ในบ้านไว้ระลึกถึงต่อความสำเร็จและความล้มเหลวในชีวิตที่ผ่านมา
อยากร่วมด้วยจังแต่ยังเขินอายอยู่
อยู่กับเรื่องสาระมานานอยากอยู่อย่างไร้สาระศาสตร์บ้างครับ
อุ๊ยอยากมากเลย ชักจะทนไม่ไหวแล้ว ทราบว่ามีโปรแกรมต่างๆ ขอแจมด้วย ส่งข่าวให้ทราบหน่อย
มุกดาหารจะไปแน่ครับ ที่จริงขี้อายครับ แต่เวลาขี้ไม่เคยอายครับกลัวท้องผูก
สวัสดีค่ะ
คนเราถ้าไม่ยึดติดอะไร ก็มีความสุขค่ะ สบายๆ
ช่วงนี้ คงสบายใจ อยากทำอะไรที่อยากทำมานานใช่ไหมคะ ทางการตลาดเขาเรียก วัยทวงฝัน
ฝันอะไรบ้างละคะ เช่น อยากไปเที่ยวที่แปลกๆ อยากเขียนหนังสือ........
แม้จะอยู่จน 80 ปี ก็ยังเรียนรู้ไม่หมดค่ะ
ยินดีด้วยครับ ไม่ต้องมีอะไรมาใส่ให้หนักหัวอีกต่อไป
ยินดีด้วยใจครับ
พี่sasinanda ที่เคารพ ผมคิดว่าชีวิตเพิ่งเริ่มตนที่ฝันไว้(เฉพาะยามตื่นตอนหลับไม่ค่อยฝันเลยแปลกจริงๆชีวิตเลยไม่มีโอกาสนำไปเดาซื้อหวย) เขียนหนังสือนั้นอยากมากเลย ทัวร์เที่ยวไปประจำครับ แต่ไปเที่ยวแปลกๆเป็นแบบไหนน่าสนผมชอบของแปลกๆอยู่แล้ว(อย่าคิดว่าชอบผู้ชายนะครับ)
ขอบคุณครับพี่ภูคา(ภูมิสังคมผมเขาเรียกทุกคนเป็นพี่หมดไม่ว่าสาว แก่ แม่หม้าย)ที่ให้กำลังใจ
ขอบคุณ อาจารย์ที่เข้ามาเยี่ยมครับผมชอบศิลปการแสดงเหมือนกันครับ
ท่านเอกที่เคารพรัก
เพื่อนผม ผช.ทูต ทร.ที่มาดริดส่งมาให้อ่าน
ขรัวโตกับหัวโขน
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เป็นพระลือชื่อที่สุดรูปหนึ่งในยุครัตนโกสินทร์ กิตติศัพท์ของท่านมีหลายด้าน แม้ท่านจะไม่เคยสอบเป็นเปรียญแต่ก็ได้รับการยกย่องว่ารอบรู้พระปริยัติธรรม แตกฉานในพระไตรปิฎก ขณะเดียวกันก็เชี่ยวชาญในวิปัสสนาธุระ จนเชื่อกันว่าท่านทรงคุณวิเศษทางวิทยาคม
คุณวิเศษของเจ้าประคุณสมเด็จฯ มักถูกกล่าวถึงในแง่อภินิหาร แต่อภินิหารนั้นยังเป็นเรื่องโลกียะ ที่สูงขึ้นไปกว่านั้นคือโลกุตตระ ได้แก่การอยู่เหนือโลก อันโลกธรรมทั้งหลายไม่อาจฉาบย้อมได้ องค์คุณประการหลังนี้ท่านได้บำเพ็ญและแสดงให้เห็นตลอดชีวิต ตัวอย่างหนึ่งได้แก่การไม่ใส่ใจกับสมณะศักดิ์พัดยศ ซึ่งท่านเห็นว่าเป็นแค่ "หัวโขน" เท่านั้นเอง
ตามธรรมเนียม พระที่ทรงสมณะศักดิ์อย่างท่าน ย่อมมีศิษย์วัดแจวเรือให้เวลาเดินทาง แต่เนื่องจากท่านชอบประพฤติตนอย่างพระอนุจรหรือพระลูกวัด ดังนั้นเมื่อใดที่เห็นศิษย์แจวเรือเหนื่อย ท่านก็จะให้นั่งพักเสีย แล้วท่านก็แจวแทน
มีคราวหนึ่งท่านได้รับนิมนต์ไปในงานที่จังหวัดนนทบุรี ขากลับเจ้าภาพได้ให้
บ่าว ๒ คนผัวเมียแจวเรือมาส่ง ระหว่างทางผัวเมียคู่นี้เกิดทะเลาะกันอย่างรุนแรง ท่านเห็นเช่นนั้นจึงขอให้ทั้งสองเลิกวิวาทกัน และให้เข้ามานั่งพักในประทุน แล้วท่านก็แจวเรือมาเองจนถึงวัดระฆัง
แต่ที่กล่าวขานกันมากก็คือตอนที่ท่านไปสวดมนต์ในสวนแห่งหนึ่ง เขตราษฎร์บูรณะ ฝั่งธนบุรีสวนแห่งนี้ต้องเข้าทางคลองเล็ก ท่านไปด้วยเรือสำปั้นกับศิษย์ โดยเอาพัดยศไปด้วย บังเอิญเวลานั้นน้ำแห้ง เข้าคลองไม่ได้ ท่านจึงลงเข็นเรือกับศิษย์ท่าน ชาวบ้านเห็นก็ร้องบอกกันว่า "สมเด็จเข็นเรือโว้ย" ท่านได้ยินก็ตอบไปว่า
"ฉันไม่ใช่สมเด็จดอกจ้ะ ฉันชื่อขรัวโตจ้ะ สมเด็จท่านอยู่ในเรือน่ะจ้ะ"
ว่าแล้วก็ชี้มือไปที่พัดยศ สักพักชาวบ้านก็ลงมาช่วยกันเข็นเรือไปจนถึงบ้านงาน
นิทานเรื่องนี้สอนว่า หัวโขนนั้นพึงถอดวางเมื่อลงจากเวทีฉันใด สมณะศักดิ์ก็มิใช่สิ่งซึ่งพึงยึดถือเป็น
"ตัวกูของกู" ฉันนั้น
ขอบคุณมากครับ ผมติดดินและเดินดินมานานจนเคยชิน เผลอตัวทำตามธรรมชาติบ่อยๆ เพราะมีหัวโขน เวลาผมไปเที่ยวกับเพื่อนๆนักเรียนมัธยมไม่ว่าเขาจะเป็นจ่า นายสิบหรือนายพัน ลูกจ้าง อะไรก็แล้วแต่ผมเป็นนายพลดูแลหมดทั้งยกเก้าอี้ อาหารการกินการนอน ลืมตัวนึกว่าเป็นพลทหาร
ส่วนใหญไปไหนจะเดิน หรือขึ้นรถเมล์ เรือด่วน เรือข้ามฟากและรถไฟฟ้ามันได้เห็นชีวิตผู้คนที่แปลกดี
การพักผ่อนเมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมา นุ่งกางเกงขาสั้นขี่จักรยาน ใส่เสื้อซอมส้อหน่อยวันนั้นนึกแผลงขี่จากบ้านแถวโรงเหล้าเก่าบางยี่ขัน ข้ามสะพานพระราม 8 ไปทางบางลำพู ขี่เข้าซอยโน้นซอยนี้ตั้งแต่แบ๊งค์ชาติไป มาสะดุดใจทำไมมันเย็นๆข้างล่างผิดปกติ ก้มดูที่ไหนได้เป้ากาวเกงขาดไม่เหลอหลอ ต้องขี่ไปหนีบไปกลับบ้าน นี่คือวิถีปกติของนายพลเพี้ยนๆ
ท่านเอกที่เคารพรัก
นี่คือ ความเป็นปกติของมนุษย์ที่สามารถไขว่คว้าหาความสุขจากภายในตนเอง ไม่ยึดติดกับลาภ ยศ สรรเสริญ ซึ่งมีความขึ้น และลงเป็น เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา เป็นธรรมดา
ท่านพุทธทาสสอนให้พิจารณาหลักไตรลักษณ์เป็นประจำ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ท่านพบตัวตนของท่านแล้ว ผมเองกำลังเรียนรู้และศึกษาตัวเองอยู่ครับ ยังไม่เข้าใจถ่องแท้เลย
คุณบุญธงสมัครเข้าเป็นสมาชิกใน gotoknow.org นี้ด้วย จะได้ชวนสมาชิกเพื่อนไทในเบลเยี่ยมมาร่วมด้วย หัดให้คุณเจี๊ยบแล้ว
ยินดีกับท่านเอก เอ๊ยพี่เอกครับ ท่านเป็นอิสระแล้ว
ผมก็รอวันของผมเช่นกันครับ
เห็นด้วยกับพี่เอกครับ คุณบุญธง เขียนบล๊อคได้แล้วนะครับ จะได้มีสมาชิกเบลเยียมมาเพิ่ม
กระดากอายคำว่าท่านมานาน เรียกพี่ เรียกลุง เรียกอา อะไรซักอย่างก็ได้ไม่ยึดติดครับ
วันนี้มีสองงานที่ ท่าน อท.จะได้ทราบ แนนโทรมาว่า SE-1 จะเลี้ยงกันที่ สโสรทบ.เสาร์นี้คุยเรื่องกิจกรรมรุ่น
เมื่อเช้าพาคุณหญิงไปพบท่านอธิการบดีเกษตรคุยกันเรื่องที่ไปจัดการอบรมเรื่องความขัดแย้งให้แล้วคุณหญิงก็อยากให้ลูกแต่งชุดนักเรียนสาธิตเกษตรด้วย พร้อมช่วยงานเกษตร