ท่านเอกที่เคารพรัก

เพื่อนผม ผช.ทูต ทร.ที่มาดริดส่งมาให้อ่าน 

ขรัวโตกับหัวโขน 

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เป็นพระลือชื่อที่สุดรูปหนึ่งในยุครัตนโกสินทร์ กิตติศัพท์ของท่านมีหลายด้าน แม้ท่านจะไม่เคยสอบเป็นเปรียญแต่ก็ได้รับการยกย่องว่ารอบรู้พระปริยัติธรรม แตกฉานในพระไตรปิฎก ขณะเดียวกันก็เชี่ยวชาญในวิปัสสนาธุระ จนเชื่อกันว่าท่านทรงคุณวิเศษทางวิทยาคม

คุณวิเศษของเจ้าประคุณสมเด็จฯ มักถูกกล่าวถึงในแง่อภินิหาร แต่อภินิหารนั้นยังเป็นเรื่องโลกียะ ที่สูงขึ้นไปกว่านั้นคือโลกุตตระ ได้แก่การอยู่เหนือโลก อันโลกธรรมทั้งหลายไม่อาจฉาบย้อมได้ องค์คุณประการหลังนี้ท่านได้บำเพ็ญและแสดงให้เห็นตลอดชีวิต ตัวอย่างหนึ่งได้แก่การไม่ใส่ใจกับสมณะศักดิ์พัดยศ ซึ่งท่านเห็นว่าเป็นแค่
"หัวโขน"
  เท่านั้นเอง

ตามธรรมเนียม พระที่ทรงสมณะศักดิ์อย่างท่าน ย่อมมีศิษย์วัดแจวเรือให้เวลาเดินทาง แต่เนื่องจากท่านชอบประพฤติตนอย่างพระอนุจรหรือพระลูกวัด ดังนั้นเมื่อใดที่เห็นศิษย์แจวเรือเหนื่อย ท่านก็จะให้นั่งพักเสีย แล้วท่านก็แจวแทน

มีคราวหนึ่งท่านได้รับนิมนต์ไปในงานที่จังหวัดนนทบุรี ขากลับเจ้าภาพได้ให้
บ่าว ๒ คนผัวเมียแจวเรือมาส่ง ระหว่างทางผัวเมียคู่นี้เกิดทะเลาะกันอย่างรุนแรง ท่านเห็นเช่นนั้นจึงขอให้ทั้งสองเลิกวิวาทกัน และให้เข้ามานั่งพักในประทุน แล้วท่านก็แจวเรือมาเองจนถึงวัดระฆัง

แต่ที่กล่าวขานกันมากก็คือตอนที่ท่านไปสวดมนต์ในสวนแห่งหนึ่ง เขตราษฎร์บูรณะ ฝั่งธนบุรีสวนแห่งนี้ต้องเข้าทางคลองเล็ก ท่านไปด้วยเรือสำปั้นกับศิษย์ โดยเอาพัดยศไปด้วย บังเอิญเวลานั้นน้ำแห้ง เข้าคลองไม่ได้ ท่านจึงลงเข็นเรือกับศิษย์ท่าน ชาวบ้านเห็นก็ร้องบอกกันว่า
"สมเด็จเข็นเรือโว้ย"
    ท่านได้ยินก็ตอบไปว่า

"ฉันไม่ใช่สมเด็จดอกจ้ะ ฉันชื่อขรัวโตจ้ะ สมเด็จท่านอยู่ในเรือน่ะจ้ะ"


ว่าแล้วก็ชี้มือไปที่พัดยศ สักพักชาวบ้านก็ลงมาช่วยกันเข็นเรือไปจนถึงบ้านงาน

นิทานเรื่องนี้สอนว่า หัวโขนนั้นพึงถอดวางเมื่อลงจากเวทีฉันใด สมณะศักดิ์ก็มิใช่สิ่งซึ่งพึงยึดถือเป็น

"ตัวกูของกู"
 ฉันนั้น