สวัสดีครับ ลูกศิษย์คณะเกษตร ม.เชียงใหม่ทุกท่าน เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2550
ผมได้มีโอกาสไปสอนในวิชา การจัดองค์การธุรกิจเกษตร ในหัวข้อ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ ให้กับทุกท่าน
และผมก็ได้กลับมาเปิด Blog นี้ให้ทุกท่านได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เพราะการเรียนรู้ไม่ได้จบไปแค่วันเดียว เรายังต้องหาความรู้ร่วมกันต่อไป
Blog นี้ จึงเป็นสื่อกลางในการติดต่อกัน และผมจะคอยติดตามความคืบหน้าของ Blog
ครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
สวัสดีครับอาจารย์
ก่อนอื่นต้องขอบคุณอาจารย์มากฯ สำหรับแง่คิดที่สุดยอด และ การรับฟังความคิดของเด็ก ผมอยากรบกวน อาจารย์ช่วยให้แง่คิด เรื่องการเรียนในอนาคต หลักสูตร ป.โท ควรจะไปทางไหนดี เพือประโยชน์ของชาติ โดยแท้จริง
ขอบคุณมากฯ ครับ
จตุเกษม มช
สวัสดีครับอาจารย์
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณอาจารย์มากๆครับที่ได้มาบรรยาย ในห้วข้อการจัดการทรัพยากรมนุษย์
ทำให้ได้ข้อคิดหลายอย่างที่เป็นประโยชน์กับตัวเองและผู้อื่น บรรยากาศในการเรียนเอื้อให้เกิดการเรียนรู้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างอิสระ เป็นประโยชน์มากๆครับ
ผมคิดว่าถ้าในชั้นเรียนที่ไหนก็ตามสามารถสร้างการเรียนแบบที่ได้มานั่งฟังอาจารย์บรรยาย น่าจะทำให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ได้มาก ไม่จำเป็นว่าจะต้องเรียนแบบเดิมๆในชั้นเรียนก็ได้ อาจออกนอกสถานที่จัดให้มีการพูดคุยกันแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยน่าจะเป็นการฝึกกระบวนการคิดให้นักศึกษาได้เป็นอย่างดี คำถามคือว่า แล้วจะทำอย่างไรให้การเรียนการสอนในแต่ละระดับชั้นของไทย ฝึกให้มีการคิด การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถ้าไม่เริ่มต้นที่ผู้สอนก่อน ?
ขอบคุณครับ
สมโภชรัตน์
กราบเรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมณ์ หนูเห็นด้วยในเรื่องของความสำคัญของ networking ค่ะ เพราะการที่เรามีเครือข่ายที่ดี กว้างขวาง จะทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายในเรื่องต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น การรู้จักคนหลากหลายสาขาอาชีพ ซึ่งแต่ละคนมีความรู้ความสามารถในอาชีพของตน เป็นความรู้ในเชิงลึก ที่สั่งสมทักษะ และประสบการณ์มานาน การแบ่งปันความรู้ ช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันจะก่อเกิดประโยชน์ต่อสังคม เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง แต่สิ่งที่ควรรู้ก็คือ เราจะหาความรู้เรื่องนั้น ๆ ได้จากใคร ที่ไหน และโดยวิธีใด และเมื่อเกิดการเรียนรู้ เราก็ต้องเป็นผู้ให้ต่อไปด้วยค่ะ อย่าง ในสาขาธุรกิจเกษตร มช. เป็นสังคมเล็ก ๆ ที่มาจากหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่ ระดับบริหารประเทศอย่างอบต. ,นักวิชาการ ,โครงการหลวง ,ธนาคาร ,ธกส. ,ผู้ประกอบการ ,นักวิทยาศาสตร์ , นักวิจัย เกษตรกร ฯลฯ จนถึงครูอนุบาลค่ะ เห็นได้ว่า ในสาขามีทรัพยากรมนุษย์ที่หลากหลาย และเชื่อว่าเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพทุกคน การได้มารู้จักกัน นับว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่จะแบ่งปันความรู้ความสามารถของแต่ละคน สร้างสังสรรค์ให้กลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาสังคมและประเทศชาติโดยเฉพาะในภาคการเกษตร * * * เมื่อ เดือนมีนาคม 2547 ได้มีการจัดประชุมสัมมนา เรื่อง “การพัฒนาทรัพยากรไม้ไผ่อย่างยั่งยืน” ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ ภายใต้โครงการ การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ไม้ไผ่อย่างยั่งยืนในประเทศไทย โดยสำนักวิจัยเศรษฐกิจ และผลิตผลป่าไม้ กรมป่าไม้ สนับสนุนโดย องค์กรไม้เขตร้อนระหว่างประเทศ International Tropical Timber Organization (ITTO) ได้มีการเชิญเกษตรกร ผู้ประกอบการ องค์กรท้องถิ่น นักวิชาการ และผู้สนใจ เป็นจำนวนมาก และคุณพ่อของหนูได้ถูกเชิญให้เข้าร่วมเป็นวิทยากรในฐานะเกษตรกรในการสัมมนาดังกล่าว หลังจากการสัมมนาได้เกิด networking ในวงการไม้ไผ่ เพราะเป็นการทำให้เกษตรกร ,ผู้ประกอบการแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ และผู้ส่งเสริม เช่น นักวิชาการ ได้มาพบกัน หลังจากนั้นได้มีกิจกรรมกลุ่มย่อยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น การศึกษาดูงานที่สวน (อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่) ,การพบปะกันระหว่างผู้ปลูกและผู้แปรรูป มีครั้งหนึ่งที่มีการเดินทางไปถ่ายทำสารคดีประกอบรายงานการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ไม้ไผ่อย่างยั่งยืนในประเทศไทย ของกรมป่าไม้ และได้นำผู้ประกอบการแปรรูปไม้ไผ่ไปด้วยหลายคน หนึ่งในผู้ประกอบการที่ไปในทริปนั้น มีโรงงานอยู่ที่อำเภอสันทราย เป็นโรงงานทำพื้นปาเก้ ซึ่งทำจากไม้ไผ่ และได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จนสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี มีความคงทน และแก้ปัญหาเกี่ยวกับแมลงที่มักจะพบในไม้ไผ้ เช่น มอด แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นการสร้าง value added ให้กับสินค้า แต่ก่อนที่จะมาดูงานนั้น ทางโรงงานได้รับคำสั่งซื้อพื้นปาเก้ จากรีสอร์ทที่จังหวัดภูเก็ต เป็นจำนวนหลายร้อยตารางเมตร แต่โรงงานทำให้ไม่ได้เพราะไม่สามารถหาวัตถุดิบซึ่งคือไม้ไผ้ได้เพียงพอ หากจะขนส่งจากต่างจังหวัดไกล ๆ จะทำให้ต้นทุนสูง ทั้ง ๆ ที่ก็ยังมีผู้ปลูกไม้ไผ่เป็นจำนวนมากอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ และปลูกโดยไม่รู้จะขายให้ใคร นี่คือปัญหาของโรงงานเพียงแห่งหนึ่ง สินค้าเกษตรเพียงหนึ่งอย่าง ซึ่งปัญหานี้สะท้อนถึงปัญหาของภาคเกษตรทั้งหมดด้วย การที่เกษตรกร ,ผู้ประกอบการ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง ไม่มีความรู้ ,มีความรู้แต่เผยแพร่ไม่ถึงกลุ่มผู้ที่ต้องการ ไม่มี networking ที่ดี ไม่ใฝ่รู้ ฯลฯ ทำให้ภาคเกษตรของประเทศไทยเสียโอกาส มีผลผลิตต่อพื้นที่ต่ำ , ต้นทุนทางด้าน Logistic สูง ทั้งการเก็บรักษา และขนส่ง ทั้ง ๆ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรในประเทศไทย มีบุคลากรที่เก่ง ๆ , เกษตรกรมีภูมิปัญญา แต่ทำไมภาคเกษตรของไทยถึงอ่อนแอ เรียนขอคำแนะนำจากอาจารย์จีระ ในกรณีศึกษาเรื่องไม้ไผ่ และขอความคิดเห็นในมุมมองเพื่อน ๆ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาภาคเกษตรของประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไปค่ะ พิมพ์ใจ ศรีวิชัย รหัส 500832054 สาขาธุรกิจเกษตร มช.![]()
สวัสดีคะอาจารย์
หนูก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้เข้าร่วมฟังบรรยายของอาจารย์ และรู้สึกว่าระยะเวลา 6 ชั่วโมงที่เคยรู้สึกว่ายาวนานเหลือเกินในการเรียนที่ผ่านๆมา กลายเป็น 6 ชั่วโมงที่รวดเร็วและไม่อยากให้จบลงแค่นี้
ในการบรรยายในครั้งนี้ทำให้ได้แนวคิดอะไรหลายๆ อย่าง และที่ทำให้รู้สึกประทับใจที่สุด คือการได้เห็นศักยภาพในตัวของเพื่อนๆ ร่วมชั้นเรียนทุกคนที่ได้แสดงความคิดเห็นในมุมมองของตัวเอง และการบรรยายของอาจารย์ในครั้งนี้เชื่อว่าได้จุดประกายความคิดของทั้งอาจารย์ผู้สอนและนักศึกษาว่าการเรียนในชั้นเรียนต่อไปควรจะมีการเรียนการสอนแบบใดจึงจะทำให้ได้รับประโยชน์จากการเรียนจริงๆ ไม่ใช่คิดแค่มาเรียนให้จบไปวันๆ เท่านั้น
สวัสดีครับ ลูกศิษย์ มช. ทุกท่าน ผมได้เปิด Blog เข้ามาดูด้วยความยินดีที่มีคนสนใจอยู่มาก และขอขอบคุณท่านที่ร่วมแสดงความคิดเห็นใน Blog ส่วนท่านที่ยังไม่ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็น ผมจะรอทุกท่านนะครับ
ผมขอฝากให้ทุกท่านเน้นประเด็น Farmer University ให้มากครับ เพื่อจะได้สร้างมูลค่าเพิ่มต่อไป
จีระ หงส์ลดารมภ์
สวัสดีครับอาจารย์ และเพื่อน ฯ
ผมขอน้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องการศึกษา มาฝากเพื่อน ฯ
จุดหมายของการศึกษาตามแนวพระราชดำริได้ว่าการศึกษามีจุดหมายทั้งเพื่อประโยชน์แก่ผู้ศึกษาเองและแก่ส่วนรวมอันได้แก่สังคมและประเทศชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสรุปวัตถุประสงค์ของการศึกษาว่า
"วัตถุประสงค์ของการศึกษานั้นคืออย่างไรกล่าวโดยรวบยอดคือการทำให้บุคคลมีปัจจัยหรืออุปกรณ์สำหรับชีวิตอย่างครบถ้วนเพียงพอทั้งในส่วนวิชาความรู้ ส่วนความคิด วินิจฉัย ส่วนจิตใจและคุณธรรมความประพฤติ ส่วนความขยันอดทน และความสามารถในการที่จะนำความรู้ความคิดไปใช้ปฏิบัติงานด้วยตนเองให้ได้จริงๆเพื่อสามารถดำรงชีพอยู่ได้ด้วยความสุขความเจริญมั่นคง และสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่สังคมและบ้านเมืองได้ตามควรแก่ฐานะด้วย" (๒๕ มิถุนายน ๒๕๒๓)
การศึกษาเพื่อให้บรรลุจุดหมายอันได้แก่ประโยชน์ของผู้ศึกษาเอง (ตนเอง) และส่วนรวม (สังคมและบ้านเมือง) นั้น การศึกษาทำหน้าที่เป็นปัจจัยหรือเครื่องมือที่จะนำไปสู่จุดหมายดังกล่าว การศึกษาในความหมายนี้จะต้องประกอบด้วย ๔ ส่วนคือ
๑) ส่วนวิชาความรู้ ได้แก่วิชาการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆที่ศึกษาอย่างถูกต้องครบถ้วน
๒) ส่วนความคิดวินิจฉัย ได้แก่ความสามารถของการขบคิดพิจารณาและวินิจฉัยในเรื่องที่ศึกษาและความเป็นจริงที่ปรากฏ ซึ่งจัดเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการหรือกระบวนการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลของผู้ศึกษา
๓) ส่วนจิตใจและคุณธรรม ได้แก่การพัฒนาจิตใจให้มีความสุจริตและบริสุทธิ์ใจที่จะใช้วิชาความรู้เพื่อประโยชน์ในทาง ที่ดีต่อตนเองและส่วนรวม ซึ่งเป็นการกำกับความประพฤติของคนให้ดำเนินไปอย่างถูกต้องโดยเฉพาะเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และ
๔) ส่วนความขยันอดทน ได้แก่การฝึกฝนให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันและมีความอดทนต่อปัญหาหรืออุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้บรรลุจุดหมายที่กำหนดไว้
สวัสดีค่ะ อ.จีระ และเพื่อนๆ
ดิฉันได้มีโอกาสได้อ่านหนังสือ "การพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้" ของ Michael J. Marquardt ซึ่งเป็นปรมาจารย์ ด้านการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้อีกท่านหนึ่งที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ทั้งในด้านการให้คำปรึกษา การสอน และการแต่งตำราสำหรับสถาบันการศึกษาระดับสูงและองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วไป หนังสือเล่มนี้ แปลโดย Dipl-Ing. บดินทร์ วิจารณ์และ เรียบเรียงโดย วีรวุธ มาฆะศิรานนท์
จึงขอแบ่งปันความรู้ ในเรื่อง 10 ยอดกลยุทธ์ในการสร้างระบบย่อยด้านการเรียนรู้ ซึ่งมีดังนี้ค่ะ
1.พัฒนาเนื้อหาในการเรียนรู้ให้เป็นหน่วยย่อยๆ ที่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก ปัจจุบัน หลายๆองค์กรที่เป็นบริษัทชั้นนำต่างๆ เช่น Cisco Systems, AutoDesk และ iPlanet ก็กำลังพัฒนาเนื้อหาในการเรียนรู้ภายใต้แนวความคิดของบทเรียนที่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก วิธีการเรียนรู้ที่แยกเป็นหน่วยได้นั้น การสอนอาจถูกแบ่งออกป็นส่วนๆ เพื่อให้ผู้เรียนเลือกใช้ได้ตามต้องการ ซึ่งเมื่อผสมผสานเข้ากับการประเมินทักษะที่เฉพาะเจาะจงกับกับตัวบทเรียนต่างๆ เป็นโอกาสให้ผู้เรียนแก้ไขในสิ่งที่ตนขาดตกบกพร่องได้อย่างแม่นยำทันเวลา แทนที่จะเสียเวลาไปกับเนื้อหามากมายที่พวกเขารู้อยู่แล้ว
2.เพิ่มความสามารถในการเรียนรู้วิธีที่จะเรียนรู้ แม้ว่าทุกคนได้เล่าเรียนในโรงเรียนมานานนับ10 15 20 ปี แต่เราไม่เคยได้เรียนวิธีการที่จะเรียนรู้ เพราะเราถูกสอนให้ท่องจำสิ่งต่างๆ แล้วเราก็จะลืมมันไปอย่างง่ายดาย ดังนั้น ในการพัฒนาโปรแกรมการที่จะช่วยให้คนมีทักษะสำคัญในการเรียนรู้วิธีที่จะเรียนรุ้ต่อไปนี้
- วิธีถามคำถามต่อข้อมูลความรู้ใหม่ๆ
- วิธีวิเคราะห์งานและความคิดที่ซับซ้อนให้เป็นหน่วยย่อยๆ
- วิธีทำให้การเรียนรู้ของเราเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
- วิธีเร่งการเรียนรู้ให้เร็วขึ้น
ทักษะด้านอภิปัญญา เหล่านี้จะช่วยให้คนสามารถคิด วิเคราะห์ เข้าใจ และนำข้อมูลใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ได้อย่างรวดเร็วและด้วยความมั่นใจ
วันนี้ขอ โพสต์ เพียงเท่านี้ก่อนนะคะ ติดไว้อีก 8 ข้อนะคะ
กราบสวัสดี ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
จากการที่หนูได้พบ และได้เรียนกับท่านหนูดีใจมากค่ะ ไม่เคยคิดว่า จะได้เรียนกับท่านตัวจริง ซึ่งเคยเห็นแต่ในโทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์
ความรู้ที่ได้รับในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่มันก็มีคุณค่าและประโยชน์มาก ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้ได้โรงงานอุตสาหกรรมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจากการทำงานที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ที่มีอยู่และที่ดูจากงานที่พวกเขาได้ทำนั้นยังไม่ใช่การจัดการทรัพยากรมนุษย์อย่างแท้จริง เพราะเป็นแค่การจัดการความสะดวกให้กับพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่าเป็นการจัดการทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งหนูชอบมากค่ะ คำว่า "ทุนมนุษย์" เพราะมันเป็นสิ่งที่หนูคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ต่อองค์การการบริหารจัดการ เป็นสิ่งที่ประมาณค่าไม่ได้ เพราะถ้าหากองค์กรไหนมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพแล้ว องค์กรนั้นก็จะสามารถขับเคลื่อนองค์กรของตนให้ก้าวหน้า และสามารถแข่งขันกับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่มีอยู่ ได้อย่างแน่นอน
ด้วยความเคารพอย่างสูง
ปิยะกานต์
วันนี้เพิ่มกลยุทธ์ย่อยด้านการเรียนรู้อีก 2 ข้อนะคะ
3. พัฒนาวิธีการเสวนาภายในองค์การ
วินัยในการเสวนา เป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้องค์การ เนื่องจากเป็นการช่วยเพิ่มและทวีการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม การเสวนาจะทำให้คนมีมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับสมมติฐานต่างๆขององค์การถึงจะสร้างบรรยากาศ และการสื่อสารที่ดีที่จะทำให้สมาชิกขององค์การสามารถจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลง และความยุ่งเหยิงต่างๆได้เป็นอย่างดี
การสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเสวนาภายในองค์การได้ หากปฎิบัติ ดังนี้
1.มองว่าทุกคนเป็นเพื่อนร่วมงาน
2.มีความสนใจใฝ่รู้และซักถาม
3.ชะลอการตัดสินใจเกี่ยวกับสมมติฐานหรือความแน่นอนต่างๆ
4.ให้ความสนใจกับผู้สังเกตการณ์
5.ซักถาม-ไต่สวนให้ช้าลงกว่าเดิม
ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับการเริ่มการเสวนาภายในองค์กร จะประกอบด้วย
1.วิธีหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ขัดขวางการเสวนา (การปกป้องตนเอง,การแข่งขัน.การเอาชนะ)
2.วิธีนำความหลากหลายมาใช้ มากกว่านำมาเป็นเหตุแห่งการขัดแย้งกัน
3. วิธีการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันและพิจารณาทบทวนเกี่ยวกับวิธีการมองความเป็นไปของโลก
4. วิธีพัฒนาทักษะแห่งการสังเกต (การฟัง และสื่อสารอื่นๆ)
5. วิธีการเอาการฟังและข้อมูลป้อนกลับมาใช้ เพื่อลดการบิดเบือนของข้อมูล
6. วิธีสร้างความสมดุลระหว่างการสนับสนุนกับการซักถาม เพื่อไม่ให้การเสวนามาถึงทางตัน
4. ออกแบบแผนการพัฒนาในอาชีพตามลักษณะการจ้างงาน เพื่อสร้างความกระตือรือร้นในการเรียนรู้
กราบเรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
จากการรับฟังการบรรยายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่ผ่านมานั้น ทำให้เล็งเห็นได้ว่าทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งที่สำคัญในการพัฒนาองกรค์ในด้านต่าง ๆ เช่น ในภาคเกษตรของไทยเรานั้นจะเห็นได้ว่าเกษตรกรยังขาดประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ขาดบุคคลที่จะถ่ายทอดความรู้ความสามารถที่ดี ดังนั้นแนวคิดเรื่อง Farmer University เพื่อสร้างศักยภาพให้กับเกษตรกรไทยในด้านต่าง ๆ ให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะประชากรไทยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตรอยู่แล้ว ทั้งนี้การจัดการถ่ายทอดองค์ความรู้จะต้องสามรถนำไปใช้ได้ในสภาพความเป็นจริง ก็จะเป็นประโยชน์มาก
(10 ยอดกลยุทธ์ในการสร้างระบบย่อยด้านการเรียนรู้)
มาต่อกันที่ ข้อ 5 นะคะ
5. สร้างโปรแกรมการพัฒนาตนเอง
การที บริษัทออกค่าใจ้จ่ายให้พนักงานเพื่อการพัฒนาตนเองนั้น ถือได้ว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ที่แสดงถึงความผูกพันของบริษัทที่มีต่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เช่น โบอิ้งที่ออกทุนให้พนักงานที่ต้องการเรียนต่อระดับปริญญา หรือประกาศนียบัตรในสาขาใดๆ ก็ได้ บางบริษัทมีงบจัดอบรมให้แก่พนักงานแต่ละคนเพื่อนำไปใช้ในการเรียนรู้ของตนเอง จะช่วยให้มีการกระตุ้นในการพัฒนาทักษะทางด้านที่ตนสนใจ และเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตทั้งของตนเองและขององค์กรอีกด้วย
6. สร้างทักษะการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม
ทีมเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อองค์การแห่งการเรียนรู้ ทีมจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลกับองค์การ การทำงานเป็นทีมจะทำให้องค์กรตระหนักถึง และเกิดการนำเอาทรัพยากรแฝงขององค์การมาใช้ประโยชน์
7. กระตุ้นและฝึกฝนการคิดเชิงระบบ
ทักษะที่สำคัญขององค์การแห่งการเรียนรู้นั้นก็คือ การคิดเชิงระบบ (systems Thinking) ซึ่งหมายถึงความสามารถในการ "มองเห็นภาพรวมและทำงานได้อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แยกแยะและพยายามแก้ปัญหาแบบเป็นส่วนๆ"
8. นำเอาการพินิจพิเคราะห์และการวางแผนรูปแบบสถานการณ์มาใช้ประโยชน์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่อาจส่งผลกระทบต่อองค์การ
9. ขยายการเรียนรู้ในรูปแบบความคิดที่หลากหลายวัฒนธรรมกับรูปแบบความคิดระดับโลก
องค์การแห่งการเรียนรู้จะตระหนักดีว่า มุมมองและแนวทางการกระทำที่แตกต่างนั้นเป็นแหล่งของความมั่งคั่งอย่างหนึ่ง มิใช่ความขัดแย้ง ยิ่งองค์การเปิดกว้างต่อค่านิยม แนวความคิด และมุมมองของคนอื่นๆมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะเกิดการเรียนรู้ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
10. เปลี่ยนแปลงรูปแบบความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้
คนส่วนใหญ่ยังคงมีความรู้สึกในทางลบกับการเรียนรู้ คือ รนู้สึกว่ามันเคร่งเครียด มีข้อสอบที่ยากๆ อีกทั้งมีครูเจ้าระเบียบ การท่องจำ การนั่งโต๊ะเรียนเป็นเวลานานๆ และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งรูปแบบความคิดเหล่านี้ส่งผลให้หลายคนต่อต้านการเรียนรู้ และต่อต้านการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้
รูปแบบความคิดมีผลกระทบอย่างมากต่อการกระทำของเรา เราจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบความคิดจากที่มองว่า การเรียนเป็นเหมือนห้องเรียน แต่ให้มองการเรียนเสียใหม่ว่ามันเป็นเหมือนกิจกรรมที่น่าตื่นเต้น มีการร่วมมือกัน และมีรางวัลตอบแทนความสำเร็จในระดับสูง
นี่แหละค่ะ คือ10 ยอดกลยุทธ์ในการสร้างระบบย่อยด้านการเรียนรู้ ที่เอามาฝาก เพื่อนๆ ค่ะ หวังว่าคงมีประโยชน์นะคะ
สวัสดีครับอาจารย์ และเพื่อน ฯ
สำหรับ Farmer university , ผมคิดว่าต้องพิจารณา วัตถุประสงค์ ก่อนครับ
จตุเกษม
สวัสดีครับอาจารย์ และเพื่อน ฯ
มาต่อเรื่อง Farmer university , ผมคิดว่าต้องพิจารณา วัตถุประสงค์ ก่อนว่าเรา ต้องการอะไรกันแน่ สำหรับผม ขอเรีม
จตุเกษม
เข้ามาอ่านใน blog ของ Farmer University นั้น ขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัวดังนี้
1. ก่อนอื่นขอแนะนำตัวเองว่าเป็นนักศึกษาเก่า (มาก) ของคณะเกษตร (Ag-Econ) ตอนนี้รับราชการและกำลังศึกษาต่อปริญญาเอกที่คณะเช่นกัน
2. อยากแลกเปลี่ยน 2 ประเด็นหลัก ที่ทำให้ Farmer อ่อนแอ คือ
2.1 นโยบายรัฐ ทั้งด้าน Subsidies และการส่งเสริมแบบ Fund Model หรือรูปแบบอื่นๆ ที่ซ้ำซากทุกปี (ทั้งนี้เพราะมีผลได้ทั้งสองฝ่าย) ซึ่งเป็นมูลเหตุชักจูงให้เกษตรกรไทยอ่อนแอ และรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐ
2.2 รัฐ หรือคณะเอง ที่ผ่านมา โดยเฉพาะนิสิตเก่า ส่วนมากคณะก็จะชื่นชมกับลูกศิษย์ที่จบไป และได้ตำแหน่งสูงๆในภาครัฐและเอกชน ทั้งๆที่มีศิษย์หลายๆคนที่ประกอบอาชีพอิสระ (เกษตรกร) หรือสัมผัสกับเกษตรกรในชุมชนหรือนักเรียน (วึ่งเป็นลูกเกษตรกรในชุมชน) ในวิทยาลัยหรือโรงเรียน ที่มีความสามารถและเป็นผู้ที่สร้างเกษตรกรให้ใรกฐานที่แข็งแรง แต่ได้รับการชื่นชม ยกยอง น้อยมาก ควรเซาะแสดงหา หรือ ประกาศผู้มี spect ดังนี้มามากๆ
ขอแสดงความคิดเห็นเบื้องต้นเพียงนี้ ก่อน
ขอเจริญพร
อาตมภาพเองขอแทรกด้วย เนื่องจากเป็นลูกชาวนา มาศึกษาที่สวนสุนัน ในหลักสูตร รปม. รุ่น ๔ ได้อ่านแนวคิดของพี่ ๆ ทั้งหลายแล้ว ดีมาก ๆ และเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ถึงจะไม่เกี่ยวกับที่อาตมาเรียน แต่ก็เกี่ยวกับพื้นฐานชีวิตที่อาตมาเคยเป็นและก็ยังคงเป็น คือ โยมพ่อโยมแม่เป็นชาวไรชาวนาจ๊ะคุณโยม
นับว่าอาตมาโชคดีที่ได้เรียนกับท่านอาจารย์จีระ ที่สวนสุนัน เพราะอะไรรู้ไหมโยมจ๋า ? ก็เพราะว่า ทำให้อาตมาได้ทราบแนวคิดของท่านในเรื่องการบริหารในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านทรัพยากรมนุษย์ ที่ท่านดำเนินการสอนอยู่ที่สวนสุนันทา และไม่ใช่เฉพาะส่วนนี้เท่านั้น ท่านยังได้ให้ทำการวัด(การบ้าน)ส่งทางบล๊อกซึ่งอาตภาพคิดว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับการเรียนรู้และนักศึกษาก็ได้แลกเปลี่ยนความรู้ แบ่งปันความรู้แก่กันและกัน ซึ่งอาตมภาพได้เห็นและได้อ่านแนวคิดของเพื่อน ๆ พี่ ๆ ในรุ่น ซึ่งส่วนมากก็ไม่เคยสนทนาหรืออาจเข้าไม่ถึงข้อมูลส่วนตัวเขาเลย และที่ผ่านมาไม่นาน ท่านเชิญอาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด มาสอน และให้นักศึกษาส่งงานทางบล๊อกเรื่องวิสัยทัศน์ขององค์กร และ พันธกิจ ก็ทำให้อาตภาพได้ทราบถึงวิสัยทัศน์ขององค์กรที่เพื่อน ๆ พี่ ๆ ใน รปม.รุ่น ๔ ทำงานอยู่ ชึ่งไม่เคยทราบมาก่อนเลย เพราะจะให้อาตมาถามเองถึงการงานหรือหน้าที่ ที่แต่ละคนทำงาน ก็เกรงจะเป็นการก้าวก่ายสิทธิ์ของเขามากเกินไป แต่พออาจารย์ให้ส่งงานทางบล๊อกเท่านั้นแหละ (โป๊ะเช๊ะเลย เข้าทางอาตมาเลย)ก็ทำให้อาตภาพได้ทราบเรื่องราวต่าง ๆ ดังที่กล่าวข้างต้น ฯ และอีกอย่างอาตมาเองก็ได้มาแสดงความคิดเห็นในบล๊อกของโยมพี่ ๆ ทั้งหลายได้ด้วย แสดงให้เห็นว่า ความคิดของพี่ ๆ ทั้งหลาย ไม่ได้มีแค่พี่ ๆ ในรุ่น ที่ มช. เท่านั้นนะ ที่ได้เข้ามาอ่าน แต่ยังมีพระหนุ่มตัวน้อย ซึ่งก้าวเข้ามาเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยสวนสุนันทาได้อ่านด้วยและก็ได้ส่งบทความมาฝากไว้ให้อ่าน ก็อย่าถือสาว่า อาตมาเกี่ยวอะไรด้วยละ (เดี๋ยวอกุศลจิตจะเกิดนะจ๊ะ โยมจ๋า)
เอาละอาตมาพิมพ์มามากแล้ว(เริ่มเมื่อย+ง่วงแล้ว)
สุดท้ายนี้ขอให้ญาติโยมคนที่อ่านทุกท่านจงมีความสุขความเจริญทั้งในหน้าที่การงานและการดำรงชีวิต คิดหวังสิ่งหนึ่งประการใด อันเป็นไปโดยชอบ ประกอบด้วยคุณธรรม อันไม่เหลือวิสัยที่เรามนุษย์สามัญชนจะพึงได้จะพึงถึง ก็ขอสิ่งนั้น จงพลันสำเร็จ จงพลันสำเร็จ จงพลันสำเร็จ ทุกประการเทอญ ฯ ขอเจริญพร