กราบเรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมณ์          หนูเห็นด้วยในเรื่องของความสำคัญของ networking ค่ะ เพราะการที่เรามีเครือข่ายที่ดี กว้างขวาง จะทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายในเรื่องต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น  การรู้จักคนหลากหลายสาขาอาชีพ ซึ่งแต่ละคนมีความรู้ความสามารถในอาชีพของตน เป็นความรู้ในเชิงลึก ที่สั่งสมทักษะ และประสบการณ์มานาน การแบ่งปันความรู้ ช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันจะก่อเกิดประโยชน์ต่อสังคม เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง แต่สิ่งที่ควรรู้ก็คือ เราจะหาความรู้เรื่องนั้น ๆ ได้จากใคร ที่ไหน และโดยวิธีใด และเมื่อเกิดการเรียนรู้ เราก็ต้องเป็นผู้ให้ต่อไปด้วยค่ะ          อย่าง ในสาขาธุรกิจเกษตร มช. เป็นสังคมเล็ก ๆ ที่มาจากหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่ ระดับบริหารประเทศอย่างอบต. ,นักวิชาการ ,โครงการหลวง ,ธนาคาร ,ธกส. ,ผู้ประกอบการ ,นักวิทยาศาสตร์ , นักวิจัย  เกษตรกร ฯลฯ จนถึงครูอนุบาลค่ะ เห็นได้ว่า ในสาขามีทรัพยากรมนุษย์ที่หลากหลาย และเชื่อว่าเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพทุกคน การได้มารู้จักกัน นับว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่จะแบ่งปันความรู้ความสามารถของแต่ละคน สร้างสังสรรค์ให้กลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาสังคมและประเทศชาติโดยเฉพาะในภาคการเกษตร * * *           เมื่อ เดือนมีนาคม 2547 ได้มีการจัดประชุมสัมมนา เรื่อง การพัฒนาทรัพยากรไม้ไผ่อย่างยั่งยืน ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ ภายใต้โครงการ การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ไม้ไผ่อย่างยั่งยืนในประเทศไทย โดยสำนักวิจัยเศรษฐกิจ และผลิตผลป่าไม้ กรมป่าไม้ สนับสนุนโดย องค์กรไม้เขตร้อนระหว่างประเทศ International Tropical Timber Organization (ITTO)  ได้มีการเชิญเกษตรกร ผู้ประกอบการ องค์กรท้องถิ่น นักวิชาการ และผู้สนใจ เป็นจำนวนมาก และคุณพ่อของหนูได้ถูกเชิญให้เข้าร่วมเป็นวิทยากรในฐานะเกษตรกรในการสัมมนาดังกล่าว หลังจากการสัมมนาได้เกิด networking ในวงการไม้ไผ่ เพราะเป็นการทำให้เกษตรกร ,ผู้ประกอบการแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ และผู้ส่งเสริม เช่น นักวิชาการ ได้มาพบกัน           หลังจากนั้นได้มีกิจกรรมกลุ่มย่อยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น การศึกษาดูงานที่สวน (อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่) ,การพบปะกันระหว่างผู้ปลูกและผู้แปรรูป มีครั้งหนึ่งที่มีการเดินทางไปถ่ายทำสารคดีประกอบรายงานการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ไม้ไผ่อย่างยั่งยืนในประเทศไทย ของกรมป่าไม้ และได้นำผู้ประกอบการแปรรูปไม้ไผ่ไปด้วยหลายคน หนึ่งในผู้ประกอบการที่ไปในทริปนั้น มีโรงงานอยู่ที่อำเภอสันทราย เป็นโรงงานทำพื้นปาเก้ ซึ่งทำจากไม้ไผ่ และได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จนสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี มีความคงทน และแก้ปัญหาเกี่ยวกับแมลงที่มักจะพบในไม้ไผ้ เช่น มอด แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นการสร้าง value added ให้กับสินค้า แต่ก่อนที่จะมาดูงานนั้น ทางโรงงานได้รับคำสั่งซื้อพื้นปาเก้ จากรีสอร์ทที่จังหวัดภูเก็ต เป็นจำนวนหลายร้อยตารางเมตร แต่โรงงานทำให้ไม่ได้เพราะไม่สามารถหาวัตถุดิบซึ่งคือไม้ไผ้ได้เพียงพอ หากจะขนส่งจากต่างจังหวัดไกล ๆ จะทำให้ต้นทุนสูง ทั้ง ๆ ที่ก็ยังมีผู้ปลูกไม้ไผ่เป็นจำนวนมากอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ และปลูกโดยไม่รู้จะขายให้ใคร นี่คือปัญหาของโรงงานเพียงแห่งหนึ่ง สินค้าเกษตรเพียงหนึ่งอย่าง ซึ่งปัญหานี้สะท้อนถึงปัญหาของภาคเกษตรทั้งหมดด้วย           การที่เกษตรกร ,ผู้ประกอบการ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง ไม่มีความรู้ ,มีความรู้แต่เผยแพร่ไม่ถึงกลุ่มผู้ที่ต้องการ ไม่มี networking ที่ดี ไม่ใฝ่รู้ ฯลฯ ทำให้ภาคเกษตรของประเทศไทยเสียโอกาส มีผลผลิตต่อพื้นที่ต่ำ , ต้นทุนทางด้าน Logistic สูง ทั้งการเก็บรักษา และขนส่ง ทั้ง ๆ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรในประเทศไทย มีบุคลากรที่เก่ง ๆ , เกษตรกรมีภูมิปัญญา แต่ทำไมภาคเกษตรของไทยถึงอ่อนแอ เรียนขอคำแนะนำจากอาจารย์จีระ ในกรณีศึกษาเรื่องไม้ไผ่ และขอความคิดเห็นในมุมมองเพื่อน ๆ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาภาคเกษตรของประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไปค่ะ   พิมพ์ใจ ศรีวิชัย รหัส 500832054 สาขาธุรกิจเกษตร มช.