พุทธศักราชนี้ พระ-เณรมีข่าวมาเคลื่อนไหวทางการเมืองยุคใหม่อย่างน่าจับตามอง... เมื่อไม่นานนักในประเทศไทย คณะสงฆ์กลุ่มหนึ่งก็เคลื่อนไหวเพื่อให้มีการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด... และเวลานี้ คณะสงฆ์ในประเทศพม่าก็กำลังเดินขบวนต่อต้านการปกครองของประเทศ... ผู้เขียนใจฐานะเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งก็ติดตามข่าวนี้อยู่เพื่อดูว่าจะเป็นไปอย่างไร....
สังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้มุมมองต่อพระ-เณรหรือคณะสงฆ์เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน... หลายปีก่อน ผู้เขียนเคยอ่านหนังสือกึ่งพงศาวดารมอญเรื่อง ราชาธิราช ก็ได้เพ่งพินิจบทบาทของพระ-เณรในราชาธิราช... มีความรู้สึกว่า วิถีคือความเป็นไปของพระ-เณรในราชาธิราชนั้น ใกล้เคียงกับความเป็นไปของพระ-เณรในเมืองไทย... เมื่อเกิตเหตุการณ์นี้ ก็นำมาเล่าอีกครั้ง เพื่อเป็นข้อคิดและมุมมองจากอดีตและย้อนกลับมาเทียบเคียงกับสังคมปัจจุบัน....
ในเรื่องราชาธิราชนั้น มีตัวละครที่เป็นพระ-เณร ๓ รูป ที่น่าสนใจ กล่าวคือ
- สามเณรมังกัญจี
- พระมะสัง
- พระมหาปิฏกธร
รูปแรกคือสามเณรมังกัญจีนั้น เป็นผู้เฉลียวฉลาดและคงแก่เรียน... พระยาน้อยได้รับการแนะนำให้ไปชักชวนมาอยู่ด้วย ภายหลังสามเณรก็ลาสิกขามารับราชการอยู่กับพระยาน้อย... และเมื่อพระยาน้อยขึ้นครองราช อดีตสามเณรมังกัญจีก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางนามว่า ราชะมนู
พระมะสัง แม้จะบวชเป็นพระ แต่ก็มิได้ฝักใฝ่ในพระธรรมวินัย ชอบศึกษาตำราพิชัยสงครามและศิลปะการต่อสู้... ท่านอาจารย์จึงแนะนำให้ลาสิกขา แล้วก็พาไปฝากเพื่อเป็นทหาร ... แรกเป็นทหารนั้น มะสังมีความสามารถเป็นที่ปรากฎ เพราะคนเดียวติดตามข้าศึกไปและจับเป็นเชลยผูกเชือกจูงมาได้นับสิบคน... ภายหลัง มะสังได้รับการอวยยศนามว่า สมิงพัตบะ
รูปสุดท้ายคือ พระมหาปิฎกธร มีปัญญาเฉลียวฉลาด พระนางมหาเทวีรับเป็นพระราชบุตรบุญธรรม... พระมหาปิฎกธรช่วยเหลือพระนางมหาเทวีทางการเมืองบางอย่าง... และพระนางไม่มีพระโอรส ภายหลังจึงนิมนต์พระมหาปิฏกธรให้ลาสิกขามาครองราชสมบัติ มีพระนามว่า พระเจ้าราชาธิราช.....
(เนื้อหาอาจคลาดเคลื่อนบ้าง เพราะเขียนจากความจำ)
.................
เรื่องราวทั้งหมดตามที่เล่ามาเพื่อแสดงให้เห็นว่าคณะสงฆ์หรือพระ-เณรเกี่ยวข้องอยู่กับสังคมและการเมืองมาตั้งแต่โบราณ... บางครั้งการเคลื่อนไหวของคณะสงฆ์อาจไม่เป็นที่ชอบใจของบ้านเมือง... บางครั้งกลุ่มการเมืองก็อาจใช้พระ-เณรเป็นเครื่องมือทางการเมือง... หรือบางครั้งพระ-เณรก็อาจมีความจำเป็นต้องร่วมมือกับประชาชนเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง... ประมาณนี้
พระ - เณร ในฐานะปัจเจกบุคล อาจมีวิถีความเป็นไปตามแต่ละบุคล เช่น ถ้าอยู่ไม่ได้ก็ลาสิกขา เป็นต้น ซึ่งจารีตประเพณีของสังคมกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องเป็นไปอย่างไรจึงจะ สมควร และถ้าเป็นไปอย่างไรจึงเป็นการ ไม่สมควร
ส่วน พระ - เณร ในฐานะองค์กร หรือคณะสงฆ์ จัดว่าเป็นกลุ่มการเมืองได้เช่นเดียวกัน อาจมีการจัดตั้ง การชี้นำ หรืออื่นๆ ตามแนวทางแห่งการเมือง... ประมาณนั้น
เท่าที่เล่ามานี้ เพื่อให้พิจารณาเห็นว่า เป็นเรื่องธรรมดา กล่าวคือ เป็นปรากฎการณ์ทางสังคมที่สามารถรับรู้ไ้ด้ และสามารถค้นหาร่องรอยจากอดีตได้ ซึ่งต่างจากโลกแห่งอุดมคติหรือโลกตามคัมภีร์.... ประมาณนั้น
แต่มิใช่ว่า พระ-เณรในโลกแห่งอุดมคติหรือโลกตามคัมภีร์จะไม่มีความสำคัญ... ประเด็นที่ว่าก็คือ...
ทำอย่างไรโลกแห่งอุดมคติกับโลกของปรากฎการณ์ตามความเป็นจริง จะมีความสอดประสานเป็นอย่างเดียวกัน
นมัสการพระคุณเจ้า
ผมเคยอ่านราชาธิราชแล้ว ก็ติดใจ แต่มิใช่สำนวนในพงศาวดาร แต่เป็นวรรณคดีฉบับเจ้าพระยาพระคลัง(หน) นอกจากชอบใสนวนภาษาแล้ว ยังชอบในสาระเนื้อหาด้วย แต่ผมศึกษาพระประวัติของ พระเจ้าราชาธิราชน้อยมาก หากพระคุณเจ้าจะได้เล่าประวัติพระองค์โดยละเอียดแล้ว จะเป็นพระคุณยิ่งครับ
นมัสการมาด้วยตวามเคารพครับ
นมัสการพระคุณเจ้า
ขออนุญาตแก้ไขคำผิดครับ
ชอบใส เป็น ชอบใจ
ด้วยตวาม เป็น ด้วยความ
เผลอพิมพ์ผิดไปครับ
นายกรเพชร
ที่อาตมาอ่านก็ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เหมือนกัน และเคยอ่านวิเคราะห์วิจารณ์อื่นๆ บ้างก็ลืมๆ ไปหมดแล้ว...
อาตมาเขียนว่า กึ่งพงศาวดาร เพราะมีเค้าเงื่อนความจริงด้านนี้อยู่ด้วย....
ิอีกอย่างหนึ่ง ลองค้นดูในอินเทอร์เน็ต เจอ http://www.monstudies.org/config.php?nfile=T1.htm เป็นต้น บอกว่าพระมหาปิฏกธรเป็นราชบุตรเขย... ส่วนอาตมาจำมาว่าเป็นราชบุตรบุญธรรมเท่านั้น จึงเขียนไว้ว่า (เนื้อหาอาจคลาดเคลื่อนบ้าง เพราะเขียนจากความจำ)
ดังนั้น อาจารย์นายกรเพชร หรือผู้สนใจอื่นๆ ก็ต้องไปหาหนังสืออ่านเอาเอง
เจริญพร
..เมื่อหมู่ชนผู้ประกอบด้วยกิเลสและความหวาดกลัวชอบที่จะมาอยู่รวมกันเพื่อต่อสู้ดิ้นรนกับวัฏสังสาร..แต่การต่อสู้นั้นมิได้กับธรรมชาติอย่างเดียวแต่ต้องชิงดีชิงเด่นเอารัดเอาเปรียบกับชนและหมู่ชนด้วยกัน..ทั้งยังต้องต่อสู้กับผิดชอบชั่วดีในใจตนด้วย..ศาสนาของศาสดาที่ประเสริฐและสาวกของศาสดาที่ประเสริฐองค์นั้นจึงเป็นที่พึ่งและทางออกเดียว.
.ในปัจจุบันมีทั้งความชั่วและความดีเหมือนเช่นในอดีต..มีทั้งความวุ่นวายและความสงบผลุดสลับปรับเปลี่ยนเช่นนี้มากว่ากึ่งพุทธกาลแรกแล้ว..ยังเหลืออีกช่วงไม่ถึงกึ่งพุทธกาลหลัง..สาวกและผู้ศรัทธาของพระศาสดาที่ประเสริฐผู้นั้น..คงต้องเพียรพยายามช่วยกันทำหน้าที่ให้เต็มความสามารถเพื่อเป็นที่พึ่งของส่ำสัตว์และหมู่ชนผู้มืดบอดต่อไปตราบจนหมดลมหายใจ..พร้อมไปกับการเฝ้าพิจารณาตรวจสอบถึงภาวะของตนว่า"เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน "เฉกเช่นเมื่อครั้งพระบรมศาสดาได้ปฏิบัติให้เห็นเป็นแบบอย่างตลอด๔๕ปีของท่านหรือเปล่า...
ลุงรักชาติราชบุรี
เจริญพร
ผมคิดว่ายุคพระพุทธเจ้าน่าจะมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง
สุคล ศรีอ่อน
ศาสนา กับ การเมือง แยกกันไม่ออก เพราะต่างก็มีพื้นฐานมาจากความคิดความเห็นของคน...
และความมุ่งหมายของศาสนาและการเมือง เหมือนกันในประเด็นที่ว่าต้องการที่จะ ครอบงำ ครอบครอง หรือชี้นำ สังคมหรือคนทั่วไป...
ศาสนา กับ การเมือง อาจแตกต่างกันในแง่ของกระบวนการเท่านั้น....
ในพระพุทธศาสนามีแนวคิดเปรียบเทียบเรื่องนี้ เช่น ยกย่องพระพุทธเจ้าเป็น ธรรมราชา และพระสารีบุตรเป็น พระธรรมเสนาบดี ..... (ไปค้นเอาเอง)
อามันตา
ทนัน ภิวงศ์งาม
ถ้าตอบว่าเป็นสัจจธรรม ก็อาจเปิดคำถามว่า สัจจธรรมเป็นอย่างไร ? ต่อไป จึงไม่ตอบประเด็นนี้
เป็นข้อคิดเห็นส่วนตัว ที่ตั้งใจสื่ออกมาให้รับทราบด้วยภาษาเท่านั้น...
เจริญพร
พระเณรเรานี่นั้น.......คือคน
พวกหนึ่งปุถุชน........ค่อนฟ้า
อีกพวกหมู่บุคคล.....ชนอริยะ ฤๅมี
เราอยู่ในโลกหล้า....อย่าช้า ขวนขวาย
ทนัน ภิวงศ์งาม
นี้...เป็นโคลงแรกในชีวิต ที่ตั้งใจแต่งให้ถูกเอกโท 5 5 5
เจริญพร
กราบนมัสการพระอาจารย์ ครับ
เรื่องส่วนตัวให้วางอุเบกขา เรื่องพระพุทธศาสนาให้เอาอุเบกขาวาง
"พุทธบริษัท 4"
ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน
เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว
"พุทธบุตรต้องรวมพลัง"
Nakaru
อนุโมทนา...
เจริญพร