ณ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง....ซึ่งมีประชากรที่เลี้ยงชีพด้วยความพอเพียง.....หนึ่งในนั้นก็คือ คุณตาที่หนูรัก....
คุณตาของหนูอยู่ที่ อ.พนมทวน......ตอนที่หนูยังเด็กๆ....ไร้เดียงสา....คุณตามักจะให้หนูขี่คอ.....คุณตาประกอบอาชีพเกษตรกรรมเล็กๆน้อยๆ....เมื่อถึงฤดูเกี่ยวข้าว คุณตาจะลงแขกเกี่ยวข้าว....โดยที่จะต้องมีหนูไปวิ่งเล่น.....ด้วยความซนและความดื้อของหนู ....คุณตาก็คว้าเคียวเอาไปเกี่ยวรวงข้าว...แล้วก็มาตีหนู....(ด้วยความอดทนของหนูในตอนเด็กๆนั้นมีสูงมากๆ....ก็ได้ร้องไห้งอแงออกมา)........และก็ต้องเป็นคุณตานั่นแหละค่ะ ที่จะต้องเข้ามาปลอบหนู
วันเวลาผ่านไป....จนหนูโตมาอายุก็ไม่มากไม่น้อย....(แต่ก็น้อยอยู่).....วันนี้หนูไปเยี่ยมคุณตา.....ไปหาคุณตา......เมื่อหนูเจอคุณตา...เห็นคุณตานอนหลับอยู่.....นอนยิ้ม...หน้าตาอิ่มเอิบ...หน้าตาของท่านสดใส...ตัวของท่านหอมอบอวลไปด้วยมวลดอกไม้นานาพันธุ์ ...ส่งกลิ่นหอมเป็นระยะ....คุณตากุมมือถือดอกไม้แน่น.....ใบหน้าของคุณตาปะแป้งสีขาวสวยงาม......วันนี้คุณตาใส่เสื้อตัวใหม่สีน้ำตาล....กางเกงตัวใหม่สีดำ......ดูแล้วคุณตามีความสุขมากๆ
หนูค่อยๆนั่งลงข้างๆคุณตา.....หนูนำดอกมะลิที่นำไปไหว้คุณตา....ใส่ในน้ำใสสีขาวบริสุทธิ์......ค่อยๆลดลงบนมือของท่าน.....คุณตายังนอนยิ้ม......น้ำใสๆจากใจล้นเอ่อออกมาทางตาของหนู.....ทำไมคุณตาถึงยิ้มอย่างเดียว.....ไม่พูดกับหนูเหมือนเคย.....
สงสัยคุณตาจะเหนื่อยมาก...คุณป้าบอกว่า คุณตาไม่ได้นอนมาสองวันแล้ว.....วันนี้คุณตาจึงขอนอนพักผ่อนบ้าง....หนูจึงบอกว่า....คุณตานอนหลับให้สบายนะค่ะ.........
หนูอยากให้คุณตานอนหลับอย่างสบาย....จึงแต่งกลอนมาขับเสภาให้คุณตาฟัง....คุณตาคงจะชอบกลอนเสภาที่หนูขับ...คุณตานอนยิ้มด้วยใบหน้าที่สดใส.....บรรดาญาติของหนูและคนในหมู่บ้าน ที่ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี .....ร้องไห้ทุกคน....แล้วคุณป้าก็บอกหนูว่า หนูไม่น่าขับเสภาเลย .....พวกเขาร้องไห้หมดแล้ว.....หนูไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ใครร้องไห้ ....แต่หนูอยากจะร้องเพลงให้คุณตาที่หนูรักฟังเพียงเท่านั้นเอง
ในที่สุด....พวกลุงๆก็พาคุณตาไปเดินเล่นสัก 3 รอบ....คุณตายังนอนยิ้ม.....และเมื่อหยุดเดิน...หนูได้ดูหน้าคุณตาให้ชัดๆอีกครั้ง เป็นครั้งสุดท้าย....น้ำตาของหนูหยดใส่หน้าคุณตา.....ก่อนที่จะนำร่างอันไร้วิญญาณของคุณตา......เข้าไปในอุโมงค์อันน่ากลัว.....เปลวไฟสีแดงรุกกแผดเผา...คุณตาคงจะร้อน......ปลายยอดบ้านของคุณตา.....มีควันดำๆออกมา...สุดแสนจะอาลัย...คุณตาคงจะหลับอยู่ในบ้านหลังนั้นสบายตลอดไป.....
ขอให้ดวงวิญญาณของคุณตา ไปสู่สัมปรายภพที่สุขสันต์ด้วยเทอญ..... สุดแสนอาลัยอย่างสุดซึ้ง ---------> น้องจิ
สวัสดีเจ้าค่ะ ครูขจิตที่น่ารัก
ขอบคุณค่ะที่เข้ามาเยี่ยมบันทึกของหนู ....หนูอยากจะบอกว่า หนูเกิดที่ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรีนะค่ะ แล้วพออายุได้ประมาณ 3 เดือน หนูก็ย้ายมาอยู่ที่สุพรรณ....เป็นที่มาของนามสกุลของหนูไงค่ะ " กาญจนสุพรรณ"
พูดถึงสำเนียง หนูคงจะพูดเหน่อในสำเนียงสุพรรณมากกว่าสำเนียงกาญนะค่ะ แต่ก็คงจะเหน่อน้อยกว่า คุณครูอะค่ะ
ขอบคุณค่ะ --------> น้องจิ ^_^
สวัสดีเจ้าค่ะ คุณพลเดช ...นักการฑูต
หนูเขียนตามความรู้สึกค่ะ....ขอบคุณค่ะที่เข้ามาเยี่ยมบันทึกหนู...เป็นเกียรติอย่างยิ่งเจ้าค่ะที่มีนักการฑูตเข้ามาเยี่ยมบันทึกของหนู
ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ --------> น้องจิ ^_^
ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของคุณตาผู้เป็นที่รักยิ่งของหลานจิ...ขอให้ดวงวิญญาณของคุณตาไปสู่สุคติครับ
...นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตย์ทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา
ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ
เป็นธรรมดาของคนเราครับ มีเกิด ก็ย่อมมีตาย เป็นธรรมดาครับ คิดเสียว่า ท่านไปดีแล้วละกันนะครับ
ส่วนพวกเราก็ตั้งหน้าตั้งตาทำแต่ความดีต่อไป เพื่ออนาคตของเราเองครับ
สวัสดีครับ.....
สวัสดีครับ
มาร่วมแสดงความเสียใจและเป็นกำลังใจให้ครับ
สวัสดีค่ะ
ตามที่หนูเล่ามาคุณตาคงจะไปดีนะ หนูเก่งมากเลยที่ขับเสภาให้คุณตาฟังได้อีก ความตายเมื่อไหร่ก็ยังทำให้เสียน้ำตาได้เสมอ ขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
ถึงเวลามาก็มา ถึงเวลาไปก็ต้องไป
ถึง"""""""""""สกัดกั้นเพียงใดให้ชะงัก
เวลา"""""""""""" ผ่านหาญหักพร้อมเหตุผล
มา""""""""""""""" สร้างคุณค่าชีวิตเพียงบัดดล
ก็""""""""""""""" คือการขุดข้นเรียนรู้กัน
มา"""""""""""" แล้วจากจำพรากมิรู้จบ
ถึง""""""""""""" รักมากพานพบประสบสันต์
เวลา"""""""""""" เพียงน้อยนิดใกล้ชิดกัน
ไป""""""""""""""" จากเข้าสักวันเมื่อถึงกาล
ก็"""""""""""'"" ชีวิตเพียงเท่านี้ที่ได้มา
ต้อง""""""""""""""" หมั่นสร้างคุณค่ามหาศาล
ไป"""""""""""""""" พร้อมกับความดียิ่งยืนนาน
""""""""""""""""""""" ปล่อยให้โลกกล่าวขานชื่นฤดี
ขอแสดงความเสียใจมา ณ ที่นี้ คุณแม่น้องจิคงเสียใจมากที่สุด
ขออนุญาต "คาย" อาจารย์ออกมา - "กิน" ท่านไว้นานแล้ว ท่านว่าไว้ดังนี้
ตั้งแต่เกิดก็มีกลอนมากล่อมเจ้า
เป็นหนุ่มเหน้าก็พึ่งกลอนวอนอิตถี
เมื่อแก่ลงใช้กลอนพร่ำเป็นคัมภีร์
ตายเป็นผีกลอนยังร่ำพร่ำรำพัน <p>ท่านสนิท พลเยี่ยม(ถึงแก่กรรม) เขียนไปลงฟ้าเมืองไทย ฉบับที่ ๓๘๖ ได้รางวัล ๕๐๐.๐๐ บาทจาก บก.อาจินต์ ปัญจพรรค์</p>