โลกมนุษย์ได้สูญเสียพระอริยสงฆ์ผู้ทรงคุณูปการยิ่งแล้ว

 

 

 

 www.dhammathai.com

ตอน  ลาวัฏวน เป็นครั้งสุดท้าย

 

                 ตลอดระยะเวลา ๕๐ พรรษา แห่งการครองผ้ากาสาวพัสตร์ ของพระอาจารย์มั่น นั้น   นับเป็นช่วง เวลาแห่งการจาริกเดินธุดงค์ ไปตามถิ่นทุรกันดาร  ป่าดงพงลึกโดยไม่หยุดพัก   สังขารที่รับใช้มาแสนหนักก็เปลี่ยนแปลงโรยชราลงทุกขณะ   โรคาพยาธิก็มักเข้าเบียดเบียนอยู่เสมอ

 

                  พระอาจารย์มั่น เห็นความไม่แน่นอนของสังขารแล้ว  ก็มิได้มีความกังวลลำบากใจ  ท่านยังคงจาริกต่อไปยังถิ่นต่างๆ  ตามกำลังจะอำนวย   ในปีพุทธศักราช  ๒๔๘๕  พระอาจารย์มั่นเดินทางไปจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อร่วมงานฌาปนกิจศพ พระอาจารย์เสาร์  กันตสีโล  เสร็จแล้วจึงเดินทางกลับมาจำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์บ้านนามน  จังหวัดสกลนคร   ต่อมาก็มาจำพรรษา ณ วัดหนองผือ  จนกระทั่งถึงปีพุทธศักราช ๒๔๙๒  ขณะนั้นท่านมีอายุได้  ๗๙ พรรษา 

 

                  ด้วยวัยสังขารชรามาจนอายุถึงเพียงนี้  โรคาพยาธิก็เริ่มสั่นคลอนสังขารท่านอีกครั้ง  ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า  อาการอาพาธิครั้งนี้จะนำไปสู่การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษย์และเทวดาทั้งปวง  ท่านประจักษ์ชัดในอาการของสังขารครั้งนี้เป็นที่สุดท้ายแล้ว  ตามกฏแห่งอนิจจํ  ทุกขํ  อนตฺตา  ท่านจึงกล่าวเตือนพระภิกษุไว้ว่า

                 อย่าได้นิ่งนอนใจให้เปล่าประโยชน์   ขอให้เร่งประกอบความเพียรเสียแต่ขณะที่ยังมีลมหายใจเถิด   มีสิ่งใดพอแก้ไข  ท่านก็จะเมตตาแก้ไขให้ทันการณ์ได้ 

                 พระอาจารย์มั่น  อาพาธอยู่ ณ วัดหนองผือครั้งนี้  เป็นที่พักสังขาร  มิได้กระทำธุดงควัตรเดินป่าอีกเลย  จึงนับว่า  เป็นการลาวัฏวนเป็นครั้งสุดท้าย  อาการอาพาธของท่านดำเนินต่อไป  ผู้ใดถวายยาขนานใด ท่านก็มิได้สนใจเคร่งครัด   ด้วยเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อสังขารของท่าน  ทำให้ศิษย์และประชาชน ทั้งหลาย  ทุกสารทิศเดินทางมาเฝ้าดูแลด้วยความห่วงใย   ทุกคนล้วนมีใบหน้าหมองเศร้า เงียบซึม และสนทนาแต่เรื่องอาการอาพาธอยู่เนืองๆ  แต่ดูพระอาจารย์มั่นมิได้แสดงอาการผิดปกติให้เห็น  ท่านยังคงสนทนาหาโอวาทธรรมมาแสดงแก่ญาติโยมทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา ตามกำลังสังขารจะอำนวย

 

ตอน  ดับสังขารสู่พระนิพพานชั่วนิรันดร์

 

               ปีพุทธศักราช  ๒๔๙๒  ภายหลังออกพรรษา  อาการอาพาธของท่านกำเริบรุนแรง  บรรดาประชาชนต่างก็แห่แหนมาจนแน่นพระอาราม  จนพระอาจารย์มั่นกล่าวปรารภด้วยความเป็นห่วงว่า จะพากันมาลำบากเพราะตัวท่าน  ด้วย ณ ที่นี้อัตคัตที่อยู่ ที่กิน ย่อมเดือดร้อน ซึ่งท่านไม่พึงปรารถนา ตลอดชีวิตท่านมีแต่จะเมตตาแก่สัตว์ไม่เลือกหน้า  ท่านจึงใคร่เดินทางกลับไปยังวัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง สกลนคร 

 

              ชาวบ้านหนองผือได้ฟังก็ล้วนอาลัยอาวรณ์ ไม่อยากให้ท่านไปไหน  แต่สุดขัดใจกราบทัดทาน  ทุกคนล้วนเต็มไปด้วยม่านน้ำตา สุดอาลัยวิปโยค  ยิ่งเขาหามท่านใส่แคร่เคลื่อนออกจากวัด   ทุกคนก็ยิ่งร่ำไห้อาดูร  สิ้นเงาท่านก็สิ้นสูญสรรพสำเนียงใดๆ   วัดหนองผือยามนี้ก็ไร้ร้างเงียบงัน

 

                ศิษย์ทั้งหลายนำท่านไปทางอำเภอพรรณานิคม จนถึงวัดบ้านดู่ตอน ๕ โมงเย็น  และหยุดพักอยู่ ณ ที่นั้น ๑๐  วัน แต่พระอาจารย์มั่นก็เร่งรัดศิษย์ให้พาท่านไปวัดป่าสุทธาวาสโดยเร็วเพราะบัดนี้สังขารของท่านใกล้ถึงกาลแตกดับแล้ว  ดังนั้น  คืนนั้นศิษย์ทั้งหลายก็พาท่านเดินทางไปยังสกลนคร และถึงวัดป่าสุทธาวาสตอนเที่ยงตรงพอดี  คณะแพทย์ฉีดยาถวายแล้วให้ท่านพักผ่อน จนกระทั่งถึงตอนตี ๑ ของวันใหม่  ท่านจึงตื่นขึ้นมา แล้วให้โอวาทแก่ศิษย์ให้คิดถึงความเสื่อมของสังขาร  ความเป็นทุกข์ในอาการของขันธ์ที่ทนอยู่ไม่ได้

 

               พระอาจารย์มั่นเริ่มพิจารณาลาขันธ์ทั้ง ๕   อันนักปราชญ์ทั้งหลายไม่ปรารถนาที่จะพบอีกต่อไป   ท่านดำรงกายในลักษณะสีหไสยาสน์ตะแคงเบื้องขวาอย่างมั่นคง  แต่ด้วยกำลังค่อยอ่อนลงสิ้นสูญ จึงไม่อาจดำรงได้ในท่านั้น  จึงเอนเอียงกึ่งหงายกึ่งเอนสุดแก้ไข  ด้วยลมหายใจอันเคยภาวนา      พุทโธ   เริ่มอ่อนล้าระโหยละเอียดลงๆ  จนเงียบสงบ  ดับสังขารสู่พระนิพพานแต่เพียงวินาทีนั้น  ในเวลา ตีสอง  ๒๓  นาที

 

               โลกมนุษย์ได้สูญเสียพระอริยสงฆ์ผู้ทรงคุณูปการยิ่งแล้ว  บัดนี้  ประทีปอันเคยลุกโพลงสว่างในวงการพระพุทธศาสนาอีกดวงหนึ่ง  ได้มอดดับแล้ว   ชั่วนิรันดร์