เรื่องราวย้อนรอย PhDฯ ที่ลงในวารสารสายใยพยา-ธิของภาควิชาฯ ตอนต่อจากเรื่องโรงเรียนเด็กๆก็จะเป็นเรื่องของโรงพยาบาลบ้างค่ะ


การรักษาพยาบาลในต่างบ้านต่างเมือง

คราวนี้มาเล่าเรื่องการใช้บริการรักษาพยาบาลบ้าง เป็นประสบการณ์ที่เอามาเปรียบเทียบกับระบบบ้านเรายากมากเชียวค่ะ เพราะต่างกันมาก ที่เพิร์ธรวมทั้งที่ออสเตรเลียทั้งหมดเลยมังคะ คนของเขาจะมีหมอประจำบ้านสำหรับแต่ละครอบครัว ที่พอเป็นอะไรก็หาหมอนั้นๆก่อน เขามี Medicare Card ประจำตัวที่ใช้สำหรับรับบริการการรักษาพยาบาล พวกเรานักเรียนต่างชาติและครอบครัวจะไม่มีบัตรแบบนั้น ของพวกเราจะเป็นประกันสุขภาพที่ทางรัฐบาลออสเตรเลียบังคับให้ทำพร้อมกับการลงทะเบียนเรียนทุกคนทุกปี ที่เรียกว่า Overseas Student Health Cover (OSHC) มีทั้งแบบเดี่ยวและแบบครอบครัว พวกเราก็จะใช้บริการหมอที่ Student Medical Center ของมหาวิทยาลัย เป็นอะไรก็ไปหาหมอที่นั่น หมอสำหรับเด็กก็มี ส่วนมากหมอประจำบ้านหรือที่เรียกว่า General Practitioner (GP) ก็จะมีคลินิกให้เราไปหาได้เหมือนกัน แต่บัตรประกันสุขภาพแบบนักเรียนนานาชาติของเราจะไม่สะดวกไปสำหรับทุกที่ หลังๆรู้สึกว่าจะง่ายขึ้น เพราะบางที่เราต้องจ่ายเงินไปก่อน แล้วค่อยไปเบิกเอาจากประกัน แต่ก็ได้ไม่หมด โชคดีที่พวกเราพกยาทุกอย่างที่คิดว่าจะต้องใช้ติดไปด้วย และพวกเราทั้ง 5 คนมีอาการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆน้อยมาก ยาที่เอาไปด้วย เหลือหมดอายุมากมายตอนจะกลับมา เวลาหาหมอที่นั่นเสร็จ เราต้องเอาใบสั่งยาไปซื้อยาเอาเองที่ร้านขายยา ต่างจากบ้านเราที่มียาให้ด้วยเลย แล้วปกติหมอที่เป็น Specialist จะไม่รับคนไข้ที่เดินมาหาโดยตรงไม่เหมือนบ้านเราที่เข้าไปหาคลินิกเฉพาะทางที่เราอยากไปหาได้เลย ที่นั่นต้องให้ GP ส่งต่อมาเขาจึงจะรับรักษา อาจจะเป็นด้วยว่าเขาจะคิดค่าบริการสูงกว่า GP มากด้วยนั่นเอง 

เราทั้ง 5 คนได้มีประสบการณ์ในการไปหาหมอในโรงพยาบาลกันหมด แล้วก็ต่างๆกันไปคนละแบบ คุณพ่อมีอุบัติเหตุจากงานที่ทำ รู้สึกจะเป็นแผลมีดบาดลึก ไปนั่งรอที่ฉุกเฉินหลายชั่วโมง พบคนไข้หนักกว่าที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว นานกว่าเราอีก เรียกได้ว่า ระบบการรับคนไข้ฉุกเฉินของเขาก็ไม่ประทับใจพวกเรานัก สำหรับตัวเองได้ไปฉุกเฉินในฐานะเจ้าหน้าที่ เพราะเป็นนักศึกษา Research Student เขาถือว่ามีสถานะเท่ากับ staff คนหนึ่ง ตอนที่ไปนั้นเป็นไข้สูง ปวดหัวมากและมีอาการผะอืดผะอม สิ่งที่ตัวเองต้องการก็แค่ยาฉีดแก้อาเจียนสัก 1 เข็มเท่านั้นเอง เพราะรู้สึกแย่มากๆ แต่ปรากฏว่าเขาเข็นเราเข้าไปประจำในห้องล็อคนึงของห้องฉุกเฉิน ให้หมอมาคุย หมอหน่วยฉุกเฉินของเขาก็วิ่งวุ่นพอๆกับหมอบ้านเรา มีคนไข้รอเยอะแยะกว่าหมอ ตรวจแล้วคุยกันแล้ว รอเแค่ยามาฉีดก็ยังใช้เวลาเป็นชั่วโมง เขาฉีดยาพร้อมกับให้น้ำเกลือเราไปด้วย ก็ยังให้นอนยึดครองพื้นที่อยู่อย่างนั้นจนน้ำเกลือหมด เลยทำให้ได้เห็นเหตุการณ์ต่างๆรอบๆตัว รู้สึกผิดเป็นอย่างมาก เพราะมีคนไข้ที่หนักหนากว่าเรามากมาย ถูกเข็นมารอคิวให้หมอตรวจดู จนตอนหลังเรียกพยาบาลได้คนนึงที่ดูเหมือนว่าเขาจะถูกชะตากับเรา ถามว่าทำงานอยู่ตรงไหน ฯลฯ ก็เลยบอกเขาว่า เอาเราออกไปนอนรอข้างนอกก็ได้นะ ตรงนี้จะได้ว่างให้คนอื่นมารอตรวจ เพราะจริงๆถ้าไม่ติดที่ยังมีเข็มน้ำเกลือคาแขนอยู่ เราก็เหมือนคนปกติแล้วล่ะ เขาหัวเราะ แล้วสักพักก็ทำตามที่เราขอ ได้รับคำชมมาพอสมควร เลยยิ่งได้เห็นสภาพการณ์โดยรวมของห้องฉุกเฉินของเขา เรียกได้ว่ารักโรงพยาบาลและห้องฉุกเฉินของเรามากขึ้นอีกเยอะเลยล่ะค่ะ ตั้งใจไว้เลยว่าคราวนี้ถ้าไม่ใช่โดนหามมาละก็ ไม่ขอไปฉุกเฉินที่นั่นอีกเด็ดขาดเลย