การศึกษา

  การศึกษาสมัยใหม่ ที่มีรูปแบบแตกต่างจากการศึกษา ที่มีวัดและชุมชนเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะการศึกษาสมัยใหม่ในประเทศไทยที่รับต้นแบบจากประเทศตะวันตกในช่วงเกือบหนึ่ง ศตวรรษที่ผ่านมา ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากนักคิด และผู้นำทางสังคมชาวไทย จำนวนมากว่า เป็นระบบที่ไม่สร้าง "คนมีการศึกษา" กล่าวคือ ผู้จบการศึกษาในระดับต่าง ๆ มีตั้งแต่ระดับประถม มัธยม อาชีวศึกษา ไปจนถึงระดับปริญญาตรี ล้วนแต่เป็นผู้ที่ผ่านระบบ "การเข้าห้องเรียน" โดยไม่ได้รับการศึกษา

   เพราะระบบการศึกษาสมัยใหม่นั้น  เป็นการวัดผลของการมาโรงเรียนและการแสดงความสามารถในการจดจำหรือยึดถือสิ่งที่ผู้สอนถ่ายทอดให้ผู้เรียนเป็นสรณะ มากกว่าการร่วมกันสร้างหรือแสวงหาความรู้ การวัดการเรียนรู้ไม่ได้อยู่บ้นพื้นฐานของการสร้างความรู้ หรือการต่อยอดความรู้ของผู้เรียน บันทึกของการเรยนในแต่ละระดับไม่ใช้องค์ความรู้  แต่ถูกเบี่ยงเบนไปที่ระเบียบวิธีการวัดผลบทบาทผู้เรียนและบทบาทผู้สอน ตัวองค์ความรู้เองก็เป็นของที่กำหนดกันอย่างแน่นอนตายตัว และหยุดนิ่งมากกว่าเป็นสิ่งที่สามารถเคลื่อนไหว ขยายตัว หรือหดตัวลงเมื่อเจอกับปรากฎการณ์ใหม่ที่พิสูจน์สนับสนุน คัดค้าน หรือท้าทายความรู้นั้น ๆ และความรู้นั้นถูกเรียกร้องให้ศรัทธา มากกว่าให้ตั้งคำถามว่าความรู้นั้น ๆ ถูกต้อง สมควรหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้เหล่านั้นเกือบทั้งหมดไม่ได้มีรากฐานมาจากสังคมของเราเอง ความรู้ที่เกิดขึ้นแก่ผู้เรียน ซึ่งขาดความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและชุมชน

    ดังนั้น ผู้สอนและผู้เรียน ต่างเห็นตรงกันว่า ความรู้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ไม่เปลี่ยนแปลง และความรู้ที่แท้มีแต่อยู่ในตำราของสถาบันการศึกษา ความรู้ไม่สามารถหาได้หากไม่เข้าสู่ระบบการศึกษา การให้คำรับรองว่าผู้ใดมีความรู้ก็คือ  การวัดผลการศึกษาตามสิ่งที่ได้อบรมสั่งสอนไปและการที่ผู้เรียนสามารถแสดงว่า ตนเองศรัทธาต่อความรู้นั้น มากเท่าใด เชื่อมากเท่าใด หรือยึดมั่นถือมั่นความรู้นั้น อย่างแม่นยำเฉียบแหลม ผู้เรียนนั้น ๆ ก็จะได้รับการรับรอง โดยการออกวุฒิบัตร ประกาศนียบัตร หรือ ปริญญาบัตร เพื่อรับรอง การเป็นผู้ตามที่ดี

   ผู้ที่มีวุฒิบัตรต่าง ๆ แม้แต่ในระดับบบัณฑิตจนถึงดุษฎีบัณฑิตก็ตาม ล้วนแต่เป็นคนทีถูกอบรมให้เชื่อและมีศรัทธา มากกว่าให้ใช้ปัญญา ใตร่ตรอง ผู้ที่ผ่านระบบการศึกษาดังกล่าว จึงมักคิดว่าคนมีการศึกษาและหยุดการเรียนรู้หรือแสวงหาความรู้ไว้เมื่อจบการเรียนของตนแล้วได้รับวุฒิบัตรอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือว่าได้รับการรับรองว่า ตนเองมีความรู้แล้ว

    ยิ่งไปกว่านั้น ยังใช้มุมมองอันคับแคบของตนไปประเมินผู้อื่น ว่าไม่มีการศึกษาหากบุคคลเหล่านั้นด้อยโอกาส ที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษาเช่นเดียวกับพวกตนได้รับ ทั้งที่การศึกษาที่แท้จริง คือการมุ่งสร้างปัญญา สร้างการเรียนรู้ พัฒนาองค์ความรู้ เข้าใจการเปรียบเทียบ เข้าใจการประยุกต์ ปรับประยุกต์ ตอบสนองวิถีชีวิตและตอบสนองการดำรงอยู่ของบุคคลและสังคม  แม้เป็นการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว จากสิ่งอื่น ๆ เพื่อสร้างคุณค่าในการดำรงชีวิตอย่างต่อเนื่องและมีพลวัตร ก็เป็นเรื่องที่เรียกได้ว่า เป็นการศึกษาแต่กระบวนการในการศึกษาเหล่านั้น  กลับไม่ได้รับการให้คุณค่าอย่างแท้จริง จากสังคม ซ้ำยังถูกดูแคลนจึงเป็นความสูญเสีย ในการใช้ทรัพยากรของสังคมไทยที่ระบบการศึกษาของเรา มุ่งผลิตคนที่ "ไร้การศึกษา แต่มีปริญญา" จำนวนมากและมากขึ้นเรื่อย ๆ

    เพื่อตอบสนองอุตสาหกรรมการผลิตและวิถีชีวิตแบบอุตสาหกรรม เพราะคนในสังคม ต่างใช้มาตรฐานเดียวกันในการวัดคุณค่าทางสมองและจิตใจของตนจาก "การศึกษา" ปลอม ๆ ที่มุ่งวัดว่า คุณค่าของวุฒิการศึกษาหนึ่ง ๆ อยู่ที่วุฒิการศึกษานั้น ๆ จะสร้างความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจต่อเจ้าของวุฒิ มากน้อยเพียงใด อันเป็นประโยชน์ของปัจเจกชนอย่างแท้จริง

  อ้างอิงศูนย์ทดสอบทักษะด้านการจัดการแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์