ตอน คำสอนแห่งคดีโลก
แต่ก่อน คนไทยนับถือ เชื่อวิญญาณกันมาก โดยเฉพาะทางภาคอีสาน เมื่อเชื่อ ก็มักเซ่นสรวงบูชาหาฤกษ์ยาม เจ็บป่วยไข้เมื่อใด ใจก็มักคิดแต่เรื่องภูตผี หมอยาปัจจุบันก็มี แต่ไม่ใคร่จะเชื่อถือ กลับพึ่งหมอผี คนทรงเจ้ามารักษา ให้ความศรัทธานิยม
เมื่อพระอาจารย์มั่นจาริกไปในภาคอีสาน ท่านก็แสดงธรรมชี้ทางปัญญาให้ชาวบ้านแลเห็นความจริงอันเป็นประโยชน์และโทษแห่งความเชื่อเหล่านั้น จนบางเบาไปมาก ท่านเคยอรรถาธิบายแห่งปัญหาที่ว่า
ผีมีจริงหรือไม่?
ไว้กระจ่างชัดว่า ความจริง ผีที่ทำให้คนเกิดความกลัวและเป็นทุกข์กันนั้น คือผีที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของคน เมื่อคิดว่ามีและสามารถให้คุณให้โทษแก่ตนได้ ผีก็มีขึ้นได้จากมโนภาพที่วาดฝันขึ้นมา
ส่วนผีที่มีตัวตนอยู่อีกมิติหนึ่งนั้น หากท่านจะกล่าวว่ามีจริง ก็ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันให้เชื่อถือได้ เพราะคนเราโดยมากมีนิสัยไม่ชอบยอมรับความจริง ปัญหาเรื่องผีจึงไขเป็นปริศนาธรรมสองประการดังกล่าวแล้วนี้
พระอาจารย์มั่นมักใช้เวลาราว ๔-๕ โมงเย็น แสดงธรรมโปรดประชาชน ท่านอธิบายถึงปัญหาที่ว่า
คนเราเกิดมาจากไหน?
ไว้ว่า ในทางธรรมะนั้น มนุษย์และสัตว์ล้วนเกิดจาก อวิชชา คือความไม่รู้ อันเป็นรากเหง้าของกิเลสทั้งปวง นั่นคือความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ ความไม่รู้ในความดับทุกข์ และ ความไม่รู้ในทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
นอกจากนี้ มนุษย์ยังเกิดจาก ตัณหา คือความทะยานอยาก ปรารถนาในอารมณ์อันน่ารักใคร่ อยากมี อยากเป็นนั่นเป็นนี่ และไม่อยากเป็นนั่น ไม่เป็นนี่
อวิชชาและตัณหา จึงเป็นเหตุ ให้มนุษย์เกิดกิเลส เป็นทุกข์ และต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสารอยู่ไม่รู้จักจบสิ้น
ปัญหาอีกข้อหนึ่งที่พระอาจารย์มั่นแสดงไว้เป็นข้อคิดพิจารณา คือ อะไรเป็นเหตุให้มนุษย์และสัตว์ เกิดความรักกัน ชอบกัน ท่านกล่าวว่า ต้นเหตุคือ ราคะตัณหา ความใคร่ ความอยาก ที่มีอยู่ในตัวทุกคน ถ้ามีมากขึ้นและไม่มีสติปัญญาสกัดกั้น ยับยั้งแล้ว ย่อมนำมหันตภัยมาสู่ตนและโลก ด้วยราคะตัณหา สามารถนำไปสู่การเบียดเบียน ทำลายกันได้
ข้ออภิปรายไขปัญหาดังที่นำมาสาธกนี้ คือคำสอนอันเป็นเรื่องราวทางโลกที่พระอาจารย์มั่นได้เตือนสติแก่เราทั้งหลาย ได้พึงคิดพิจารณาให้เกิดปัญญา ประพฤติดี ประพฤติชอบ ต่อไป
ตอน ธรรมอันเป็นรากแก้วแห่งความเป็นมนุษย์
พระอาจารย์มั่น มิได้ถือปัจเจกปัญญารู้ธรรมแต่เฉพาะตัวเท่านั้น แต่ท่านมีเมตตากรุณาสั่งสอนธรรมนั้นแก่ผู้อื่นด้วย ดังแนวทางจริยาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงมีต่อโลกมาแต่ครั้งพุทธสมัย
พระอาจารย์มั่น มีวิธีฝึกอบรมพระภิกษุสามาเณรและฆราวาสเป็นที่น่าอัศจรรย์ เพราะเหมาะสมกับชั้นภูมิ ความเป็นอยู่ และถูกจริตนิสัยของแต่ละบุคคล เข้าใจง่าย ปฏิบัติง่าย ท่านแสดงธรรมแก่ฆราวาสทั้งหลายให้เห็นความสำคัญของการเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์เสมอๆ ว่า
มนุษย์ทั้งหลายนั้น ควรประกอบด้วย ทาน ศีล ภาวนา กระทำเป็นประจำนิสัย เพราะ ธรรมะ ๓ ประการนี้ คือรากแก้วแห่งความเป็นมนุษย์โดยแท้
ทาน คือเครื่องแสดงน้ำใจของมนุษย์ผู้มีจิตใจสูง คือมีเมตตาจิตต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยการให้ เสียสละแบ่งปันตามกำลังของ วัตถุทาน ธรรมทาน อภัยทาน ผู้ใดให้ทานย่อมเป็นที่เคารพรักเลื่อมใสของบุคคลทั่วไป ย่อมเป็นสุขทั้งภพปัจจุบันและอนาคต ทานจึงเป็นธรรมอันสงเคราะห์ให้มนุษย์และโลกเกิดความสงบร่มเย็น
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ศีล คือรั้วกั้นความเบียดเบียนและทำลายซึ่งกันและกัน เป็นเกราะกำบังกิเลส เป็นโอสถวิเศษ รักษากายวาจาให้สุจริต ผู้ใดมีศีลเป็นจริตนิสัย ถือศีล ๕ ประจำใจ ย่อมได้อานิสงส์คงมั่น ผ่องใส กายใจงดงาม โลกเราก็คงไม่ทรามรุ่มร้อน แต่เมื่อใดคนเราขาดศีลเป็นธรรมสมบัติ มนุษย์และโลกก็คงถึงแก่วิบัติเดือดร้อนเป็นมั่นคง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p> ภาวนา คือการอบรมใจให้เกิดปัญญา รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ใจ ใฝ่ถึงความสงบสุข ผู้ใดหมั่นภาวนาขัดเกลาจิตใจของตน ย่อมมีผล มีหลักยึด จะทำกิจการงานใดย่อมมีใจฉลาดแลเห็นประโยชน์และโทษ มีเหตุมีผล เลี่ยงตนจากกามกิเลสได้โดยง่าย การภาวนาจะใช้วิธีใด ก็ให้จิตสงบมั่นคง มีอารมณ์รวมนิ่งอยู่ได้ ภาวนาจึงเป็นอุบายแก้ไขความทุกข์ที่เกิดขึ้น มีสุขภาพกายใจที่ดี </p><p> </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ธรรมะ ๓ ประการดังกล่าวมานี้ พระอาจารย์มั่นได้แสดงไว้อย่างละเอียด ประณีต ยากที่จะอรรถาธิบายได้เสมอเท่า จึงแสดงไว้พอเห็นเป็นเลาๆ เพื่อเตือนสติไว้ ว่า ทาน ศีล ภาวนา คือธรรมสมบัติอันประเสริฐของมนุษย์ ดุจดังรากแก้วยึดเกาะไว้มิให้คลอนแคลน เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงบำรุงให้เกิดความเจริญงอกงาม มิให้เลวทรามแคระแกร็นไร้ประโยชน์</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">(ติดตามตอนต่อไป)</p>
คุณ
ธรรมะ ย่อมมีคุณเสมอแก่ผู้ได้ปฏิบัติ ธรรมะ ไม่ใช่มีไว้สำหรับไม้ใกล้ฝั่ง แต่ธรรมะ มีไว้สำหรับทุกคน ทุกเพศวัย ได้อ่าน ได้คิด ก็เป็นมงคลแก่ชีวิตครับคุณ naree suwan