
..ถ้าเราอยู่ในชนบทใกล้ชิดกับธรรมชาติ ละเอียดอ่อนกับสิ่งที่อยู่รอบๆตัว เราก็จะทราบว่าโลกร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ สมัยที่ผมเป็นเด็กๆ ป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์ ธรรมชาติยังเป็นปกติ ตื่นเช้ามาก็พบไอหมอกลอยอ้อยอิ่ง มีน้ำค้างพร่างพราวเกาะอยู่ตามใบไม้ใบหญ้า อุณหภูมิเย็นชื้นโดยทั่วไป ถ้าเราเดินฝ่าไปในสวนผักข้างบ้าน เสื้อผ้าตั้งแต่ช่วงเอวลงมาจะเปียกเย็นชื้น ทำให้ผิวเราถูกกระตุ้นให้รู้สึกสดชื่น เห็นได้ชัดว่าอากาศสะอาด สภาพแวดล้อมสดใส ทุกอย่างร่าเริงยินดีต้อนรับวันใหม่ กับแสงแดดอุ่นที่ฉานฉายให้การเริ่มต้นที่ดีกับพื้นโลก

ในช่วงที่น้าอึ่งอ๊อบมา เอาแต่ตื่นเต้นดีใจ ลืมชวนให้น้าเธอชื่นชมตรงจุดนี้ ถึงสภาพแวดล้อมจะไม่ทัดเทียมกับอดีต แต่วันให้ฝนตกพร่ำๆตลอดคืน ตื่นเช้ามาอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน มีน้ำชากาแฟหรือโอวันตินในมือคนละถ้วย ขนมขบเครี้ยวบ้าง นั่งบนเก้าอี้ฮ่องเต้หน้าบ้าน แอบดูนกกระจิบช่วยกันบินไปคาบหญ้าแห้งและกิ่งไม้มาทำรังบนต้นส้มโอ บางทีอาจจะไม่ได้คุยกันสักเท่าไหร่ แต่การนั่งเงียบๆท่ามกลางโลกที่ปราศจากมลภาวะ ชวนกันดูความขยันของนก เช้านั้นก็อิ่มสุขกับการที่ไม่ต้องเคร่งเครียดจากโลกภายนอก ไม่ต้องตื่นแต่งตัวกุลีกุจอ เร่งรีบขับรถเพื่อที่จะไปติดไฟเขียวไฟแดงเป็นขยักๆ เสียเวลาของชีวิตในแต่ละวันไปแบบถูกมัดมือชก
พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติด้านความหลากหลายระดับโลก ท่านผู้รู้บอกว่าในโลกนี้มีเพียง7เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ หมายความว่า7เปอร์เซ็นต์ที่ว่านี้ คือพื้นที่ๆมีต้นทุนความอุดมสมบูรณ์ที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิตเป็นอย่างยิ่ง พันธุ์ไม้ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ รวมตลอดไปถึงจุลินทรีย์ฯลฯ ที่สำคัญระดับของอุณหภูมิและแสงแดดที่พอเหมาะต่อการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล ที่พื้นที่ในซีกโลกอื่นไม่มีอย่างเรา ของเขาหนาวก็หนาวขนาดหิมะปกคลุมปีละหลายเดือน ร้อนๆก็จนพวกไปขายแรงงานเลือดกำเดาไหล ซีกตะวันออกกลาง ซีกยุโรปอเมริกา จะเอาอะไรมาเทียบเรา
ถ้าประเทศเหล่านั้นต้องการสร้างสภาพแวดล้อมให้มีระดับอุณหภูมิ แสงแดด ความชื้น เขาจะเอาเงินที่ไหนมาสร้าง เอาความรู้ที่ไหนไปบังคับให้ธรรมชาติจัดสรรให้เช่นเรา คิดแค่นี้ก็รู้แล้วว่าใครร่ำรวยกว่าใคร พวกบ้าเป็นทาสเมืองขึ้นตะวันตกว่าใช่ไหมละ
จุดเปลี่ยน อยู่ที่เราไม่ทราบถึงคุณค่าและมูลค่าของความหลากหลายทางชีวภาพ เราไม่ศึกษาให้รู้ถึงต้นทุนของชาติอย่างถ่องแท้ ไม่เห็นความโชคดีมีลาภอันประเสริฐที่ได้เกิดมาอาศัยอยู่ในแผ่นดินขวานทอง พากันเอาต้นทุนธรรมชาติไปสร้างเสริมต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมผิดๆ อย่างคนที่ไม่ประสีประสา ตาบอดสีไม่รู้ไม่ชี้ แผนเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ร่างกันออกมา ไม่ได้ตระหนักถึงต้นทุนชาติอย่างแท้จริง กลับมากันออกอุบายทำลายป่ามาทุกยุคทุกสมัย แม้กระทั่งเดี๋ยวนี้ ถึงจะตกอยู่ท่ามกลางความเวิ้งว้าง ร้อนแล้ง ก็ยังจะดื้อดึงทำมาหากินบนที่แห้งแล้งดินเลว ใช้ความรู้ผิดๆมาส่งเสริมกัน ให้มีอยู่มีกินมีชุมชนเป็นสุขอย่างนั้นอย่างนี้ ช่างหลับตาฝันฝืนความจริงเป็นตุเป็นตะออกมาได้ ที่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขเพราะเรามีต้นทุนของชาติคอยโอบอุ้มมิใช่หรือ วิถีไทยจึงสามารถดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้
<ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: blue; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt"> ทุนทางทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เกื้อหนุนให้ประชาคมทำมาหากินด้วยความปกติสุขทั่วหน้ากัน ดินดำน้ำชุ่ม ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แผ่นดินของเราอุดมสมบูรณ์ ไม่มีใครมีหนี้สินท่วมตัว ไม่มีใครตกงานจนทิ้งบ้านช่องและครอบครัว ไม่มีใครจนมุมจนใจจนความคิด ไม่ต้องลงทุนแบบวินาศสันตะโร ไม่ต้องสร้างแหล่งน้ำ เพราะฝนตกต้องตามฤดูกาล ไม่ต้องติดตั้งสะปริงเกอร์ น้ำหมอกน้ำค้างแต่ละเช้า ดินที่มีอินทรีย์วัตถุช่วยอุ้มน้ำ ก็มีความชื้นเพียงพอต่อการเจริญของพืชผลแล้ว ปลูกน้อยได้ผลผลิตมาก วิถีชีวิตดำเนินไปได้ตามครรลองของธรรมชาติ เพราะรู้อยู่รู้ร่วมกันเสริมสร้างซึ่งกันและกัน </li></ul>
- ทุนทางภูมิปัญญา ทุกคนช่วยกันเรียนรู้ที่จะอยู่ที่จะทำให้กิจการงานอยู่บนพื้นฐานการพึ่งตนเอง มีความรู้พอเพียงที่จะใช้ชีวิตได้อย่างไม่อนาทรร้อนรน มีการถ่ายทอดชุดความรู้ต่างๆอย่างเป็นระบบ จะสร้างบ้านสักหลังก็ไม่ต้องไปวิ่งหาบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ลงแขกช่วยกันสร้างไปพร้อมกับแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกันเอง มีชุดความรู้ยากง่ายที่เหมาะสมกับคนทุกเพศทุกวัย อยากได้เครื่องใช้ไม้สอยก็ไปตัดไม้ไผ่มาประดิดประดอย ได้อุปกรณ์ต่างๆนับร้อยนับพันอย่าง ไม่มีใครว่างงาน เพราะชุมชนเรียนวิธีสร้างงาน คนขยันจึงมีงานทำสบายๆตลอดปี สังคมแห่งการเรียนรู้เราเคยมีมาแล้วอย่างสมบูรณ์ แต่ขณะนี้มันได้ผ่านเลยไปอย่างเฉื่อยเฉยที่ยากจะทำความเข้าใจอย่างนั้นหรือ
- ทุนทางวัฒนธรรม จารีตประเพณีที่มีครบถ้วนบ่งบอกถึงอะไร ถ้าไม่ใช่ความเข้มแข็งทางสังคม ลูกเต้าถูกจับบวชเรียนเมื่อถึงวัยอันควร ลูกสาวได้รับการอบรมการบ้านการเรียนเตรียมตัวเป็นแม่ศรีเรือน เป็นการศึกษาที่ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่มีใครโง่ใครจะฉลาดจนสอบตกการประเมิน และถูกตราหน้าว่าเป็นแรงงานด้อยฝีมือ ไม่มีเด็กสตรีตบตีกันในห้างสรรพสินค้า ให้โฆษกทีวีสติแตกเอามาวิพากษ์วิจารณ์เป็นวรรคเป็นเวร ไม่มีเด็กดมกาว ไม่มีนักเลงยกแผงออกจากรั้วโรงเรียนไปก่อการวิวาท ไม่มีเด็กดื้อที่ไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เป็นผู้ใหญ่ เด็กเป็นเด็ก เคารพนับถือเชื่อฟังกันด้วยความสุจริตใจ ไม่มีนิทรรศการตลกๆจัดแสดงกลบกลื่นความเป็นจริงของสังคม
- ทุนทางศาสนา เป็นวินัยทางสังคมที่ยอดเยี่ยม ในเมื่อมโนธรรมของสังคมยึดเอาหลักการพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือบริบาลชุมชน ศีล สมาธิ ปัญญา ช่วยกำกับและควบคุมกิเลศ จะทำอะไรฉุกคิด ยั้งคิด ใช้ความคิด ติดเบรกจริตที่กำลังจะเตลิดเปิดเปิงให้ผ่อนลมหายใจลงบ้าง รู้วิธีตั้งสติ การที่สังคมร่มเย็นเป็นสุขน่าจะถือว่าเป็นที่สุดความปรารถนาของชาติ ทุกเช้าทำบุญตักบาตรปล่อยนกปล่อยปลา เป็นอุบายไม่ให้กระหื่นกระหายกับการบ้าเงินจนไม่ดูตามม้าตาเรือ วางตัวเองไว้ในทางสายกลาง ไม่เหนือไม่ใต้ ไม่ตก ไม่ออก เจอกันก็รักกันเป็นเครือญาติ เอาความคุ้นเคยมาเป็นอานุภาพ ที่จะสร้างกลไกน้อมนำพลังสังคมให้มีช่องได้ออกจับมือกันทำความดี เหมือนที่Bloggerเขาเจอกันที่ มหกรรมKMภูมิภาค ที่มหาวิยาลัยนเรศวรในปลายเดือนนี้ ใครต้องการเห็นภาพที่เล่านี้ ไม่ควรงมโข่งอยู่กับห้องแคบๆ ทำตัวเป็นคนใจแคบ พัฒนาอะไรไม่ได้หรอก โปรดให้โอกาสตัวเองไปเจอะเจอเรื่องที่เป็นมงคลเหล่านี้บ้าง ก็จะดีไม่น้อยนะจ๊ะตาหวาน.. ไม่รัก..หล่อไม่ชวนหรอกนะจ๊ะ iii
</span>
คงจะใจเย็นไม่ได้ครับเพราะ...เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่เป็นผลมาจากโลกร้อนทุก ๆ วันในทุกมุมโลกเป็นข่าวให้เราได้เห็นบ้าง...ไม่เป็นบ้าง แต่ผมในฐานะเด็กชนบทอีสานคนหนึ่งสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติที่เลวลง ...แมลงบางชนิดไม่มีให้เห็นอีก ...ผีเสื้อที่บ้านผม บ้านหนองหลวง อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร เพิ่งจะกลับมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ...ต้องตระหนัก ช่วยกันครับ
ชอบเมื่อตอนเด็กๆเหมือนกันค่ะ ฤดูฝนจะอากาศเย็นจนหนาวต้องหาเสื้อกันหนาวใส่ เดี๋ยวนี้ฝนตกก็ไม่เย็นค่ะ ..ตอนนี้ใช้ชีวิตในเมืองค่ะมุมไหนซอกไหนต้นหญ้าก็ถูกตัดเทปูนทับเป็นที่จอดรถหมดแล้ว ….ต้นไม้ก็ถูกตัดจนตอนนี้ซอกตึกร้อนๆเลยกลายเป็นรังนกแทน….สงสารนกจังค่ะ
สวัสดีครับท่านพ่อ ครูบา สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์
ขอบคุณครับ
ฮึ!! รู้ทันไปเสียทุกอย่าง อิอิ
บริเวณส่วนรวมแก้ไขอะไรยาก เราก็มาเสริมสร้างในที่ส่วนตัว สวนหลังบ้าน ที่ไร่ที่สวน ปลุกต้นไม้ดูแลธรรมชาติช่วยกัน แค่นี้ชีวีก็หวานชื่นบ้างแล้วละครับ อิอิ เสียดายอาจารย์ไม่ได้มาพิษณุโลก ถ้ามาจะยอมให้กอดอีก 2 ครั้ง อิอิ
เงียบ สงัด สงบ บางทีแม่บ้านหายไปไหนก็ไม่รู้ อยุ่คนเดี่ยวไม่เป็นไรหรอก อีตอนมีรถตู้ใครเข้ามาโดยไม่นัดล่วงหน้านี่สิ ไม่มีคนช่วยต้อนรับ ขัดเขินยังกะอะไรดี เพราะเราทำตัวแบบสบายๆ บางทีก็ลืมใส่เสื้อ นุ่งผ้าโสร่ง ต้องเจ้นไปแต่งตัวจนผ้าโสร่งแทบหลุดเรี่ยราด อิอิ..
คล้อยตามค่ะ.. แต่ในความคล้อยตามมีความหดหู่ปนอยู่ด้วย..ทุกวัน มีแต่คนบ่นว่าร้อน ..ก่นว่า คนอื่นว่าทำโลกร้อน .. คนเราเกิดเพิ่มมาในโลก 1 คน ก็มีส่วนให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นอีกนิดนึง ..การใช้ชีวิต การบริโภค ทรัพยากรของโลก ก็เป็นส่วนหนึ่งให้โลกร้อน.. ถ้ามีนึกขึ้นได้ ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำโลกร้อน..จะช่วยให้ความร้อนมันชะลอตัวลงบ้างหรือเปล่า.. มีความเห็นร่วมกับอาจารย์คือ ถ้ามัวแต่ใจเย็น คงไม่ได้เย็นใจนะคะ
คงเลิกคิดเรื่องอนุรักษ์ ได้แล้ว
มาถึงยุคที่ต้องเสริมสร้างกันแล้ว
อย่างน้อยก็ถามตัวเองว่า..ปีนี้ปลุกต้นไม้สักต้นแล้วหรือยัง อิอิ
ชัดเจน แจ่มแจ้ง ตรงใจ ใช่เลยล่ะค่ะ
ทุกวันนี้อยู่ที่บ้านได้ใช้ทุนทุกประเภทที่ครูบาชี้แนะมา และยังพยายามปลูกฝังให้แก่คนที่อยู่รอบๆตัว ด้วยการทำให้เห็นจริง แม้เป็นสิ่งเล็กๆค่ะ
โลกจะไม่เย็นลงกว่านี้ แต่ควรให้ร้อนช้ากว่านี้
อยู่ที่ตัวเราทุกคน ช่วยกัน ครับ
เขากลัวไม่ไป เจ้านายเขาโทรมาเอง
สังคม ที่ ผู้บริหารไม่คุยกัน คิดมาก ทะเลาะกัน หาช่องโกงกิน ไม่ลงมาดูสภาพจริง ฯลฯ แบบนี้
น้ำท่วมโลก เพราะ Global warming แน่นอนครับ
เตรียมตัว อพยพได้แล้วครับ
ต่อให้ รณรงค์ ช่วยกันเต็มที่ ก็ คงแก้ ปัญหา ได้ 10 - 20 % ชะลอเวลาออกไปเท่านั้นเอง
คือ ต้องทั้ง หนี และ ปลูกต้นไม้ ลดพลังงาน ฯลฯ ทำหลายๆอย่าง ไปด้วยกัน
ไปสร้าง หมู่บ้าน gotoknow กันก็ได้ครับ
โห..จะได้กอดตั้งสองที...รู้งี้สมัครไปก็ดีอ่ะ....อิอิ.....(ตกลงว่าอยากไปเพราะได้กอดครูบา..ฮ่าๆๆๆๆ)
ร้อนรุ่ม เพราะหลงรัก หรือเปล่าครับอาจารย์