เทงบลงทุนโค้งสุดท้ายพุ่ง 2.3 แสนล.
รัฐเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนโค้งสุดท้ายพุ่ง 2.34 แสนล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 6.5%

นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ผลการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2550 (ต.ค. 2550- ก.ค. 2551) มีจำนวน 1.32 ล้านล้านบาท หรือ 84.7% ของวงเงินงบประมาณ สูงกว่าช่วงเดียวกันปีงบประมาณ 2549 จำนวน 1.97% แยกเป็นรายจ่ายประจำ 1.09 ล้านล้านบาท หรือ 87.86%  ของรายจ่ายประจำ และรายจ่ายลงทุน 2.34 แสนล้านบาท หรือ 72.55% ของวงเงิน 3.23 แสนล้านบาท  ทั้งนี้
หน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญสามารถเบิกจ่ายได้สูงสุดอันดับแรกคือ
98.13% รองลงมาคือ กระทรวงแรงงาน95.79%
และกระทรวงการคลัง 91.06% สำหรับโครงการที่ได้รับงบประมาณรายจ่ายลงทุนเกิน 1 พันล้านบาท ที่มีผลการเบิกจ่ายสูงสุด ได้แก่ โครงการพัฒนาความมั่นคงที่อยู่อาศัยคนจนในชุมชนแออัดหรือบ้านมั่นคง ที่เบิกจ่ายได้ทั้งหมดแล้ว
นายปิยพันธุ์ กล่าวว่า การเบิกจ่ายงบประมาณที่สูงกว่าปีงบประมาณที่แล้ว เนื่องจากส่วนราชการและ รัฐวิสาหกิจสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้สูงกว่าปีงบประมาณปีก่อน 6.57% ส่วนงบประจำที่ยังเบิกจ่ายได้ต่ำกว่าปีงบประมาณก่อน 0.67% เชื่อว่าเมื่อถึงสิ้นปีงบประมาณคือ วันที่ 30 ก.ย 2550 จะเบิกจ่ายงบประมาณได้   ตามเป้าหมายที่กำหนด เพราะเป็นรายจ่ายประจำที่มีแผนการเบิกจ่ายงบประมาณชัดเจน ซึ่งปกติแล้วจะเบิกได้ 100%  ทั้งนี้ รัฐบาลได้วางเป้าหมายการเบิกจ่ายงบรายจ่ายประจำไว้ที่ 93% ของวงเงินงบประมาณ 1.24 ล้านล้านบาท และงบลงทุน 73%  อัตราการเบิกจ่ายการลงทุนสูงกว่าปีก่อน ทำให้อัตราการเบิกจ่ายภาพรวมสูงตามไปด้วย ส่วนรายจ่ายประจำที่ยังต่ำนั้น คาดว่าสิ้นปีจะสามารถเบิกจ่ายได้ตามเป้า 93% เพราะมีแผนการเบิกจ่ายชัดเจน       ซึ่งอาจมีการเบิกได้มากกว่าเป้าก็ได้นายปิยพันธุ์ กล่าว แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เร่งอนุมัติใช้จ่ายงบรัฐวิสาหกิจที่จะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ  หลังจากในปี 2550 พบว่า การเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจเป็นไปอย่างล่าช้า         ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ พร้อมเร่งจัดทำรายละเอียดของยุทธศาสตร์การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจปี 2551 วงเงิน 2.89 แสนล้านบาท รัฐมนตรีหลายคนเห็นว่า ความล่าช้าของการเบิกจ่ายงบลงทุน เนื่องจากหน่วยงานที่ให้กลับไปแก้ไขโครงการจะเก็บเรื่องไว้นานกว่าจะนำกลับมาเสนอใหม่ ขณะที่รัฐมนตรีเจ้าสังกัดก็ไม่สามารถเข้าไปดูแลได้มากเพราะไม่มีอำนาจ หากเข้าไปล้วงลึกก็จะถูกกล่าวหาว่าคอร์รัปชัน หรือถูกโจมตีว่านักการเมืองล้วงลูกแหล่งข่าวระบุ <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal">ทั้งนี้ ในปี 2551 ครม.ต้องการให้รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายงบลงทุนให้ได้อย่างน้อย 90% ของวงเงินเบิกจ่ายลงทุน 2.89 แสนล้านบาท แต่จากสถิติ ที่ผ่านมา การเบิกจ่ายงบลงทุนตั้งแต่ปี 2545-2549 เฉลี่ยเบิกจ่ายได้เพียง 68% ต่อปี ซึ่งสภาพัฒน์รายงานว่า หากเบิกจ่ายได้เพียง 70% จะทำให้จีดีพีลดลงถึง 0.9% จากเดิมที่คาดว่าจีดีพีจะ ขยายตัว 5% ก็อาจลดลงมาเหลือเพียง 4% เศษ </p> โพสต์ทูเดย์  13  ก.ย.  50