เวลาหมอเล่าว่าทำบุญอะไร ก็ให้นึกยินดี เหมือนตัวเองได้ทำไปด้วย นึกเห็นภาพด้วยยิ่งดี ง่ายๆนะ

   ทำไมนะ คนเราพอตาย คนก็เปลี่ยนชื่อเรียกว่า ผี และต่อให้ขณะมีชีวิตอยู่ จะรักกันสักปานไหน แต่พอกลายเป็นผี ก็กลัวกันจนขนหัวลุก ถึงกับมีการสั่งเสียกัน เมื่อตอนมีชีวิตอยู่ว่า ตายเป็นผีแล้วไม่ต้องมาหานะ

   เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้ อาจทำให้หลายคนหันกลับมาสนใจผี ในดวงใจของตนบ้าง เพราะผู้เขียนจะขอนำ ประสบการณ์ที่ครั้งหนึ่ง ได้พบกับผี แล้ว นำสิ่งที่ผีบอกมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกัน

   ในชีวิตรับราชการกระทรวงสาธารณสุข ที่เรามีคำจำกัดความหน้าที่รับผิดชอบของพวกเราว่า ให้ดูแลตั้งแต่ คนเกิด จนคนตาย ก็แค่ตาย เป็นอันหมดหน้าที่เรา แต่ไม่นึกว่าวันหนึ่ง เราจะไปมีส่วนเกี่ยวข้อง กับชีวิต เบื้องหลังความตายอีกด้วย เป็นครั้งแรก และครั้งเดียวในชีวิต วันหนึ่งขณะตรวจรักษาคนไข้อยู่บนสถานีอนามัย น้องที่ทำงานด้วยกัน เดินเข้ามากระซิบบอก แบบ กลัวคนไข้อื่นได้ยินว่า พี่ พี่เชื่อเรื่องผืเข้าไหม มีญาติคนไข้จะพาคนถูกผีเข้ามาให้รักษา ผู้เขียนนึกขำ อะไรกัน นี่จะให้เป็นหมอผีหรืออย่างไร แต่น้องก็บอกต่อว่า เขาพากันมานอนรอที่ห้องพักคนไข้แล้ว ก็ได้แต่พยักหน้า แล้วว่า เดี๋ยวจะตามไป เมื่อหมดคนไข้ ก็รีบวางแผนการรักษาในใจ จะรักษาผีเข้าคน ดิฉันนำสร้อยที่มีพระรูปครูบาอาจารย์ที่นับถีอ และติดตัวประจำ เข้ามาด้วย เผื่อพูดกันไม่รู้เรื่อง จะได้อาราธนาให้ท่านช่วยปราบผี แต่จริงๆ ตัวเองก็กลัวๆผีอยู่

    ผู้ถูกผีเข้า อายุ 12 ปี มาด้วยอาการ นอนตาแข็ง เหมือนคนที่มีความโกรธ อยู่ตลอดเวลา ไม่ได้กินอาหารมา 3 วันแล้ว ญาติเล่าว่า เด็กคนนี้ เป็นเด็กที่ ผี เคยขอมาเลี้ยง รักมาก แต่ผีก็ตายจากไปก่อน เมื่อเด็กอายุได้ 7 ปี ยังจำความไม่ได้ ขณะนี้ ผีพ่อ ได้มาเข้าเด็ก และแสดงความต้องการจะเอาเด็กไปอยู่ด้วย นอกจากนี้ ยังพูดถึงว่า อยากกินแกงส้มผัก( ผู้เขียนจำชี่อผักพื้นบ้านนั้นไม่ได้) และข้าวตู พูดซ้ำอยู่นั่นแล้ว ญาติก็แปลก ไม่ทำให้ผีกิน ปล่อยเวลามาได้ตั้ง 3 วัน ขณะนั้นคิดว่าเราต้องรักษาสภาพร่างกายเด็กก่อนโดยให้น้ำเกลือ แต่เด็กก็บิดตัวเกร็งทำให้เราทำงานไม่ถนัด และพูดว่าอย่ามายุ่ง จะเอาลูกไปหุงข้าวให้กิน ขณะนั้น ผู้เขียน ก็เริ่มอึดอัด กับสิ่งที่เรียกว่า ผี แรกๆ ก็ไม่ค่อยเชื่อและไม่อยากพูดด้วย แต่ขณะนี้ต้องเปิดการเจรจาเสียแล้ว ก็อธิบายว่าเราจะต้องรักษาเด็ก เพราะเขาก็รักชีวิตเขา ถึงแม้เด็กจะตายลงตรงนี้ บุญกรรมที่ไม่เท่ากัน ก็ไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้อยู่ดี ต่างคนต่างไป แล้วคุณทำให้เขาตาย ก็มีบาป ตกนรกหมกไหม้อีก จะเอาอะไร อยากกินอะไร อยากได้บุญอะไร มาพูดกันให้รู้เรื่อง เขาก็พูดถึงอาหารที่ 2 ชนิดอันนั้นแหละ ผู้เขียนเลยสั่งญาตื ให้ไปหาผักที่ว่า แล้วแกงมาให้ผีกิน ญาติคนหนึ่งก็รีบกลับไป ส่วนคุณผี ก็ได้ขอร้องให้ออกไปรอข้างนอก (ร่าง) ก่อน เขาก็ยินยอม ทำให้ได้แทงน้ำเกลือสำเร็จ จากนั้น เลยได้นำสร้อยห้อยพระที่เตรียมมาคลล้องคอเด็ก แต่เด็กก็จะพูดสื่อกับผีพ่อตลอด บอกว่าพ่อยืนอยู่ปลายเตียง ผู้เขียนเลยชวนผีคุย หลายเรื่องระหว่างรออาหาร รวมถึงสอบถามว่าเคยทำบุญอะไรที่นึกได้ไหม เขาบอกเคยใส่บาตรตอนลูกบวช ถามว่าแล้วที่ญาติทำบุญวันตายให้ทุกปีละ เขาบอก ไม่เคยได้กินเลย แย่งเขาไม่ทัน ญาติไม่เคยเอ่ยชื่อ และผีก็ตัดพ้อว่า ลูกสาวจะทำบ้านให้อยู่ก็ไม่ทำ(ภายหลังลูกสาวเคยรับปากก่อนผีตายจะทำเจดีย์เก็บกระดูก แต่ก็ยังไม่ได้ทำ) เขาไม่มีที่อยู่ ต้องอยู่กับเพื่อน ซึ่งการสนทนานี้ เด็กจะเป็นคนบอกผ่าน ว่าพ่อบอกว่า......

      ที่สุดผู้เขียนก็คิดจะสงเคราะห์ผีเฉพาะหน้า โดยบอกว่า เดี๋ยวหมอจะให้คุณอนุโมทนาบุญกับหมอนะ จะได้มีบุญติดตัว ในขณะที่ผู้เขียนก็เริ่มทบทวนบุญของตนเองให้เขาฟัง เช่น ถวายข้าวพระ ใส่บาตร ทอดผ้าป่า กฐิน ฯลฯโดยบอกอย่างละเอียด ว่าอะไร ที่ไหน  แต่แล้วเด็กก็แทรกขึ้นว่า พ่อถามว่า อนุโมทนาบุญทำอย่างไร เออหนอ แม้แต่การอนุโมทนาบุญก็ยังทำไม่เป็น จึงบอกว่า เวลาหมอเล่าว่าทำบุญอะไร ก็ให้นึกยินดี เหมือนตัวเองได้ทำไปด้วย นึกเห็นภาพด้วยยิ่งดี ง่ายๆนะ แล้วผู้เขียนก็พยายามพูดถึงบุญที่ได้ทำ อย่างให้เห็นภาพพจน์เลยที่เดียว เมื่อจบลง เด็กบอกว่า พ่อเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว พ่อจะไปแล้ว เลยถามว่า ไม่รออาหารก่อนหรือ ผีบอกว่าไม่หิวแล้ว ผู้เขียนก็ระลึกได้ว่า เขาได้รับบุญแล้ว และบอกว่าจะไปถวายสังฆทานให้นะ แต่ผีบอกว่า อยากให้ลูกทำ และประโยคสุดท้ายเขาฝากบอกเด็กว่า พ่อบอกขอบใจหมอมากนะ แล้วผีก็จากไป

  ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องที่ประสบมาด้วยตนเองจริงๆ หากจะมีเนื้อหาสาระ ทำให้ใครสักคน นึกถึงผีในดวงใจ ผีที่เคยร่วมชาติกันมา แล้วกระดิกจิต ส่งบุญที่เรามีอยู่ในตัวไปให้ผีเหล่านั้น จนผีได้รับบุญ ผู้เขียน ก็ขอร่วมอนุโมทนาสาธุ วันนี้ขอทำเพื่อผีสักวัน   สวัสดีค่ะ