มันไม่มีการเสียหน้า มันเป็นเรื่องดีด้วย ที่ได้เครือข่าย และได้พ่วง เวลามีอะไรเราก็จะมีการเชื่อมโยง เวลาที่เราจะทำงาน และท้ายที่สุดนี่ เป็นวีธีที่อาจารย์ประเวศชอบพูด ถ้าเราอยู่คนเดียวกลุ้มใจ เพราะเวลาคิดไป บางทีการตัดสินใจ บางทีมันผิดพลาด แต่ถ้าเราเริ่มมีเครือข่าย มีอะไรเราก็ปรึกษาหารือ มันก็จะได้ (ไม่ได้กระจายความกลุ้มใจนะ) เราจะได้เคล็ด เราจะได้วิชาการ รูปแบบ ประสบการณ์จากพรรคพวกที่เป็นเครือข่าย

 

ช่วงวันที่ 11-13 กย.50 ที่สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ได้จัดโครงการพัฒนาที่ปรึกษาสหกรณ์ไทย และคุณวิทย์ ก็ได้นำคณะที่ปรึกษาฯ มาเยี่ยมกรมอนามัย ในเวลา 2 ชั่วโมงค่ะ กรมอนามัยจึงได้จัดทัวร์สั้นๆ เพื่อให้คณะฯ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องงาน KM ของกรมอนามัย

งานนี้ท่านอธิบดีบอกว่า ผมก็เป็นสหกรณ์คนหนึ่ง และท่านก็ได้รับคำขอให้มาช่วย Start เครื่องให้กับคณะฯ เพื่อจุดประกายความอยากรู้เรื่อง KM ค่ะ ... ท่านมาเล่า และเสนอแนวคิดเชิง KM ให้กับกลุ่มฟังก็คือ

  • "กรมอนามัยเรามีระบบในเรื่องของการบริหารจัดการความรู้ ซึ่งแท้จริงก็ไม่ได้เป็นเรื่องซับซ้อนอะไร แต่อยู่ที่ว่า เราเข้าใจมันหรือไม่
  • จริงๆ ก็เป็นเรื่องง่ายๆ เป็นเรื่องที่อยู่กับตัวเรา เพียงแต่เราไม่ได้รู้ว่ามันคืออะไร เพราะการที่เราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนอยู่แล้ว ... ถ้าเราทำให้เป็นระบบ ทำให้เป็นทิศทาง ทำให้มีเป้าหมาย นั่นก็คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้
  • แต่ว่า ... เราไม่รู้ว่า การที่เราได้พูดคุยกัน การที่โทรคุยกันกับเพื่อนต่างสหกรณ์ ... กลุ้มใจ ที่นี่มีปัญหาอย่างนี้ ประเด็นอย่างนี้ ทำยังไง ... คนนั้นบอก ... เออ ลองทำยังงี้ ... นี่ก็เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันแล้ว แต่แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเวลากลุ้มใจ
  • ทีนี้ถ้าเราเอาตรงนี้ (อย่างที่ผมเล่าให้ฟัง) ถ้าเราทำตรงนี้ให้มันมีแบบแผน ให้มันมีเป้าหมาย และให้มีผู้คนที่เกี่ยวข้องเข้ามารับรู้ ก็ต้องมีส่วนร่วม และต้องร่วมเพราะเข้าใจ ไม่ได้ถูกบังคับให้ร่วม
  • เพราะฉะนั้น มันก็ไม่แค่เรายกหูกัน 2 คน ... ก็เลยมีทั้งทีม ทีนี้ ทั้งทีมมันยกหูไม่ไหว มันก็เป็นเรื่องการพบปะ มาเยี่ยมเยียนกัน ก็ต้องมาหากัน เมื่อเขากลุ้มใจมาหาเราทั้งทีม เรามีอะไรที่จะถ่ายทอด เรียนรู้กัน เราก็จะเรียนรู้กันดีที่สุด เขาก็อาจจะมีอะไรดีเหมือนกัน เราก็จะได้เรียนรู้จากเขา และก็ได้ต่อยอดจากที่เราได้เรียนรู้จากเขาก็ได้
  • ถ้าเขากลุ้มใจ ก็จะเห็นปมประเด็นที่เคยแก้ปัญหามาแล้ว เขาก็จะเห็นเรื่องที่จะเอาไปแก้ปัญหาของเขา คือ ของพวกนี้มัน copy กันไม่ได้ ... ผมไปฟังกลุ่มโน้น แต่ของผมมีปัญหา ผมจะไปเอาวิธีการของสหกรณ์ยะลา มาแก้ปัญหาของผมโดยตรง อย่างนี้ไม่ได้
  • ... มันเกิดแนวคิด ... เออ เขาไปดูเรื่องข้อมูลนะ เขาไปดูเรื่องอารมณ์ของลูกค้านะ เขาไปดูเรื่องความสามารถของเจ้าหน้าที่ของเขานะ เราก็ไปส่งเขาอบรม และคาดหวังว่า เขาจะทำหน้าที่ได้เยอะแยะ มีคนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่บัญชี คาดหวังว่า เขาจะทำหน้าที่ได้สารพัด บางทีเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน เราก็คงจะต้องทำแผนพัฒนาว่า คุณมีต้นทุนอยู่ 10 เรื่อง แต่เราอยากให้คุณทำ 15 เรื่อง และ 5 เรื่องที่เหลือก็ต้องทำการอบรมเขา ก็ต้องทำแผนพัฒนาคนเหมือนกัน อย่างนี้เป็นต้น
  • ของพวกนี้ ก็จะทำให้เรามีความรู้สึกว่า มันไม่ใช่ทั้งหมดนะ บางทีมันก็ทำให้เราไม่ได้แก้ได้ โดยที่เราไม่มีประสบการณ์ เพราะฉะนั้นต้องมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
  • มันไม่มีการเสียหน้า มันเป็นเรื่องดีด้วย ที่ได้เครือข่าย และได้พ่วง เวลามีอะไรเราก็จะมีการเชื่อมโยง เวลาที่เราจะทำงาน และท้ายที่สุดนี่ เป็นวีธีที่อาจารย์ประเวศชอบพูด ถ้าเราอยู่คนเดียวกลุ้มใจ เพราะเวลาคิดไป บางทีการตัดสินใจ บางทีมันผิดพลาด แต่ถ้าเราเริ่มมีเครือข่าย มีอะไรเราก็ปรึกษาหารือ มันก็จะได้ (ไม่ได้กระจายความกลุ้มใจนะ) เราจะได้เคล็ด เราจะได้วิชาการ รูปแบบ ประสบการณ์จากพรรคพวกที่เป็นเครือข่าย
  • และเราก็มาคุยกันในกลุ่มพวกเรา ว่าอย่างนี้ แล้วมันดีอย่างนี้ เราจะนำกลับไปใช้อย่างไร ทุกข์ของเรามันก็จะหายไป เพราะว่าเราสามารถที่จะกระจายในการที่จะหาคำ หาแนวทาง หาความรู้ หาวิธีการต่างๆ ได้ และสุดท้ายที่จะเกิดก็คือ เกิดความแน่นแฟ้น เขาเรียกตรงนี้ไม่ใช้ KM นะ แต่มันมี Finance M ด้วย ... ตอนนี้ก็กำลังแย่เพราะว่า ฝ่ายหนึ่งเงินเข้า ฝ่ายหนึ่งเงินออก มันไม่เหมือนกัน เอ้ คุณ มีเงินเหลือหรือเปล่า เท่าไร มาช่วยกันนะ มันจะมีเรื่องต่อกันเยอะเลย มาช่วยเหลือกัน เพราะฉะนั้นเวลาที่เป็นภาคีเครือข่าย
  • สุดท้ายคุณวิทย์ ที่เป็นผู้จัดการฯ มานั่งยิ้มเลย เพราะว่าสันนิบาตไม่ต้องทำอะไร มีการเชื่อมกันเอง ก็มีแต่หน้าที่ว่า OK ในแต่ละรอบปีสมาชิกต้องการรู้อะไร คุณวิทย์ก็คอยหา คอยเสริม แทนที่จะต้องมาจัดเป็นกลุ่ม เชื่อมสัมพันธ์สมาชิกสหกรณ์ ไม่ต้องแล้ว เพราะว่าเราเชื่อมแล้วด้วยการใช้ระบบในการแลกเปลี่ยน และก็เป็นการเชื่อมที่ดี (ไม่ใช่นัดมากินเหล้า) แต่เป็นการเชื่อมที่เรามา ลปรร. ในเรื่องหลักการและแนวทาง ในการบริหารงานให้ดีขึ้น ให้กับเพื่อนสมาชิกของเรา ซึ่งก็เป็นเป้าหมายของการบริหารงานในทุกแห่ง
  • ผมก็คิดว่า ในหลักการนี้ ในเรื่องของเวลาที่เราพูดเป็นระบบแล้วมันขลัง การบริหารจัดการการเรียนเรียนรู้ ฟังแล้วมันหรู เป็นวิชาการ เยอะแยะไปหมด แต่จริงๆ ผมก็ใช้คำง่ายๆ ก็เหมือนกับโทรศัพท์คุยกันกับเพื่อนสหกรณ์ แต่เราทำให้มันเป็นระบบ ทำให้มันมีเนื้อหา เรื่องอะไร
  • อย่างเรื่องสมาชิกสัมพันธ์ เรื่องของการติดตามตรวจสอบ เรื่องของเพื่อนสมาชิกที่กู้เงิน และล้มหายตายจาก หรือว่าบางทีก็ไม่มาส่ง หรือเรื่องของเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต่างๆ
  • บางแห่งก็มีเทคนิคของเขาดีๆ เช่น ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เขาก็บริหารแทนที่รายรับของเขาจะมาจาก เรื่องดอกเงินกู้ เขาก็เอาเงินเขามาเหมือนกับเป็นพันธบัตร เพื่อที่จะระดมเงินฝาก แล้วเขาก็เอาเงินฝากที่ได้ไปหารายได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่ต้องไปเคี่ยวเข็น หรือว่าให้ขึ้นดอกเบี้ยกับผู้กู้ ผู้กู้ก็ไม่ต้องมีภาระในการที่จะต้องมาจ่ายดอกแพง ก็เป็นการดูแลสมาชิกทางด้านผู้กู้ และผู้ฝากก็ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ด้วย เราก็จะได้ไปเรียนรู้ว่าเขาทำกันอย่างไร
  • หรืออย่างสหกรณ์จุฬาฯ นี่ ใหญ่โตมโหฬาร
  • เวลาเราไปดู เราก็ไปดูในบางอย่างของเขา ว่า ระบบเขามีรูปกรรมการอย่างไร มีการไปตั้งงบสำรองอย่างไร เรื่องของสมาชิกสัมพันธ์บางแห่งเขาก็ทำได้ดี เขารู้สึกว่าทำได้เหนียวแน่น ถ้าของเรามีปัญหาก็ไปดูสิว่า สหกรณ์ที่ไหนที่มีเรื่องระบบสมาชิกสัมพันธ์ ก็ไปเรียนรู้กัน อย่างนี้เป็นต้น
  • ซึ่งผมคิดว่า พวกนี้เป็นเรื่องที่พวกเราเริ่มต้นได้ ทำได้ และเราก็ทำเมื่อเวลาที่เรามีปัญหา และเราก็ทำในมุมมองที่เป็นระบบ และบางที KM นี่ก็เป็นเรื่องที่เราเรียนรู้ภายในหน่วยของเราก็ได้
  • อันหนึ่งที่ต้องฝาก คือ
  • ... อย่าทำให้มันขลัง เพราะถ้าทำให้มันขลัง เป็นรูปแบบ ที่คนรู้สึกว่าเป็นภาระ
  • ... แต่ทำยังไงให้มันสนุก เป็นเรื่องที่ทำให้สนุก ทำแล้วมันดี เจริญ เขามีความรู้ ถ้าเขามีความรู้ ก็ทำให้ตัวเขาเจริญ ที่ทำงานเขาเจริญ ก็จะไม่เกิดความเครียด
  • เรามาบอกว่า ไม่ได้ ... ต้องทำอย่างนั้น KM ส่งภายในวันศุกร์นี้ เวลา 9 โมง แทนที่มันจะร่วมกันด้วยดีก็เป็นการมาร่วมสาปแช่ง KM ... เพราะฉะนั้น ตรงนี้ขอความกรุณาอย่าทำให้มันขลัง ... แผน KM อย่างนี้มีหรือยัง ก็จะเกิดผลเสียง่าย ผมอยากให้พวกเราง่ายๆ KM ก็มีเท่านี้ละครับ
  • องค์ความรู้เรามี 2 ลักษณะ จะมีความรู้แบบที่เป็น Explicit ก็คือ รู้แล้วเขียนเป็นตำรา ก็จะมีความรู้อีกแบบหนึ่ง เรียกว่า tacit knowledge ความรู้ที่ติดอยู่กับตัวคน ... คนทุกคนไม่ได้พูดเก่ง คนทุกคนไม่ได้เขียนเก่ง แต่ว่ามีความรู้ มีประสบการณ์ มีทั้งนั้น ได้หมด
  • เพราะฉะนั้น ในหลักของ KM จะต้องมีกระบวนการมีส่วนร่วม มีการพูดคุยกันในเรื่องที่มีปัญหา หรือในเรื่องเป็นงานปกติของเราที่ต้องการทำให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ
  • เพราะฉะนั้น KM ไม่ใช่แค่มาคุยในเรื่องที่มีปัญหา และมาทำให้ดีขึ้น ... ทุกจุดในงานที่เราทำ และต้องการให้ดีขึ้นก็ได้ ก็จะมีการแลกแปลี่ยนเรียนรู้ เป็นการเอาความรู้ ประสบการณ์ tactics ต่างๆ ที่มาอยู่ในตัวของเรา หรือในตัวของคนอื่น มาเล่าให้กันฟัง
  • แต่ว่าตามปกติที่เราได้เคยฟังบรรยาย มันฟังแล้วมันทางเดียว และเราก็จำที่วิทยากรพูดมา มันไม่ได้เกิดความหลากหลาย การ ลปรร. นี่ มันเป็นวิทยากร 10 คนน่ะ 10 คนที่พูดนี่ เราได้ 10 เรื่องเลย 10 วิธีการ และใน 10 วิธีการ บางคนก็บอกว่า ยิ่งงง ก็บางทีพวกเราถูกสอนมาว่า ให้รับคำสั่ง งั้นบอกว่า มี 10 คำสั่ง เราก็ผิดล่ะ เราต้องบอกว่า เป็น 10 วิธีการ และเราเองนี่เป็นนายของ 10 วิธีการนั้น ที่เรากับพรรคพวกไปนั่งคิด 10 วิธีการนี้นั้น อะไรดีที่สุด เราเคยชินกันว่า อย่าพูดหลายวิธีการ เอา 1 วิธี จะเป็นการสั่ง
  • ซึ่งวิธีการทำงานตามคำสั่งนี่ คนไทยถนัด รู้สึกว่ามันดี เพราะอะไร เพราะไม่ต้องรับผิดชอบ เกิดเรื่องขึ้นมาก็บอกว่า ... ผมก็ทำตามที่คุณสั่งยังไง ผมทำตามที่คุณสอน ... พวกเราจะชอบอย่างนั้น
  • บางที่ทำไปแล้ว มันไม่เหมาะกับพื้นที่เราหรอก พวกเรา 10 สหกรณ์ ความพร้อมไม่เท่ากัน ทั้งคน ทั้งทรัพยากร ทั้งความสามารถไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นใน 1 วิธีการ ใช้กับสหกรณ์พร้อมๆ กัน มันเป็นไปไม่ได้
  • เพราะฉะนั้น ถ้าเรายิ่งฟังเยอะ และเรามาช่วยกัน มันมีคำว่า เรา” และมีคำว่า “ช่วยกัน”
  • ผมขอเล่าตัวอย่างสั้นๆ เรื่องส้วม "พอดีมีการรณรงค์เรื่องส้วมสาธารณะ และผมก็ประทับใจมาก กับวิธีการที่มันดี ปรากฎว่า วิทยากรที่มาไม่เหมือนกัน 3 คน ปกติที่เราเคยเชิญกัน คือ เชิญวิทยากรที่มีประสบการณ์ แต่ว่าทางพวก KM เขาบอกว่า มาใช้ตรงจุดนี้ดีกว่า เพราะว่าจะได้ทำให้เกิดแนวคิดหลากหลาย
  • ... ก็เอาวิทยากรมาหลายคน กลุ่มที่เขาทำส้วมมา ก็เชิญมา 2 ท่าน เป็นขุนพล
  • ... ท่านหนึ่งพูดถึงเรื่องส้วม เขาเน้นเรียบง่าย ประหยัด และแห้ง และเขาใช้พนักงานทำความสะอาด วันหนึ่งคนเดียวพอ และความที่เขาสะอาดสะอ้านและเรียบง่ายนี่ คนเขาเข้าไปมันเกิดความเกรงใจ เขาใช้คำนี้ ก็ไม่กล้าทำเลอะ และเขาใช้อะไรก็จะดูแลอย่างดี เพราะฉะนั้นส้วมก็จะแห้งเรียบร้อย นี่ก็เป็นโมเดลหนึ่ง แต่ว่าส้วมสาธารณะของเขาเป็นสวน คนเข้าไปก็คือไปแวะเข้าห้องน้ำ และก็ไปซื้อผลไม้ ขนมของเขาก็ OK
  • ... อีกท่านหนึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารริมทางถนน ก็บอกว่า ของเขาทำส้วมแห้งไม่ได้ ต้องเป็นส้วมเปียก เพราะว่าลูกค้าของเขาเป็นพวกพนักงาน ขับรถ 10 ล้อ น้ำมัน ที่ต้องเดินทางไกล พอมาถึงก็จะมาล้างหน้า แปรงฟัน และอื่นๆ มันแห้งไม่ไหว มันต้องเปียก ก็ใช้พนักงานทำความสะอาด 3 รอบ ที่จะต้องมาดูแล
  • ... ทีนี้มาพระ ท่านเจ้าวาสวัดการ้อง ของท่านบอกว่า ของท่านหรู ประดับประดาหรู และก็ติดแอร์ เย็นฉ่ำอย่างดี มีเก้าอี้นั่ง เพราะว่า ลูกค้าท่านก็คือ อุบาสก อุบาสิกา ส่วนใหญ่ หนุ่มๆ สาวๆ ไม่ไปกันหรอก เพราะฉะนั้นถ้ามีเรียบง่าย หรือว่าลื่น ลูกค้าท่านหกคะเมนตีลังกาแน่ และท่านก็จะต้องมีที่เกาะ ที่พิง ที่นั่ง และก็เย็นสบาย พออารมณ์ดีออกมา ก็บริจาคเยอะ (ลูกเล่นค่ะ ท่านอธิบดีแซว) ...
  • ... ทั้งหมดจะเห็นมั๊ยครับว่า 3 อันนี้ ... ถ้าเป็นเชิงวิชาการก็เถียงกันตายเลย แต่ทั้งหมดนี้ ถูกหมดเลย เพราะตรงกับความต้องการของลูกค้าเขา"
  • เพราะฉะนั้น สหกรณ์ไหนมาบอกว่า ของผมนี่ ที่หนึ่งเลย ... OK เหมาะกับพื้นที่ เหมาะกับลูกค้าคุณ แต่ให้คุณไปทำที่ตรงอื่น อาจล้มละลายก็ได้ เพราะว่าไม่เหมาะ
  • เพราฉะนั้นตรงนี้มันจะทำให้เกิดอะไร ... เกิดความกว้าง เราจะเกิดความกว้างของใจเรา อันนี้สำคัญที่สุด เพราะว่าส่วนใหญ่ที่ทะเลาะกัน เพราะว่าเรื่องของจิตใจ ใจเราแคบ พอใจเราแคบ การรับรู้ของเราก็เลือกทางแคบด้วย สมองเราก็แคบด้วย
  • ถ้าเราใจกว้าง และเราก็ดูว่าเขาทำอย่างนี้ เพราะอย่างนั้น เราไม่ทำเหมือนเขา เพราะว่า เหตุผลที่เราจะไปทำแบบเขามันไม่มี มันไม่ตรงกัน เราก็ไม่ได้ผิด เขาก็ไม่ได้ผิด เขาก็ไม่ได้ถูกที่สุด และที่เราทำนี่ก็ถูกที่สุดของเราแล้ว
  • แต่มันมีประเด็นไหม ที่ทำให้มันดีขึ้น อาจเอาบทเรียนของเขามาพิจารณา และมันก็จะมีทางใหม่เกิดขึ้นมา เพราะฉะนั้นถ้าเราเปิดกว้างปุ๊บ สมองก็จะกว้าง และเริ่มทำงาน ก็จะมีหลายๆ คนสมองเริ่มทำงาน มันก็จะสร้างสรรค์ของใหม่ๆ ว่า
  • ลองทำอย่างนี้สิ อย่างนี้สิ มันจะเกิดอย่างนี้ทุกคนเลย ... เป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ก็คือ การปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พัฒนา ... แต่สิ่งมีชีวิตทุกอย่าง แม้แต่ไวรัสตัวน้อยๆ ที่ว่ามันไม่มีสมอง ก็ยังพัฒนาดื้อยาเป็น เพราะว่าเราไปดักสายพันธุ์นี้ มันก็ไปกลายพันธุ์บ้าง กลับอะไรบ้าง เพื่อที่จะสู้กัน หรือสู้กับสิ่งแวดล้อม
  • เพราะฉะนั้น เรื่องการพัฒนานี่ มันเป็นธรรมดาของสิ่งมีชีวิต เพราะฉะนั้น ถ้าเราเชื่อมั่นและเคารพ ในความสามารถในการคิดต่างๆ ของพวกเรา กระบวนการมีส่วนร่วม จะมีอีกเยอะ ยิ่งเป็นเพื่อนกัน และทุกคนกล้าพูด แม้ 10 คน มีประธานพูดอยู่คนเดียว อีก 9 คน เงียบหมดเพราะไม่กล้าพูด ก็เป็นบรรยากาศที่เราบอกว่า จัดประชุมแล้ว แบบมีส่วนร่วม แต่ว่า 10 คน ประธานพูดคนเดียว ก็ไม่ใช่
  • เราจะสร้างบรรยากาศอย่างนี้ได้อย่างไร ให้คนได้กล้าพูด และถ้าเขาเริ่มที่จะเห็นว่า บรรยากาศไม่มีอะไร และพูดไปแล้วบางคนไม่แน่ใจ เพื่อนบอกว่า ไปขยายขี้เท่อหรือเปล่า ถ้ามันไม่มีบรรยากาศแบบนั้นคนก็คงไม่กล้าพูดกัน ก็ต้องมีวิธี และแง่มุมต่างๆ ที่จะทำให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม
  • ถ้าเราทำด้วยความเข้าใจ และรับรู้ว่ามันดี ผมเชื่อว่ากระบวนการนี้ทันจะทำให้มีการพัฒนาสหกรณ์ไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการร่วมกันได้แน่นอน
  • เขาให้ผมมา Start เครื่อง จุดประกายครับ ไม่รู้จุดติดหรือเปล่า แต่ก็เป็นการให้แนวคิดครับ
  • ... กรมอนามัยไม่ได้ดีที่สุดครับ เพียงแต่ว่า เราได้ทำอะไร และโชคดีที่เจ้าหน้าที่ทุกคนเห็นว่ามีประโยชน์ และได้เข้ามาร่วมกันทำ และขอให้มีความมุ่งมั่นที่จะทำกันต่อครับ"

ต้องถามต่อไปทางท่านที่ปรึกษาสหกรณ์ไทยทุกท่านละค่ะ ว่า ท่าอธิบดี จุดประกาย KM ให้กับติดหรือเปล่าค่ะ ... "KM ร่วมสร้างสังคมไทยค่ะ"