ในที่สุดปริศนาเกี่ยวกับบทความ โลโก้ 7-ELEVEn ที่เคยบันทึกไว้ก็ถูกเฉลย
โดย ผู้เขียน คือ คุณแทนไท ประเสริฐกุล
เบื้องหลังจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดอ่านจากข้อความข้างล่างนี้
และลิงค์ไปยังบทความต้นกำเนิด
ทุกสิ่งทุกอย่างมีที่มา-ที่ไปของมันจริงๆ ครับ [รวมทั้งบทความนี้ด้วย ;-) ]
พี่ชิวครับ
ผมแทนไทนะครับ
คืออยากจะบอกว่า ไอ้ forward mail ที่พี่ได้เนี่ย มันเอามาจากบทความที่ผมเขียนเองแหละครับ
เพียงแต่ที่น่าเศร้าใจคือ มันดันตัดเอามาแต่ช่วงต้น ยังเล่าไม่ทันจบ.. จริงๆ เวอร์ชั่นเต็มคือผมต้องการเล่าว่า ไอ้ที่เค้าบอกว่าตัว n เป็นเรื่องฮวงจุ้ยเนี่ย จริงๆ แล้วเป็นเรื่องโม้
เฉลยที่มาที่แท้จริงของ n เล็ก มันมีเขียนต่อไปอีก แต่เค้าดันตัดมาแค่นี้ มันก็เลยทำให้คนอ่านเข้าใจผิดกันยิ่งเข้าไปใหญ่
ยังไงขอมาชี้แจงไว้ ณ ที่นี้นะครับ
สำหรับคนที่ต้องการอ่านบทความเต็มๆ จริงๆ ขอให้ตามไปอ่านได้ที่
http://www.onopen.com/2007/02/1904
บทความชื่อ "เหา หมา กอริลล่อย" มีทั้งหมด 3 ตอน ธีมที่เขียนคือ ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีที่มา มีเรื่องราวน่าสนใจนอกเหนือจากที่มา 7-Eleven อีกเยอะแยะมากมาย ไหนๆ มาแก้ไขชี้แจงแล้ว ก็ขออนุญาตโปรโมทไปด้วยในตัวเลยละกันนะครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์บัญชา
ด้วยความระลึกถึงยิ่งค่ะอาจารย์ และรู้สึกประทับใจในบันทึกนี้อย่างมาก เพราะทำให้ได้เห็นจริงอีกครั้งว่า "การสื่อสาร" หลากสาร หลายครั้ง จากหลายแหล่ง (มาจากต่างทิศทาง ต่างต้นกำเนิดสาร) จะทำให้เราเข้าใจ "ที่มาที่ไป" หรืออย่างน้อยก็ "เข้าใกล้" ที่มาที่ไปแท้ๆของสิ่งนั้น หรือเรื่องนั้นๆมากขึ้น
.....และทำให้เรารู้เท่าทันการสื่อสารมากขึ้นด้วย....
ดิฉันกำลังสนใจเรื่องการ "ฉุกใจคิด" อย่างยิ่งค่ะอาจารย์ เด็กๆที่ราชภัฏที่ดิฉันอยู่ เรียนวิชา "การคิดและการตัดสินใจ"(Thinking and Decision Making) ที่มุ่งเน้นให้นักศึกษารู้จักคิด มีความคิดสร้างสรรค์ รู้ระเบียบวิธีการคิด เทคนิควิธีในการตัดสินใจและนำไปแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้
ดิฉันนึกสนุกๆว่าบางทีก็ต้องฝึกเด็กๆให้เจอภาวะไร้ระเบียบบ่อยๆ จะได้เรียนรู้การคิดและการตัดสินใจ และลงมือทำจริงอย่างมีคุณภาพในภาวะโกลาหลได้
แล้วก็นึกสนุกต่อไปว่า แรกๆนั้นเมื่อมองอย่างเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ห้องเรียน คือพื้นที่(หรือภาวะ)ที่ถูกจัดให้เข้าระเบียบ ดังนั้นวิธีคิดต่างๆในห้องเรียน ก็ต้องเป็นระบบ ครบถ้วนตามระเบียบ มีความรู้แบบ"เข้าแถว" มาให้อย่างเรียบร้อย จัดลำดับดูดี
ดิฉันสงสัยว่าเรา จะปลูกฝังเด็กๆให้จัดความรู้แบบเข้าแถวมานานเกินไป แถมไม่ค่อยตอบคำถามที่เด็กสงสัย แต่ฝึกให้ตอบตามวิชาที่ผู้ใหญ่จัดมาให้สงสัย : ) ความรู้แบบที่ใช้แก้ปัญหาชีวิตจึงมาเป็นลำดับท้ายๆ (ความรู้แบบวิจัย) เพราะคิดว่าเด็กๆยังเล็กนัก
แต่เมื่อเกิดการเรียนรู้ (ทางหนึ่งจากกระแสชุมชน ชาวบ้าน และปราชญ์ชาวบ้าน นอกเหนือจากการค้นพบในการศึกษากระแสหลัก) ว่าการฝึกแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (problem base) ดูจะได้ผลที่สุดในเวลานี้ จึงเป็นโชคดีอย่างมหาศาลของเด็กๆทั้งประถมและมัธยมที่ได้เรียนการทำโครงงาน และได้ตั้งโจทย์เอง แถมยังได้ฝึกการทำงานเป็นทีมอีกต่างหาก ในเบื้องต้นคุณครูจะเหน็ดเหนื่อยสาหัสกว่าเดิมที่จะต้องฝึกตัวเองให้เป็นวิทยากรกระบวนการ แต่คาดว่าเมื่อชินแล้วจะสนุกกว่าแบบเดิมเยอะ
เมื่อส่งไม้ต่อมือมาถึงอุดมศึกษา หลายวิชาก็มีวิธีเรียนคล้ายกันนี้ ดิฉันก็เลยรู้สึกมีความหวังอย่างสนุกสนานว่าเมื่อเด็กๆได้เรียนรู้ระเบียบวิธีการคิดมาเป็นลำดับอย่างต่อเนื่องแล้วนี้ ก็ต้องแถมเรื่อง "ฉุกใจคิด " เข้าไปอีกเรื่อง เพราะมีอีกหลายเรื่องในชีวิตที่เดินตามลำดับขั้นบันไดไม่ได้ และไม่มีคำตอบสำเร็จรูปอีกต่างหาก เด็กๆต้องหาคำตอบเฉพาะตัวเอาเอง และคำตอบเฉพาะตัวนั้น ต้อง "คิดเอง คิดทัน คิดถูก และทำถูก" ในแวบนั้นด้วย จึงจะรอดพ้นผ่านภาวะโกลาหลนั้นไปได้เป็นช่วงๆ
ดิฉันจึงประทับใจบันทึก เขียนไว้..ให้ลูกอ่าน บันทึกนี้
ของอาจารย์มากนะคะ เพราะจากหนังสือที่อาจารย์แนะนำ เพียงข้อความเดียวที่อาจารย์เลือกมาเล่าให้ฟัง ก็ทำให้ดิฉันได้คิด และคิดต่อไปได้อีกตั้งหลายเรื่อง และลงมือทำอย่างสบายใจไปตลอดชีพ : )
ขอบพระคุณอาจารย์บัญชามากๆอีกครั้งนะคะ
สวัสดีครับ อาจารย์ดอกไม้ทะเล
ยินดีที่บันทึกสั้นๆ บางอันเป็นประโยชน์นะครับ
ช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้เข้ามาใน G2K เท่าไร เพราะกำลังซ่อม-ต่อเติมบ้านอยู่ วันนี้ต้องหยุดงานอีกแล้ว
บล็อก เขียนไว้ให้ลูกอ่าน นี่ ผมยังมีประเด็นอีกจำนวนหนึ่ง ไว้จะหาโอกาสเขียนเพิ่มเติมครับ
สวัสดีครับ คุณ Naree
ต้องขอบคุณคุณแทนไทเขานะครับ เป็นนักเขียนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามากจริงๆ