ผมชอบตั้งคำถามในใจตัวเองตลอดเวลา ทำไม อย่างไร ? การตั้งคำถามของผมจึงไปเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์สังคมที่เห็นรอบตัว ความคิดที่เติบใหญ่ขึ้น ความขัดแย้งระหว่างความคิดกับสิ่งที่เห็นมีมากขึ้น การเฝ้าตั้งคำถามบางครั้งก็ไม่ได้คำตอบเลย ...และพบว่าจะได้คำตอบอีกครั้ง ก็ใช้เวลานาน

ย้อนไปชีวิตผมตอนเป็นเด็ก ความเดียงสาของเด็ก ก็ได้เห็นมุมสังคมที่ดีๆ เห็นสิ่งแวดล้อมที่เห็นอยู่ แต่ไม่ได้เจาะลึกในกระบวนการเป็นมามากนัก สังคมในอุดมคติจึงฝังในความคิดตลอดมา เห็นผู้ใหญ่ที่เห็นต่างก็ทำงานในหน้าที่ของตนเอง ความคิดฝันตรงนั้นผมจึงอยากเป็นผู้ใหญ่สักคนที่เก่งๆ ทำงานตามฝันและอุดมการณ์...ความคิดแบบนี้มีเรื่อยในมโนสำนึกเด็กชายคนหนึ่ง
และพบกับความเป็นจริงเมื่อเติบใหญ่โลกที่งดงามตามอุดมคติไม่เป็นจริงทั้งหมด...แต่ก็ไม่สิ้นหวัง เพราะเราเป็นหนึ่งในนั้นที่จะสร้างสรรค์ในฐานะผู้ใหญ่และคนของสังคม
ความสนใจใคร่รู้ของผม เป็นเรื่องที่ดีมากต่อตนเอง ต่อมาผมก็รู้ว่าการที่ผมครุ่นคิด สงสัย อยากรู้ตลอดเวลานั้น เป็นแรงผลักให้ผมมีนิสัยที่จะขวยขวายมากขึ้น ถึงแม้ว่าเราอยู่ในสภาพที่ขาดแคลน แต่นั่นไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เรารู้ได้น้อยลง เพียงแต่เราขวนขวายมากกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง…และทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอครับ
ชีวิตมหาวิทยาลัย ช่วงเรียนปริญญาโท มีอาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งท่านบอกผมว่า ท่านเหมือนผมตอนนี้ที่ว่า อยากเรียนรู้ตลอดเวลาในช่วงที่เรียนอยู่อเมริกา ท่านก็เก็บความรู้ อยู่ในห้องสมุดอย่างหลงใหล ผมเองเข้าข่ายกระหายความรู้มากเหมือนกับว่ายิ่งอ่านหนังสือยิ่งทำให้ผมไม่รู้มากขึ้น ศาสตร์อันไพศาลทำให้เห็นแง่มุมของบูรณาการทางความคิดที่เชื่อมโยง เรียนทั้งชาติก็ไม่หมด
อ่านมากทำให้ไม่ขัดสนถ้อยคำ เวลาเรานำเสนอออกมาไม่ว่ารูปแบบใด โดยเฉพาะการเขียนบันทึกที่ Gotoknow เราไม่ได้ประดิษฐ์ถ้อยคำที่ไพเราะเลียนแบบนักวิชาการ แต่เราอยากใช้รูปแบบการเขียนเพื่อการสร้างความเข้าใจ เป็นศิลปะที่สอดคล้องกลมกลืน รับประทานได้ง่ายสำหรับผู้เข้ามาชิมลิ้มรส
การจัดการความรู้ของตนเอง จึงมีพัฒนาการมาเรื่อยๆ เช่นนี้ ...ผมจึงมองว่าบริบทของคนหนึ่งคนมีผลมากต่อวิธีคิด วิถีชีวิตตนเองกับคนรอบข้าง การพัฒนาตนเองทั้งภายในและภายนอกเป็นแรงผลักที่สำคัญ ให้เกิดการตกผลึกทางปัญญา มันเกิดขึ้นตลอดเวลารายทาง ผลึกเล็กผลึกน้อยค่อยๆสะสม นั่นคือ Tacit knowledge เป็นภูมิปัญญาของผู้ปฏิบัติ
หากผมจะเปิดชีวิตของตัวเอง โดยการแง้มประตูแห่งความสำเร็จแล้ว (Success story) ตรงนี้ที่ผมเล่าอาจเป็นเพียงเสี้ยวเล็กที่เป็นวิถีแห่งตนตัว ท่ามกลางความโกลาหลของโลกาภิวัตน์ การเปลี่ยนแปลงที่เป็นพลวัตแรงและเร็วจากระดับปัจเจกบุคคลสู่สังคมและโลก
“ผู้มีปัญญาคือผู้ที่จะอยู่รอดได้อย่างมีความสุข” การจัดการความรู้ตนเองจึงเป็นเครื่องมือในการอยู่อย่างมีความสุข มีศักดิ์ศรี ทวนกระแสไปสู่สังคมอุดมปัญญาที่ทุกคนมุ่งหวัง
ข้อเขียนนี้ไม่ได้มุ่งแสดงความอหังการ์ของตนเองเลย ตระหนักอยู่เสมอว่า ยิ่งเข้ามาเรียนรู้ผมกลับมองย้อนมองดูตนเองว่า ตนเองต้องเรียนรู้เพิ่มอีกมากมาย พัฒนาตนเองจากการที่รักการเรียนรู้ ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก มองทุกอย่างอย่างที่เห็น เข้าใจตามสิ่งที่เป็น ใช้ปัญญาตรึกตรองเรียนรู้ และสกัดออกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
เป็นบันใดให้พลังทางปัญญาของผม ก้าวขึ้น ยกระดับความคิดตัวเองไปเรื่อยๆ ครับ
จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
คืน ๑๒ ก.ย.๕๐
เมืองปาย- แม่ฮ่องสอน
ปัญญาเกิดมีได้ด้วยวิธีคิดที่ไม่มุ่งพิชิตทำลาย หากแต่อ่อนน้อมและสยบยอมต่อธรรมชาติ มองตัวตนของเราเองว่าเป็นสิ่งจำกัดในบรรดาสากลจักรวาล มุ่งประสานอย่างกลมกลืนมากกว่าการขัดขืนและเอาชนะ
"ปัญญาที่แท้จึงตัดขาดและเป็นอิสระจากอัตตาธิปไตย หากแต่อ่อนน้อมต่อสรรพสิ่งทั้งหลายในฐานะที่เป็นพลโลกเช่นเดียวกับเรา"
ร่วมสร้างมุมมองครับ เห็นด้วยกับคุณเอกจริงๆ ครับ
อาจารย์
ผมลองถอดชีวิตเสี้ยวหนึ่งออกมาเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนครับ ในแง่มุมของความเป็นไป เขียนเรื่องของตัวเอง ก็ชัดเจนที่จะนำเสนอ
ผมหยิบเอกสารที่มาจาก สคส. เล่มหนึ่ง เห็นข้อความที่น่าสนใจ เขาเขียนว่า
"คนเรามีความสามารถต่างกันในการสะท้อนความรู้ แต่ทุกคนมีโอกาสเท่ากันในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์อันจะนำไปสู่ความรู้"
ผมขอใช้สิทธิ์นั้นครับ
การจัดการความรู้เป็นการเดินทาง และไม่ใช่เป้าหมายปลายทาง นั่นคือ เป็นมรรควิธีที่เราจะก้าวไปสู่ปัญญาที่รังสรรค์ชีวิตเรา
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ครับที่ว่า
"ปัญญาที่แท้จึงตัดขาดและเป็นอิสระจากอัตตาธิปไตย หากแต่อ่อนน้อมต่อสรรพสิ่งทั้งหลายในฐานะที่เป็นพลโลกเช่นเดียวกับเรา"
การเปิดประตูของการเรียนรู้ของเรา จึงเหมือนการให้โอกาสแก่ตัวเองในการพัฒนาตนตัว ดังนั้น หากเราอ่อนน้อมต่อสรรพสิ่ง การเรียนรู้จึงสมานฉันท์ ไม่มีการแก่งแย่ง และเอาชนะคะคานเหมือนการศึกษากระแสหลักที่เราทุกข์ระทมอยู่ทุกวันนี้
ขอบคุณครับอาจารย์มากๆครับ
ผมดีใจนะครับที่อาจารย์แวะเวียนมาให้ข้อคิดเห็น เติมเต็ม
สวัสดีค่ะ
โบราณจึงเปรียบปัญญาเหมือนหญ้าแพรก ที่แตกหน่อไปไม่สิ้นสุด ยิ่งตัด ยิ่งถาก ยิ่งงอกงาม
ขอบคุณค่ะ
“ผู้มีปัญญาคือผู้ที่จะอยู่รอดได้อย่างมีความสุข” การจัดการความรู้ตนเองจึงเป็นเครื่องมือในการอยู่อย่างมีความสุข มีศักดิ์ศรี ทวนกระแสไปสู่สังคมอุดมปัญญาที่ทุกคนมุ่งหวัง
นำภาพนี้มาฝากครับ...ปลาเป็น ว่ายทวนน้ำ
พอจะบอกเล่าถึงต้นตอที่มาของ...ความใฝ่รู้ สักหน่อยได้ไหมครับว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
ผมเองแม้จะมีความใฝ่รู้อยู่บ้าง ซึ่งยังถือว่าเป็นระดับอนุบาลครับ แต่ตระหนักและเห็นคุณค่าของความใฝ่รู้
พยายามถามตัวเองบ่อยๆว่า ความใฝ่รู้ของเราเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ยังถอดรหัสไม่ได้ครับ...ขอบคุณครับ
สวัสดี คุณจตุพร
มองตนเห็นยาก มองคนอื่นเห็นง่าย
สุข สงบ เย็น
<p>rainalone</p>
ผู้ที่จะอยู่รอดคือผู้ที่แข็งแรง มีพลังมาก ๆ นะคะ ไม่รู้ว่าเป็นความคิดของใครเรียนมาก็ลืมแล้วนะคะ
เคยมีคนบอกว่าไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือการกระทำใดใดก็ตามไม่มีถูกหรือผิดเพราะนั้นคือการเรียนรู้และคุณจะรู้มากยิ่งข้นหากสิ่งที่คุณทำมีอุปสรรคเพราะนั้นก็คือการเรียนรู้แม้งานนั้นสำเร็จและออกมาอย่างไรให้คิดว่าไม่มีอะไรที่ดีที่สุดมีเพราะจะมีแต่ดีกว่านี้และจะดีขึ้นเรื่อยๆจริงมั๊ยคะนกยังกล้าบินทวนลมเพื่อไปยังจุดหมายดังที่คิดก็เหมือนคนเราต้องกล้าที่จะก้าว
คุณจตุพร
ผมจะไม่ปลาดใจเลยถ้าตอนนี้คุณอายุ ๘๐ ปี
นี่คุณอายุ ๓๒ ปี คุณโตเร็วมาก (ทางความคิด) พอๆกับคุณเม้ง
ทำให้ผมนึกถึง "ขงเบ้ง" "บังทอง" และสมาชิกเครือข่ายปราชญ์ทั้งหลาย ที่ออกช่วยเล่าปี่ และก๊กอื่นๆ สู้รบตอนอายุ ๒๕ ที่ปราดเปรื่อง เทียบได้ทุกระดับ โดยไม่จำกัดอายุ
นี่แหละความเป็นปราชญ์ มันไม่เกี่ยวกับอายุเลยครับ
ผมอ่านสามก๊ก ดูหนังสามก๊ก ก็ยังไม่ซึ้งในปรัชญานี้เท่ากับอ่านเรื่องที่คุณเขียน
นับถือ นับถือ
สวัสดีครับ คุณ
ขอบคุณกัลยาณมิตรทางปัญญาที่น่ารัก
อนาคตอยู่ที่การเติบโตทางปัญญา ไม่ใช่การเติบโตทางเศรษฐกิจ
คุณคงเห็นปรากฏการณ์ฟองสบู่แล้วนะครับ ว่าในส่งผลกับประเทศเราขนาดไหน เพราะเราไปผูกความหวังของชาติไว้ที่เศรษฐกิจ GDP (Gross Domestic Product)อย่างเชื่อมั่น
สังคมไทยในตอนนั้น ตกอยู่ใน โมหภูมิ (คำของท่าน อ.หมอ ประเวศ) เพราะเอาเศรษฐกิจที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง เป็นสื่อของความโลภจริตและความรุนแรง
ประสบการณ์ครั้งนั้นเอง ทำให้เรากลับตัว การกลับตัวคือการเริ่มต้น ตามที่ปราญช์ท่านหนึ่งกล่าวไว้...
หากเราเห็นบริบทอันเป็นประสบการณ์ เราจะเห็นว่า ปัญญา เป็นสิ่งที่ทำให้เรารอดพ้นจากปัญหาของมนุษย์ เพราะสิ่งสูงสุดในการขบคิดแก้ปมจำเป็นต้องอาศัยปัญญายิ่งยวด เป็นสัมมาทิฎฐิที่ย่อมนำมาซึ่งสัมมาปฏิบัติ
ในปัจเจกอย่างเรา ...จำเป็นต้องพัฒนาตนเอง แม้ว่าระบบที่มีอยู่ไม่ได้เอื้อให้เราเรียนรู้ที่ดีได้เลย หากทุนทางปัญญาที่เรามีอยู่บ้าง จะช่วยให้เราปรับเปลี่ยนตัวเองจากภายใน เป็นบุคคลเรียนรู้ ...นั่น จึงเป้นทางรอดของปัจเจกแบบเราที่ชาญฉลาด
เหมือนที่คุณเปรียบไว้ว่า
"โบราณจึงเปรียบปัญญาเหมือนหญ้าแพรก ที่แตกหน่อไปไม่สิ้นสุด ยิ่งตัด ยิ่งถาก ยิ่งงอกงาม"
สวัสดีครับพี่กบ
ข้ามสีทันดร
อย่างที่เกริ่นไว้ในบันทึกว่า ผมมิได้มีประสงค์กล่าวอวดอ้างตนเองแต่ประการใด เพียงแต่ว่าอยากเล่ามุมคิดของตนเองที่เป็นตัวเองลงในบันทึกเพื่อแลกเปลี่ยน...
ผมไม่ได้ต่างกับคนทั่วไปเลย และผมก็เชื่อว่าบุคคลทั่วไปเองก็กระหายใคร่รู้อยู่เป็นพื้นฐาน ส่วนจะมากน้อย นั่นหละเป็นเรื่องของบุคคลแล้ว
ผมต่างจากหลายคนคือโอกาสที่ผมต้องขวนขวายมากกว่าผู้อื่นกระมัง...
เด็กบ้านป่า โรงเรียนมัธยมไกลโพ้น ความไม่สมบูรณ์เราต้องหาสิ่งเต็มเต็มให้กับตัวเอง...
ในขณะที่โลกข้างนอกเดินทางไปเร็ว ผมก็เห็นปัจจัยที่เอื้อ ก็เลยคิดว่าหากผมจะไปแบบเขาได้ ผมต้องทำยังไง...
ผมทำในมหภาคไม่ได้ ผมก็เปลี่ยนแปลงตัวเองดีกว่า อ่าน อ่าน และอ่านทุกอย่างที่อยู่รอบตัว ทำความเข้าใจ ไม่รู้ก็ถาม ถาม และถาม
เชื่อมั้ยว่า ถุงกล้วยแขกผมยังเก็บมาอ่าน จับใจความ ...ทั้งหมดนั่นคือประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดเเรงผลักให้เป็นคนสนใจใคร่รู้
ผมอ่านThe Fifth Discipline : The Art and Practice of the Learning Organization และมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับบุคคลเรียนรู้นำมาฝากครับ
"บุคคลเรียนรู้ จะต้องรู้จักวิธีคิด และมีวิธีคิดที่ถูกต้อง รู้จักวิธีคิดหลาย ๆ วิธีสำหรับใช้ในสถานการณ์ที่ต่างกัน รวมทั้งมีวิธีสร้าง “แบบจำลองความคิด” ที่ถูกต้อง สำหรับทำให้ตนเองไม่ตกเป็นทาสของความคิดผิด ๆ ที่ปิดกั้นศักยภาพในการเป็น “บุคคลเรียนรู้”
แบบจำลองความคิดอาจเป็นเรื่องของการ “ตีตรา” ในลักษณะที่ฝรั่งเรียกว่า generalization เช่น “ทหารมีระเบียบวินัย” “เป็นเมียทหารนับขวด เป็นเมียตำรวจนับแบงค์” “นักการเมืองเป็นคนเชื่อไม่ได้” แบบจำลองความคิดอันเลื่องลือในทางการบริหาร คือ ทฤษฎีเอ็กซ์ กับทฤษฎีวาย ทฤษฎีเอ็กซ์มาจากแบบจำลองความคิดว่ามนุษย์มีลักษณะขี้เกียจ คอยแต่จะหาโอกาสเบี้ยวงาน ส่วนทฤษฎีวาย มาจากแบบจำลองความคิดว่ามนุษย์มีพื้นฐานดี รักดี อยากประสบความสำเร็จในชีวิต
จะเห็นว่าแบบจำลองความคิดมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนอย่างมากมาย เพราะเป็นเสมือน “แว่น” กำหนดสิ่งที่เรา “เห็น” และเป็นคำอธิบายว่าทำไมคนสองคนมององค์การเดียวกัน แต่ “เห็น” ไม่เหมือนกัน และทำให้ความคิดเห็นของคนจำนวนหนึ่งต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งแตกต่างกันมาก
แบบจำลองความคิดที่ถูกต้อง เป็นบ่อเกิดของพลังในการเป็นบุคคลเรียนรู้
ความเข้าใจอิทธิพลของแบบจำลองความคิด ทำให้เราเข้าใจผู้อื่น เข้าใจความหลากหลายของความคิด และสามารถใช้พลังของความหลากหลายในการเรียนรู้ และในการสร้างความสำเร็จให้แก่องค์การ
ตัวอย่างของการยึดมั่นอยู่กับแบบจำลองความคิดที่หมดสมัย และก่อผลเสียหายอย่างมโหฬาร คือ
อุตสาหกรรมรถยนต์ในสหรัฐอเมริกา ในช่วง 20 ปี ระหว่างทศวรรษที่ 1970 และ 1980 ทำให้รถญี่ปุ่นและรถยุโรปเข้าไปแย่งตลาดได้ถึงเกือบร้อยละ 40 คือ รูปแบบความคิดของอุตสาหกรรมรถยนต์อเมริกันว่า
(1) คนอเมริกันซื้อรถยนต์เพื่อเป็นเครื่องบอกฐานะ จุดสำคัญจึงอยู่ที่รูปลักษณ์ หรือการออกแบบ ไม่ใช่คุณภาพ
(2) ตลาดอเมริกันแยกตัวจากส่วนอื่นของโลก
(3) คนงานไม่มีส่วนในการพัฒนาประสิทธิภาพงาน หรือคุณภาพของผลิตภัณฑ์
น่าสนใจมากเลยนะครับ ที่เขามองว่า คนที่เป็นบุคคลเรียนรู้นั้นจะต้องรู้จักวิธีคิด และมีวิธีคิดที่ถูกต้อง รู้จักวิธีคิดหลาย ๆ วิธีสำหรับใช้ในสถานการณ์ที่ต่างกัน รวมทั้งมีวิธีสร้าง “แบบจำลองความคิด” ที่ถูกต้อง สำหรับทำให้ตนเองไม่ตกเป็นทาสของความคิดผิด ๆ ที่ปิดกั้นศักยภาพในการเป็น “บุคคลเรียนรู้”
สวัสดีครับท่าน thassana wong
มองตนเห็นยาก มองคนอื่นเห็นง่าย
เป็นประโยคที่เป็นจริงครับ
การมองตนออก เป็นการวิเคราะห์ตนเอง เพื่อหาช่องทางในการพัฒนาตัวเอง รู้สิ่งใดขาด สิ่งไหนเกิน ปรับพอดีให้สมดุลย์ทั้งความคิดและจิตใจ ตลอดจนการสร้างผลึกทางปัญญา
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ คุณ
ผู้ที่อยู่รอดนั้น เป็นคนที่แข็งแรงและมีพลัง
คุณรัตน์ชนก โอ่คำ คงหมายถึง ผู้ที่มีพลังของปัญญา ใช่มั้ยครับ
คำถามต่อจากนี้คือ "จะทำอย่างไรให้มีปัญญา" หากเงื่อนไขที่เป็นจริงในปัจจุบัน เป็น "ระบบการศึกษาที่ไม่เอื้อให้เกิดการพัฒนาคน"
เป็นการยากและยากมากขึ้น เมื่อระบบการศึกษาถูกใช้เป็นเครื่องมือของสถาบันเพื่อสร้างรายได้ให้กับบุคคลกุ่มหนึ่ง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคม ประเทศชาติในอนาคต...อาจไม่ต้องมองไกลถึงอนาคตก็ได้ ปัจจุบันเราก็เห็นความล้มเหลวทางปัญญาของคนในชาติเรามีให้เห็นตลอดเวลา
เราให้ความสำคัญกับ ความรู้ที่เป็นความรู้กระแสหลักหลักการและทฤษฎีมากเกินไปด้วย เราลืมการเรียนรู้ที่เกิดจากวิถีชีวิต หรือการเรียนรู้จากการปฏิบัติของผู้ปฏิบัติ
เราว่ายน้ำได้ ใช่ว่าเราจะทำได้เลยหลังจากอ่านทฤษฏีมาแล้วอย่างช่ำชอง หลับตาก็เห็นทฤษฏีตรงเป๊ะ แต่เกิดจาก การปฏิบัติและผู้ปฏิบัติ สร้างความรู้ที่วอดคล้องกับชีวิต
การสังเคราะห์ความรู้จากการปฏิบัติจริง ได้ผลจริง เป็นทฤษฏีที่อยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง เกิดความเข้มแข็งทางปัญญา ที่คุณรัตน์ชนก โอ่คำ บอกว่า "เข้มแข็ง" และ มี "พลัง" นั่นเอง
สวัสดีครับคุณแก้ว
ผมเห็นต่างบ้างครับ
ผมมองว่า
การเรียนรู้ และการปฏิบัตินั้น มี "ถูก" และ มี "ผิด" ตามกฏเกณฑ์-จารีต ที่ตั้งไว้ควบคุม และการที่เราได้ปฏิบัติการลงไปนั้นตามความรู้และประสบการณ์ไม่ว่าจะถูกผิดอย่างไร นั่นคือ ความรู้แฝงที่เราเก็บไว้เป็นพลังปัญญาของผู้ปฏิบัติ
ผิด ไม่ทำซ้ำอีก ถูก ก็ยกระดับขึ้นไป ทำต่อให้ถูกต้องสอดคล้องบริบทสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปมากขึ้น
นั่นคือ "พลังของปัญญา" ที่เรามี พร้อมใช้ทุกครั้งเมื่อเจอวิกฤติ หรือปัญหา
สวัสดีครับ อาจารย์ ดร.แสวง
เป็นเกียรติ และเป็นคำชมที่ให้เกียรติผมมากครับ
ยิ่งท่านชมกระผม ยิ่งทำให้ผมตัวเล็กลงเรื่อยๆ เป็นพลังให้ผมแสวงหาความรู้อีกมากๆขึ้นไปเพื่อพัฒนา"ปัญญา" ของตัวเอง
ผมเคยเขียนเกี่ยวกับความคิดของตัวเอง ไว้ในบันทึกหนึ่งของคุณเบิร์ด นั่นเป็นแรงผลักและเป็นวิถีของผมที่ทำให้ผมเดินไปบางครั้งต้องอาศัยโมเดลที่เป็น the hero ครับ ผมประทับใจ มูซาซิ และโอบีวัน และนั่นเป็นแรงบันดาลใจของผม
"....แต่จะเก่งกาจแค่ไหน หากไม่หลุดพ้นจากตัวตน ค้นหาหนทางที่เรียกว่า The Way หรือ อภิมรรค ที่เป็นเส้นทางก้าวไปสู่อริยสัจ
ผมปรารถนาอยากเป็นแบบวิถีบุคคลเหล่านี้ในโลกของความเป็นจริง เราก็ต่อสู้กับสรรพสิ่ง และต่อสู้อย่างหนักหน่วงกับตัวเราเอง
ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะค้นหาวิธีหลุดพ้นและ ผมจะค้นพบ อภิมรรค ได้เมื่อไหร่? ...."
ขอบคุณอาจารย์ ดร.แสวง มากครับ
สวัสดีครับ คุณนารี
อาจเป็นปฐมบทที่เล่ามาครับ เป็นการค้นหาตนเองทีละน้อย ...และการปฏิบัติพร้อมกับการเรียนรู้ทำให้ความคิดผมเติบโตขึ้นมากทีเดียว
อย่างที่ผมเกริ่นครับ ผมไม่ได้อหังการ์ที่นำตัวตนมาเปิดเผยแบบนี้ แต่เป็นความพยายามของตนเองที่ผ่านกาลเวลาและปัจจัยที่แตกต่างจากคนอื่น
แต่อยากชี้ให้ผู้อ่านมองเห็นความสำคัญของ การให้พลังกับการสนใจใคร่รู้ เพราะเหล่านี้เป็นวุตถุดิบทางปัญญา
ถึงวันนี้เองผมก็ต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆมากขึ้นทวีคูณ เพราะเราเดินเข้ามาในวงผู้มีปัญญาเช่น gotoknnow แล้ว ทำให้รู้ว่าโลกแห่งปัญญาไพศาลมาก
ผมเป็นเด็กน้อยในพื้นที่ตรงนี้ครับ
ปักเจกที่มีปัญญาเป็นส่วนประกอบที่ดีของสังคมในอุดมคติ...เราควรต้องมองตนเองให้ทะลุ และคิดยุทธศาสตร์พัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบ
เชื่อแน่ว่า โรดแมบทุกคนต่างกัน แต่เป้าหมายคือ หลุดพ้น อวิชชาสู่วิชชา ที่เป็นเสบียงปัญญาสำหรับตนเองและสังคม
ขอบคุณครับมิตรที่ดี คุณนารี
"แบบจำลองความคิดที่ถูกต้อง เป็นบ่อเกิดของพลังในการเป็นบุคคลเรียนรู้
ความเข้าใจอิทธิพลของแบบจำลองความคิด ทำให้เราเข้าใจผู้อื่น เข้าใจความหลากหลายของความคิด และสามารถใช้พลังของความหลากหลายในการเรียนรู้ และในการสร้างความสำเร็จให้แก่องค์การ"
Reading makes a good man, writing a better man.
---^.^---
อ่านข้อเสนอแนะพี่กบแล้วนั่งยิ้มๆครับ
เห็นทฤษฏีน่ารักๆ ว่า "คนใฝ่รู้ ชอบอ่านถุงกล้วยแขก"ผมก็มองว่าไอ้เจ้าถุงกล้วยแขกนี่หละมันใกล้ตัวที่สุด ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งบอกผมว่าให้เคารพ หนังสือ แม้หนังสือพิมพ์ก็ห้ามรองนั่ง...เชื่อมั้ยว่าผมไม่เคยใช้หนังสือพิมพ์รองนั่งเลย
ทฤษฏีถุงกล้วยแขกอันนี้ อาจเป็นตัวอย่างของการอยากรู้ ใคร่รู้ของบุคคลได้ครับ ไม่ว่าอะไรก็ต้องขออ่าน ขอดู
หามองตามแบบของนักปรับปรุงพันธุ์แล้ว น่าสนใจไม่น้อยครับ ปัจจัยอะไรก็ตาม ที่เป็นสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาตนเอง ปัจจัยนั้นน่าจะเป็นปัจจัยเชื่อมโยงการเป็นบุคคลเรียนรู้
ขอบคุณครับ มุมมองน่ารักๆและเป็นมิตร