ความยากจนในสังคมและภาคเกษตรกรรมของไทย (๑๔) : การอยู่อย่างขาดความรู้ “สติ” และ “ปัญญา”

เราจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหันกลับมามองระบบ“การศึกษา” ที่แปลว่า การพัฒนาคน.......ไม่ใช่การศึกษาเพื่อกระดาษเปื้อนหมึกสักแผ่นสองแผ่น......แล้วใช้กระดาษนั้นแปลงร่างตัวเองเป็นมนุษย์เงินเดือน

  ตอนนี้การแสดงความคิด ดังๆ ของผมเริ่มงวดเข้ามาในประเด็นลึกๆ ของระบบคิดของคนไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรไทย  

เท่าที่ผมสัมผัสมาด้วยตัวเองเลยนะครับ  

ผมได้พบและ"คิด"ว่า   

กลุ่มคนที่ยังดำผุดดำว่ายในกระแสเชี่ยวกรากของทุนนิยมนั้น 

·        ขาดความรู้ แต่ก็ไม่หาความรู้ เพราะไม่รู้ว่าตัวเองขาดความรู้

 o       และไม่ต้องถามต่อเลยนะครับว่า ความรู้ที่ขาดนั้นจะ

§        หาที่ไหน

§        หาอย่างไร

§        หากับใคร

§        หาเมื่อไหร่

o       เพราะ แค่รู้ว่ารู้ก็ใช้ไม่หมดเลย

o       ความรู้ว่าไม่รู้ ยิ่งไม่มีในระบบคิดเลย

o       และ ความไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ เลยครองโลก และคิดว่าตัวเอง ฉลาดที่สุดในโลก ครับ

·        ขาดสติ เลยไม่เคยมีสติ มาพิจารณาว่าตัวเองขาดสติ ในเรื่องอะไรบ้าง

o       เลยทำตามอารมณ์

o       ตามความรู้สึก และ

o       ตามเหตุการณ์เฉพาะหน้า

·        ขาดปัญญา (วิชชา) และไม่มีปัญญาพิจารณาว่าตัวเองขาดปัญญาเรื่องอะไรบ้าง ทำไม จะแก้ไข หรือพัฒนาอย่างไร 

เราจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหันกลับมามองระบบ 

 

 การศึกษา ที่แปลว่า การพัฒนาคน 

 

ไม่ใช่ ความหมายที่ใช้ ที่ว่า 

แค่มีกระทรวง มีครู มีโรงเรียน มีเอกสาร เพียงอย่างเดียว 

แต่ ต้องเป็นการศึกษาที่ทำให้คน รู้เท่าทัน มีสติ มีปัญญา

 

ที่จะเอาตัวรอด พาคนอื่นรอด และไม่ทำร้ายใคร ทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม

ที่น่าจะเรียกว่า 

 

การศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม 

 

ไม่ใช่การศึกษาเพื่อกระดาษเปื้อนหมึกสักแผ่นสองแผ่น  

 

แล้วใช้กระดาษนั้นแปลงร่างตัวเองเป็นมนุษย์เงินเดือน 

 

อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 

 

ช่วยกันคิดหน่อยได้ไหมครับว่าเราจะเริ่มตรงไหนดี 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความรู้เพื่อชีวิต



ความเห็น (10)

เขียนเมื่อ 

คงต้องแก้ที่รูปแบบและจุดเน้นการให้การศึกษาใน 2-3 ลักษณะคือ

  1. การศึกษาในระบบ รัฐต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาระดับฐานล่าง  นับตั้งแต่ชั้นอนุบาล ไปจนถึง ม.6 มากที่สุด  เพราะเป็นการศึกษของคนส่วนใหญ่  และที่สำคัญการสร้างคนก็มีนัยสำคัญเหมือนๆกับการสร้างตึก กล่าวคือ หากฐานล่างมั่นคงแข็งแรงดีแล้ว คุณจะเอาตึกสูง ใหญ่ สวย ทันสมัยแค่ไหนก็ย่อมได้ และตึกสูงใหญ่เหล่านั้น  ก็จะสามารถรองรับการปรับปรุงเปลี่ยนในอนาคตได้อย่างเต็มที่เหมือนกัน  แต่ที่ผ่านมาการศึกษาระดับฐานล่างของไทย เหมือนกับเลี้ยงบอนไซในกระถาง "ไม่ตายแต่ไม่โต"
  2. การศึกษานอกระบบ ควรเป็นการศึกษาของชุมชน โดยรัฐและชุมชน เพื่อชุมชนและรัฐ   ตัวอย่างที่มีให้เห็นแล้วก็คือมหาชีวาลัยอีสาน(ที่รัฐควรให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ห้ามจุ้นจ้านจนเสียรูปแบบเฉพาะตัว)  และอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งมีรูปแบบเฉพาะตัวก็คือ การศึกษาของชาวอโศก

หมายเหตุ  หากการศึกษาสามารถปรับทัศนคติของผู้คนให้สร้างสังคมในรูปแบบที่คล้ายคลึงหรือใกล้เคียงกับสังคมของชาวอโศกได้  ก็จะดียิ่งครับ

ครูวุฒิครับ

ปฏิวัติคราวหน้า ผมรู้แล้วว่า รัฐมนตรีกระทรวงศึกาจะเป็นใคร

หนักแน่นไว้ครับ

ปานประหนึ่งขุนเขา ครับ แล้วเราจะได้ทำงานเพื่อชุมชนต่อไปครับ

เขียนเมื่อ 
  • น่าเป็นห่วงคะอาจารย์ที่คนระดับล่างถูกทอดทิ้งแบบนี้
  • การพัฒนาจะก้าวไปไม่ถึงไหนคะ
  • ถ้าฐานรากยังแคระแกรนแบบนี้คะ

ไม่ใช่แค่ฐานรากถูกทิ้งนะครับ

คนที่อยู่ที่ฐานรากก็พยายามวิ่งหนีเงาตัวเองอีกต่างหาก

ทั้งทิ้งทั้งทำลายฐานทำมาหากินของตนเอง เพราะมองไม่เห็นทางออก ให้กับตัวเองและลูกหลาน ครับ

ถ้าไม่มีกระแสเศรษฐกิจพอเพียง เข้ามากระตุกไว้บ้าง ป่านนี้ไม่รู้เตลิดไปถึงไหนแล้วครับ

เรียกว่า ถ้าจะรอด ก็เพราะ พระบารมีแหละครับ

อรอุมา
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 

อาจารย์ค่ะส่วนมากชาวบ้านยังไม่รู้ว่าการทำนาแบบบูรณาการทำอย่างไรและการจัดการที่ดินหามายความว่าอย่างไร

อร
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 

หากหนูอยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำนาแบบไม่ไถ ไม่ดำ ไม่หว่าน หนูจะทำอย่างไรค่ะ เพราะหนูอยากมีโครงการให้อาจารย์มาบรรยายที่บ้านจะทำอย่างไรดีค่ะ

ก็เชิญมาซิครับ ไม่เห็นยากตรงไหน ว่างก็ไปได้เท่านั้นเอง

เขียนเมื่อ 

ข้อมูลเกี่ยวกับการทำนาแบบไม่ไถ ไม่ดำ ไม่หว่าน มีลิ้งข้อมูล หรือบล็อกที่เกี่ยวข้องใหมครับ (น่าสนใจมาก)

ลองสืบค้นดูในสารบัญเลยครับ ง่ายที่สุดครับ

เขียนเมื่อ 

ต้องศึกษาบ้างแล้ว ไม่ใช้เพราะกลัวตกเทรน

แต่กลัวว่าลูกหลานในอนาคตจะไม่มีข้าวกิน

จึงขอเรียนรู้การทำนาแบบไม่ไถ ไม่ดำ ไม่หว่าน ด้วยคนค่ะ

ขอบคุณค่ะ

 

หมายเลขบันทึก

127587

เขียน

13 Sep 2007 @ 12:07
()

แก้ไข

07 Jun 2012 @ 09:51
()

สัญญาอนุญาต

สงวนสิทธิ์ทุกประการ
ความเห็น: 10, อ่าน: คลิก