ช่วงที่มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม นำคณาจารย์มาเยี่ยม และได้ชวนนักศึกษามาเที่ยวด้วยหลายคน  ก่อนกลับเราตั้งวงสนทนากัน ผมได้รับคำถามจากนักศึกษาและอาจารย์ ตามที่ออตเล้าข้าวเล่าในBlogไปแล้ว แต่มีคำถามหนึ่ง นักศึกษาหนุ่มถามว่า 

ผมอยากจะทำแบบครูบา แต่ไม่มีทุนจะทำยังไง

ผมก็บอกว่า..

การที่ได้เป็นนักศึกษา ได้อยู่ในสถาบันการศึกษา มีครูบาอาจารย์ถ่ายทอดความรู้ให้ มีความรู้พอที่จะต่อยอด และรู้วิธีที่จะแสวงหาความรู้ ที่สำคัญยังหนุ่มแน่นมีสุขภาพแข็งแรง สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นต้นทุนที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว ยังโชคดีกว่าเด็กที่ขาดแคลนโอกาสที่อยู่ทั่วโลกอีกหลายร้อยล้านคนนัก 

  • ขอให้รักตัวเองให้มากๆ
  • ขอให้เชื่อมั่นตัวเองบ้าง
  • ขอให้ลงมือทำงานเพื่ออนาคตให้เต็มที่
  • ขออย่าได้รีรออะไร
  • ขอให้ดูนักศึกษาจากราชธานีอโศกเป็นตัวอย่าง

 

( หมาที่เจ้าของรัก กับ หมาที่เจ้าของชัง ภาพจากเฮฮา3 บางทราย) 

ผมคิดว่า ที่นักศึกษาตกอยู่ในอาการเช่นนี้  มีที่ไปที่มาเช่นเดียวกัน..พบว่ามีผู้เรียนจำนวนมากเรียนเพื่อทำข้อสอบให้ผ่านหรือเพื่อสอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาให้ได้ มากกว่าเรียนเพื่อรู้และเข้าใจ  ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากระบบการประเมินผลการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนท่องจำและสอบผ่าน  

ส่งผลให้การปลูกฝังการรักการเรียนรู้อาจไม่สำเร็จเท่าที่ควร โดยมีผู้เรียนจำนวนมากตกอยู่ในสภาวการณ์เช่นนี้ รวมทั้งพบว่า สภาพเศรษฐกิจที่มุ่งแข่งขัน ทำให้การจัดการศึกษามุ่งพัฒนาทางวิชาการเป็นสำคัญ ในขณะที่ระบบการศึกษายังไม่สามารถพัฒนาทักษะการคิดของผู้เรียนได้เท่าที่ควร เนื่องด้วยการจัดการเรียนการสอน ยังมุ่งสอนให้คนคิดตามผู้สอนป้อนความรู้(Feeding of Knowledge) มากกว่าให้คิดสิ่งใหม่ๆ 

การเรียนรู้ จะทำให้คนได้สืบค้นหาศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง ค้นพบ ทุนที่แท้จริงที่ยังคงเหลืออยู่ไม่น้อยในชุมชน ทุนทรัพยากร ทุนโภคทรัพย์ ผลผลิต ความรู้ ภูมิปัญญา ทุนทางศีลธรรม ทุนวัฒนธรรม ทุนทางสังคม ที่จะทำให้เกิดนวัตกรรมซึ่งหมายถึงการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ที่มีฐานอยู่ที่ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผสมผสานกับความรู้สากลหรือความรู้จากวัฒนธรรมอื่น โดยอาศัยทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลัก