วิธีการใช้ทรัพย์

  การใช้ทรัพย์  

   วิธีการใช้ทรัพย์

      เมื่อเช้าชมข่าวหนุ่มไทยผู้โชคดีถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลไทย งวดประจำวันที่ 1 กันยายนที่ผ่าน ได้รับเงินรางวัลที่ 1 และได้รับรางวัลพิเศษได้เงินรวม 38 ล้านบาท  หลายคนขอบตาร้อนผ่าวว่าเมื่อไหร่จะโชคดีแบบเขาบ้าง..... ชายหนุ่มดังกล่าวไปกราบแม่และให่เงินแม่ 4 ล้าน และบอกจะสร้างบ้านให้แม่กับพ่ออยู่ใหม่ แล้วไม่ต้องค้าขายแล้วให้มาเลี้ยงลูกตนเองก็พอ  ..แม่ของชายหนุ่มเตือนลูกว่าใช้เงินให้เป็น......บางคนอาจเถียงว่ายากอะไร  เรื่องใช้เงินหรือวิธีการใช้ทรัพย์  ผู้เขียนว่าไม่อยากหรอกถ้าใช้แบบไม่คิด เหมือนที่มีรายการทีวีนำคนที่ถูกหวยดังกล่าวมานำเสนอว่าเป็นคนเก็บของเก่าขายพอถูกหวยก็ไม่ทำมาหากินแล้ว ..ใช้แต่เงินอย่างเดียว ...เที่ยวไปทั่วร้อยเอ็ดเจ็ดย่าน ...ไปที่ไหนเพื่อนฝูงก็ห้อมล้อม...เฮฮาปาร์ตี้..กินดื่ม..แถมใจดีทิปเด็กที่มาบริการอวดมั่งมี  อยู่ได้ไม่นาน.......เงินที่มีก็หมด...กลับมาทำงานเก็บของเก่าขายเหมือนเดิม....บ้านก็แทบไม่มีที่ซุกหัวนอน ....หรืออีกรายที่เป็นคนแก่ใจดี ....เจ้าของค่ายมวย...ถูกหวยรางวัลที่ 1 อีกนั้นแหละ..แต่ใจดีเหลือเกิน   ใครยากจน..มาขอ..ก็ให้ ...ทุกคนได้กันทั่วหน้า  เพราะความใจดี และตนเองก็ไม่มีลูกหลานหรือญาติ   สุดท้ายต้องมาออกข่าวว่าเงินที่ถูกหวยหมดแล้วนะ.........เห็นไหมว่า...ใครว่ามีเงินมาก....แล้วไม่มีวันหมด ...หมดแน่ถ้าไม่รู้วิธีการใช้ทรัพย์ที่ถูกต้อง   ในทางพุทธศาสนา   พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงวิธีการใช้ทรัพย์ไว้มากมาย เรียกว่า" หลักโภควิภาค"  แต่ในที่นี้จะนำวิธีการใช้ทรัพย์ที่ควรนำมาเป็นหลักในการใช้ในชีวิต..

1. ทิ้งเหวลึก  คือ กินใช้ประจำวันเท่าที่จำเป็น ไม่ฟุ้งเฟ้อ

2. คืนให้ท่าน คือ เลี้ยงดูผู้มีอุปการคุณ บิดามารดา ผู้มีพระคุณ

3. หมั่นทำบุญ คือ สั่งสมไว้เป็นเสบียงในปรโลก (ชาวพุทธ)

4. อุดหนุนลูกหลาน คือ ช่วยเหลือบุตรธิดา ลูกหลาน

    สี่ข้อที่กล่าวมาไม่ว่ารวยหรือจน    ถ้ารู้หลักเศรษฐกิจพอเพียงที่หลายคนได้ยินได้ฟังกันจนชินหู  แล้ว....ทรัพย์ที่มีก็ไม่หดหายไปไหน ...อีกอย่างไม่ควรหยุดประกอบสัมมาอาชีพ  เพราะถ้าหยุด....ทุกวันนี้ดอกเบี้ยธนาคารถูก   แต่เวลากู้ดอกแพงจริงๆ  รอกินดอกอย่างเดียวคงไม่ไหว  แต่ก็ไม่โลภจนเกิดการหลอกลวงระดับคนมีสตังค์ฝากเงินหลายบัญชี ...ถูกเจ้าหน้าที่ธนาคารที่รู้จักกันดีหลอกให้ถอนบัญชี 10 กว่าเล่ม รวมเปิดบัญชีเดียวเพื่อจะได้ดอกเบี้ยสูงๆ และไม่ต้องเสียภาษีอีก ดีที่ไหวตัวทัน..ไม่สูญเสียเงิน  70 ล้านไป 

     ในหัวข้อที่กล่าวว่า....หมั่นทำบุญ... มีเหมือนกันคนที่ลุ่มหลงในลัทธิบางลัทธิ....เวลาชวนญาติโยมทำบุญครั้งหนึ่งต้องไม่ต่ำกว่าหมื่น ...เรียกว่าทำบุญเอาหน้า   ที่เขาทำกันเป็นหมื่นเป็นแสนเขาทำได้เพราะมีเงินเป็นร้อยล้าน พันล้าน แต่ถ้าคุณล้านนิดๆ แล้วไปทำบุญอย่างเขา  เวลากินก็เบียดเสียดหวังไว้กินบุญชาติหน้านั้นก็เกินไป....ขนาดชาตินี้ยังอดยากเลย  แล้วชาติหน้าจะได้กินเหรอ   เดินสายกลางไว้หน่อย เห็นช้างขี้แล้วขี้ตามช้างไม่ไหวมั้ง

   ส่วนข้อ 2 กับข้อ 4 นั้นเป็นเรื่องปกติของคนไทย เมื่อมั่งมีแล้วต้องไม่ลืมพ่อแม่ และต้องเกื้อกูลลูกหลาน   ถึงไม่มีก็ต้องดูแลกันไปเพราะเป็นหน้าที่ของบุตร( ดูแลพ่อแม่)และหน้าที่ของบิดามารดา(ดูแลลูกหลานด้วยความเอาใจใส่)   และท้ายนี้ขอฝากกลอนมอม้าที่ผู้เขียนจำมาไม่หมดและอาจไม่ถูกต้องให้อ่านกันเป็นข้อคิดเตือนใจบ้าง  ( หากใครจำบทกลอนดังกล่าวได้ช่วยกรุณานำเสนอมาได้)

   เมื่อมั่งมีมิตรมากมายล้วนหมายมอง

เมื่อมัวหมองแม้นหมูหมายังหมางเมิน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เล่าสู่กันฟัง!

คำสำคัญ (Tags)#โรงเรียนบ้านกร่างวิทยาคม

หมายเลขบันทึก: 125081, เขียน: 04 Sep 2007 @ 21:53, แก้ไข, 16 Apr 2012 @ 21:25, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (2)

 

                เคยได้ยินกลอนบทนี้มาเหมือนกัน  พอจำได้ว่าดังนี้

                      เมื่อมั่งมีมากมายมิตรหมายมอง

           เมื่อมัวหมองมิตรมองเหมือนหมูหมา

           เมื่อไม่มีหมู่มิตรไม่มองมา

           เมื่อมอดม้วยแม้หมูหมาไม่มามอง 

ผิดถูกอย่างไรขออภัยนะคะ                   

   ขอบคุณครูน้อยมากเลยที่ช่วยนึกบทกลอนมอม้า...มาให้จนครบ...คนแก่ก็หลงๆลืมๆ จำผิดจำไม่ถูกแบบนี้แหละ  เกือบทำให้กลอนเขาเสียซะแล้ว...