นี่คือสุดยอดธรรมชาติอันงดงามยิ่งของญี่ปุ่น

  <h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">    Fujiyama ในวันท้องฟ้าสดใสสีคราม </h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">    ปรากฏการณ์ที่น้อยนักจะได้เห็น    </h1><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">————————————————————</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">             </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">            สูตร 678 ของไกด์ราณี เริ่มใช้เป็นวันแรก นั่นหมายถึงปลุก 6 โมง กินข้าว 7 โมงและล้อรถหมุน 8 โมง  ทุกคนต้องปฏิบัติตามสูตรนี้อย่างเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นกำหนดการต่างๆ จะคลาดเคลื่อนไปหมด บางคนแซวไกด์เล็กๆ ว่า   ”ต้องเชื่อยิ่งกว่าเมียเสียอีก เพราะกลัวหลง พูดญี่ปุ่นก็ไม่ได้ อังกฤษก็ไม่รู้เรื่อง เห็นทีต้องกินข้าวลิงเป็นแน่”   เรียกเสียงฮาจากคณะเพราะท่านผู้นี้กลัวเมียยิ่งกว่าอะไร แต่ต้องมาเชื่อไกด์ยิ่งกว่า</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>                ผู้เขียนตื่นนอนก่อน 6 โมง ด้วยความสดชื่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อาจเป็นเพราะได้นอนหลับเต็มอิ่มและแสนสบาย ประกอบกับอากาศที่นี่สดชื่นมาก แม้อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 0-5 องศา เย็นยะเยือกจับใจก็ตาม  ผู้เขียนหิ้วกล้องลงมาถ่ายรูปเพื่อเก็บบรรยากาศทะเลสาบยามเช้า    ลงมาก็สมใจปรารถนา  เพราะบรรยากาศสวยงามน่าประทับใจมาก ได้เห็นภูเขาฟูจิทาบเงาบนผิวน้ำทะเลสาบที่ราบเรียบใสราวกับกระจก งดงามเหมือนกับภาพวาดของจิตรกรเอกที่บรรจงวาดสุดฝีมือ ยิ่งสร้างความประทับใจเหลือเกิน  ยามเช้าเช่นนี้เราจะได้เห็นบรรดาชาวประมงนำเรือเล็กๆ ลอยอ้อยอิ่งตกปลาเหนือผิวน้ำ  และฝูงนกเป็ดน้ำลอยตัวหาปลาเป็นแถวเป็นแนวจนทำให้เกิดคลื่นเล็กๆ บนผิวน้ำ  สร้างเสน่ห์ให้ทะเลสาบมากยิ่งขึ้น  </p><p></p><p></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                            ใกล้เวลารับประทานอาหาร 7 โมง ผู้เขียนรีบขึ้นมารับประทานอาหารและเก็บกระเป๋าขึ้นรถ แม้จะเสียดายบรรยากาศริมทะเลสาบแต่ก็ปรารถนาที่จะไปทักทายฟูจิยามาอย่างใกล้ชิด เพราะวันนี้เราจะเดินทางขึ้นไปบนยอดเขาฟูจิยามา ทราบจากไกด์ว่า วันนี้เราอาจโชคดีที่จะได้ขึ้นไปบนชั้นสูงสุดที่ทางการจะอนุญาตให้ขึ้นไปได้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>             Fujiyama  ชื่อภูเขานี้มาจากคำว่า Fuji  ซึ่งจากคำอธิบายในหนังสือภูมิทัศน์มหัศจรรย์ของโลก ของรีดเดอร์ส ไดเจสท์  กล่าวว่า น่าจะมาจากคำว่า Fushi   แปลว่า ไฟในภาษาไอนุ ของชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่บูชาภูเขาฟูจิว่าศักดิ์สิทธิ์   ส่วนคำว่า Yama แปลว่า ภูเขาชาวญี่ปุ่นเรียกภูเขานี้ว่า ฟูจิซัง เพื่อเป็นการให้เกียรติอย่างยิ่ง และเชื่อว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่ศาสนาชินโตในญี่ปุ่นก็ให้ความเคารพ ยิ่งไปกว่านั้นยังเกิดลัทธิบูชาภูเขาไฟฟูจิ ที่เรียกว่า ฟูจิโกะ หรือ สมาคมฟูจิ เมื่อ ค.ศ.1558 ปัจจุบันยังมีสาวกอยู่มากเหมือนกัน </p><p></p><p>                                         ภูเขาไฟฟูจิ เป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ มีความสูงถึง  3,776  เมตร วัดรอบฐานภูเขาได้ 125 กิโลเมตร  ฟูจิ เคยระเบิดครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 800  และระเบิดต่อมาเป็นระยะ ครั้งสุดท้ายระเบิดเมื่อปี ค.ศ. 1707  ความรุนแรงทำให้เถ้าถ่านสีดำปลิวไปตกถึงเมืองโตเกียวซึ่งอยู่ห่างออกไปถึง 96 กิโลเมตร            </p><p></p><p>        เสน่ห์ของภูเขาไฟฟูจิอยู่ที่รูปร่างคล้ายหอยรูปพัดและเป็นกลีบดอกไม้8 กลีบ ยอดภูเขาเป็นทรงป้าน และลาดเอียงยาวลงไปเป็นฐานกว้าง  ยามหิมะปกคลุมยอดเขาขาวสะอาดสะท้อนแสงอาทิตย์ในแต่ละกาลเวลาทำให้สีสันภูเขาเปลี่ยนแปลงไปและงดงามแตกต่างกันอย่างน่ามหัศจรรย์ นักเดินทางมากมายที่พยายามไต่ขึ้นภูเขาไฟฟูจิในยามกลางคืนเพื่อให้ถึงยอดเขาในทันเวลารุ่งเช้าเพื่อจะได้ชมพระอาทิตย์อุทัยทอแสงจับท้องฟ้า นี่คือความมหัศจรรย์ของธรรมชาติภูเขาไฟฟูจิ จิตวิญญาณอย่างหนึ่งของชาวญี่ปุ่น  </p><p></p><p>                 </p><p>                                                                                                                                                                                                                               ภาพแนวเทือกเขาที่เห็นด้านหลัง คือ เทือกเขาที่คล้ายกับเทือกเขาแอลป์ ในยุโรป (ถ่ายจากชั้นที่ 4 ของภูเขาไฟฟูจิ  ความสูง 2,020 เมตร)  ท่ามกลางอุณหภูมิต่ำสิบองศาเซลเซียส สังเกตจะเห็นแนวหิมะขาวโพลนจับยอดเขา แม้แต่ที่เราถ่ายรูป หิมะก็ยังจับตัวเป็นน้ำแข็งอยู่ </p><p></p><p></p><p></p><p>                               โดยปกติชาวญี่ปุ่นมักนิยมขึ้นไปชมภูเขาไฟฟูจิในช่วงฤดูร้อน เพราะสามารถขึ้นไปชมถึงยอดได้โดยสะดวก เพราะไม่มีหิมะมาปกคลุมถนนหนทางให้เกิดอันตราย  ยอดเขาฟูจิจะมีหิมะปกคลุมขาวโพลนเกือบตลอดทั้งปี อุณหภูมิบนยอดเขาต่ำกว่า 5 องศาจนถึงติดลบในฤดูหนาว  มีสถิติที่น่าตื่นตะลึงเกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจิ ก็คือ มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างประเทศมาเที่ยวชมภูเขาไฟฟูจิถึงปีละ  80 ล้านคน  หรือเป็นจำนวนเกินครึ่ง ของจำนวนประชากรของญี่ปุ่น (126.9 ล้านคน)  สำหรับการเดินทางไปชมภูเขาไฟฟูจิของคณะเราในเดือนมีนาคมนี้ต้องถือว่าโชคดีมาก เพราะวันนี้ภูเขาไฟฟูจิสวยงามมากที่สุดวันหนึ่งในรอบปีเลยทีเดียว   ที่ว่าโชคดีที่สุดก็เพราะวันนี้เราเห็นยอดเขาฟูจิที่สวยงามไร้เมฆหมอกมาบดบังยอดเขา ท้องฟ้าเป็นสีครามเข้มสดใสมาก ไกด์ราณีบอกว่า แม้แต่ชาวญี่ปุ่นเองการจะได้เห็นภูเขาไฟฟูจิชัดเจนสวยงามเช่นวันนี้มีน้อยมาก ถ้าได้เห็นอย่างนี้เพียง 3 ครั้งในรอบปี ก็ถือว่าโชคดีเป็นที่สุดแล้ว นี่เท่ากับพวกเรามีบุญมากจึงได้เห็นภูเขาไฟฟูจิที่สวยงามอย่างนี้ ไม่รู้ยอเราหรือเปล่าแต่ที่แน่ๆ ทำให้หัวใจของพวกเราทุกคนพองโต ภูมิใจที่ได้มาเห็นธรรมชาติอันน่ามหัศจรรย์เช่นนี้   </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">              การขึ้นไปชมภูเขาไฟฟูจินั้น รถบัสของเราจะต้องไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ราวกับขึ้นไปยังดินแดนสวรรค์ ไกด์ราณีอธิบายว่า ถนนที่ขึ้นไปชมภูเขาฟูจินี้ ชื่อว่า Subaru  ซึ่งหมายถึงเส้นทางไปสู่ดวงดาว  ดาวที่ว่านี้คือ ดาวลูกไก่  ขอให้สังเกตตราสัญลักษณ์ของรถซุบารุ จะเป็นดาวลูกไก่ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>            วันนี้ถือว่าโชคดีมากที่เราสามารถขึ้นไปชมภูเขาฟูจิ  ถึงชั้นที่ 4  ระดับความสูง  2,020  เมตร  หรือสูง 1 ใน 3 ของความสูงของภูเขา  เท่ากับว่าเราได้ไปเหยียบบ่าของภูเขา และแหงนหน้ามองยอดเขาจะเห็นได้ชัดเจนเลยทีเดียว                             </p><p></p><p>                    ไกด์ราณีบอกกับพวกเราว่าขณะนี้ทางการยังไม่เปิดประตูให้ขึ้นชม เขาจะเปิด 4 โมงเช้า ดังนั้นเรายังมีเวลาเหลืออีกประมาณ 1 ชั่วโมง  จะขอพาเราไปชมพิพิธภัณฑ์หินควอร์ทซเพื่อฆ่าเวลา พวกเราก็ตกลงเพราะเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยาก </p><p></p><p>                                   พิพิธภัณฑ์หินควอร์ทซ (quartz)เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บตัวอย่างหินควอร์ทซที่ขุดได้จากภูเขาไฟฟูจิ มีมากมายหลายชนิด ทั้งสีดำ (โทรมารีน)  สีม่วง (อามีดีส)  สีขาว (หินเขี้ยวแก้วหนุมาน)สีน้ำตาล แต่ละชนิดล้วนสวยงาม มีทั้งก้อนเล็ก ก้อนใหญ่  นอกจากจะเก็บตัวอย่างหินแล้วพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีโรงงานเจียระไนหินเพื่อการจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวด้วย พูดมาถึงตอนนี้เราหลายคนก็ไม่ค่อยให้ความสนใจ สงสัยเป็นแผนของไกด์พาเราไปให้เขาสับหมูเล่นกระมัง ผู้เขียนตั้งใจก่อนเข้าไปชมว่าจะไม่หลวมตัวซื้อหินควอร์ทซมาเป็นอันขาด หินบ้านเราก็มีมากมายและสวยด้วย </p><p></p><p>    </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                                             เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ พาเราไปชมตัวอย่างหิน สวนหิน พร้อมอธิบายเป็นฉากๆ เราก็ฟังไปแกล้งอุทานเอาใจเขาไปตามเรื่อง แต่พอเข้าไปถึงจุดที่เรียกว่า  Power Zone  ซึ่งเป็นแท่งหินควอร์ทซสีน้ำตาลที่หายากยิ่ง ก้อนมหึมา หนักถึง 130 กิโลกรัม เขาแขวนไว้บนเสาเพื่อให้เราลอด ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์หินควอซจะมีพลังแม่เหล็กถาวรอยู่ด้วย ใครที่ลอดใต้แท่งหินมหึมานี้ก็จะทำให้เกิดความโชคดี สุขภาพดี พอพูดเข้าทางนิสัยของคนไทยทำให้พวกเราเริ่มสนใจพากันลอดหินและถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกกันใหญ่</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">               นี่ก็เป็นเคล็ดลับดึงความสนใจ คนไทยอย่างเราเชื่อเรื่องพวกนี้ง่ายจะตายไป อะไรที่ใครว่าศักดิ์สิทธิ์ มีอำนาจ อย่างนี้มีหรือจะพลาด ต่างคนต่างผลัดกันลูบคลำ  บางคนคลำอย่างเดียวไม่พอ พยามจะขูดเลขด้วย บอกกับพรรคพวกว่า </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> "เดี๋ยวเจอเลขเด็ดจะกระซิบบอกโว้ย"</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อีกคนเลยแซวว่า "ถ้ามันจะออกเลขไทยงั้นแหละ ที่นี่ญี่ปุ่นก็ต้องออกเป็นเลขญี่ปุ่นน่ะซีพี่ โธ่เอ๊ย"</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">หลายคนเลยฮาสำหรับความเด๋อด๋าของบรรดากะเหรี่ยงอพยพของสองคน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">               เมื่อเข้าไปด้านในพิพิธภัณฑ์ ก็ยิ่งน่าสนใจเพราะมีตัวอย่างหินควอร์ทซหลากหลายสีตั้งเรียงรายอยู่ยั่วน้ำลายพวกเราให้สอขึ้นตามลำดับ จากนั้นก็พาเราไปชมการสาธิตการดูหินควอร์ทซแท้ โดยเขาเอาหินควอร์ทซและแก้วมาสลักเสลาให้เป็นลูกกลม แล้วนำกระดาษมาขีดเส้นตรงวางในแนวตั้งกึ่งกลางลูกหินและลูกแก้วทางด้านหลัง แล้วให้เรามองผ่านด้านหน้าไปถ้าเป็นหินควอร์ทซแท้จะเห็นเส้นตรงเป็นสองเส้น เพราะเกิดการหักเห ส่วนแก้วจะเห็นเป็นเส้นเดียวจากจุดนี้ก็จะถึงจุดสำคัญที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นจุดพร้อมที่จะระเบิดความโลภทำให้อยากซื้อสินค้าของเขา </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">              เขาพามาชมหินควอร์ซแท่งมหึมาแล้วชี้ตำแหน่งคุณภาพของหินควอร์ทซว่า ส่วนที่เป็นปลายยอดของแท่งหินซึ่งมีสีขาวบริสุทธิ์ คือส่วนที่ดีที่สุดที่เขาจะเอามาเจียระไนให้เป็นหินควอร์ทซเจียระไนที่งดงาม หลังจากนั้นก็พาไปชมร้านจำหน่ายสินค้าเช่นสร้อยคอหินควอร์ทซเจียระไนเกรดต่างๆ  ซึ่งดูงดงามเป็นประกายจับตามาก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>           จากนั้นเขาก็ทิ้งไพ่ใบสุดท้ายคือให้ชมสร้อยคอ ซุปเปอร์เกรด ที่สร้างความฮือฮาจนความโลภแล่นขึ้นใบหน้า เขาก็รีบเสนอราคาพิเศษให้ ทั้งลดทั้งแถม  เราก็เลยตกเป็นเหยื่ออย่างเต็มใจ ควักเงินซื้อคนละหมื่น สองหมื่นเยน รวมกันทั้งคณะก็ไม่ต่ำกว่าแสนเยน  ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ปลอกหมอนและผ้าปูที่นอน ที่ใส่ผงหินสีดำ (โทมารีน) ไว้ข้างในเนื่องจากโทมารีนมีพลังแม่เหล็กสะสมอยู่มาก ถ้าเราได้นอนบนปลอกหมอนและผ้าปูชนิดนี้จะช่วยบรรเทาโรคต่างๆ ได้ดี เป็นผลดีต่อสุขภาพ ราคาที่เสนอก็ไม่แพงถ้าเทียบกับที่เขานำมาขายในเมืองไทยผืนละเป็นหมื่นบาท แต่ที่นี่ผืนละ พันกว่าบาท และแน่ใจได้ว่าได้ของแท้จากญี่ปุ่นด้วย</p><p></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">              เราเพลิดเพลินกับการซื้อสินค้าจนได้เวลาออกเดินทางไปภูเขาไฟฟูจิ พอขึ้นรถ ความสนใจของเราก็กลับมาที่ภูเขาฟูจิตามเดิม  ไม่นานนักเราก็ขึ้นมาอยู่ในระดับชั้นที่ 4</p><p></p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">            จุดนี้เป็นจุดชมวิวที่สวยงามมาก ด้านหนึ่งติดเขาสามารถแหงนหน้ามองเห็นยอดภูเขาฟูจิชัดเจน ส่วนอีกด้านหนึ่งมองเห็นแนวเทือกเขาที่นิยมเรียกว่า เทือกเขาแอลป์  เพราะลักษณะคล้ายเทือกเขาแอลป์ในยุโรป  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>           จุดชมวิวชั้นที่ 4 นี้ อากาศหนาวจับใจจริงๆ ครับ  หิมะยังจับตัวเป็นก้อนกองอยู่ตามพื้นทั่วไปทำให้ทัศนียภาพดูงดงามไปอีกแบบ  เราถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันอย่างจุใจ หลายคนถึงกับบอกว่า การเดินทางมาสัมผัสภูเขาไฟฟูจิครั้งนี้นับว่าคุ้มค่าจริงๆ หากมาญี่ปุ่นแล้วไม่ได้ดูจะรู้สึกเสียดายมาก เพราะนี่คือสุดยอดธรรมชาติอันงดงามยิ่งของญี่ปุ่นครับ </p><p> (19 มีนาคม 2548) </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">  </p>