หนึ่งเดือนที่ผ่านมาหลังจากหว่านข้าว(คราวนี้ปลูกข้าวปี ข้าวหอมพิษณุโลก1) ปีนี้ฝนไม่ดีเท่าที่ควร ทิ้งช่วงห่างไปบ้าง ต้องสูบน้ำเข้านาเป็นระยะ หว่านแล้ว ข้าวงอกดีแล้ว ใส่ปุ๋ย สองสามวันก็รีบซ่อมข้าว(การถอนกล้าที่หนาๆไปดำลงในที่ข้าวไม่งอกเพราะเป็นแอนนี้อ่งน้ำขัง เมล็ดข้าวจมน้ำเน่าเสียหาย ซ่อมข้าวอยู่หลายวันกว่าจะเรียบร้อยดี อายุข้าว ณ วันนี้ สามสิบวัน สูงคืบกว่าาๆ ต้นอ้วน ใบเขียวตามเกณฑ์ ไม่มีปัญหาเรื่องแมลงและโรค มีแต่ปัญหาเรื่องหญ้าวัชพืช ซึ่งฤดูฝนอย่างนี้ควบคุมยาก จะใช้ยาปราบมากก็จะกระทบถึงข้าว ต้องใช้วิธีเดินเก็บ(เด็ดถอน)เป็นงานที่เมื่อยหลังเมื่อยเอวมากๆ แต่ก็รู้สึกได้ว่าได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า ได้สุขภาพที่ดีแข็งแรงมากขึ้น เพรเดีขึ้นก็สังเกตจากสายตามองเห็นได้ดี เมื่อก่อนเดินกลางคืนไม่เห็น เดี๋ยวนี้ขี่จักรยาน เดินตอนกลางคืนได้สบายมาก หู ที่เมื่อก่อนนี้จะอื้อๆ ใครพูดมาไม่ค่อยได้ยิน เดี๋ยวนี้จะได้ยินดีขึ้น
 โลกใบนี้นับวันแต่จะถอยหลัง ภาวะโลกร้อน หลายคนอ้างสาเหตุมาจากหลายสิ่ง บ้างก็อ้างว่าจากการเกษตร มูลสัตว์ การเน่าสลายของหญ้าและฟางทำให้เกิดแก็สมีเทน การเกิดภาวะเรือนกระจกนั้น ไม่ได้เกิดมาจากภาคเกษตรแน่ๆ น่าจะเกิดมาจากภาคอุตสาหกรรม เพราะต้องใช้ทั้งถ่านหิน น้ำมัน ปล่อยคาร์บอนมอนน็อกไซด์ และคาร์บอนไดอ็อกไซด์ ทั้งยั้งธาตุอากาศอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะการแยกเอาไฮโดรเจนจากน้ำมันดิบ ขององค์การต่างที่เกี่ยวกับอวกาศ เพราะต้องใช้ไฮโดรเจนเหลวจำนวนมหาศาล องค์ประกอบคาร์บอนที่เหลือจากนำไปใช้อื่นๆแล้ว จะสลายไปในชั้นบรรยากาศ และการมี-ใช้รถยนต์ก็ปล่อยคาร์บอนออกมาแต่ละคันไม่น้อยทีเดียว
 แต่ถ้าไม่มีอุตสาหกรรมโลกนี้ก็ไม่เจริญ ผู้คนจะตกงานอีกมาย การมีชีวิตอยู่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้ ต้องเป็นไปตามกรรม เพียงแต่เราทุกคนต้องหันหน้ามาหาธรรมะให้มากขึ้น ใช้ธรรมะมากขึ้น ฝึกมีจิตใจที่โอบอ้อมอารี เอาใจเขามาใส่ใจเรา ดั่งคำที่ว่า “เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก”