หว่านข้าวไปหนึ่งเมล็ด อย่างน้อยที่สุด หลังจาก ๓ เดือนจะได้ไม่ผลผลิตต่ำกว่า ๑๐๐ เมล็ด นี่ถือว่ารวงเล็กมาก และได้เพียงหนึ่งรวงเท่านั้น แต่ถ้าดูแลแบบธรรมดา จะได้ ๑๐-๒๐ รวงๆละ ๒๐๐ เมล็ด ก็จะได้ถึง ๔๐๐๐ เมล็ด

 

วันนี้ผมได้ตั้งประเด็นให้นักศึกษาช่วยกันคิด ในระบบการเรียนแบบ สืบสวน

 

ประเด็นที่ผมเปิดเป็นแนวไว้คือ การเกษตรในภาวะปกติกำไรสูงมาก

 

 

เช่น 

 

 

หว่านข้าวไปหนึ่งเมล็ด อย่างน้อยที่สุด หลังจาก ๓ เดือนจะได้ไม่ผลผลิตต่ำกว่า ๑๐๐ เมล็ด นี่ถือว่ารวงเล็กมาก และได้เพียงหนึ่งรวงเท่านั้น แต่ถ้าดูแลแบบธรรมดา จะได้ ๑๐-๒๐ รวงๆละ ๒๐๐ เมล็ด ก็จะได้ถึง ๔๐๐๐ เมล็ด

 

 

 และถ้าสภาพดินดีหน่อย จาก ๑ เมล็ด  อาจจะได้ถึง ๕๐ รวงๆละ ๒๕๐ เมล็ด รวม ๑๒,๕๐๐ เมล็ด

 

แสดงว่า กำไรเป็นหมื่นเท่าของเมล็ดที่หว่านไป

 

วันก่อนผมไปขอไม้เพื่อทำคอกวัวจากบ้านครูบาสุทธินันท์

 

ท่านให้ไม้ยูคาอายุ ๑๓ ปีมาต้นหนึ่ง และเลื่อยเป็นไม้เครื่องให้พร้อม

 

ท่านลองคิดมูลค่าไม้ว่า ถ้านำไปขาย จะได้เป็นเงินกว่า ๑๓,๕๐๐ บาท

 

 

นี่ก็แสดงว่า กล้าไม้ยูคา ๕ บาท ปลูกแบบไม่ต้องดูแลอะไร ในสภาพข้างบ้านครูบา ถึงปีที่ ๑๓ ผลตอบแทนที่ได้เฉลี่ย ๑,๐๐๐ บาทต่อต้นต่อปี เลยครับ

 

 

และยังมีต้นสักที่ครูบาปลูกเอง (ดังรูป )อายุ ๔๘ ปี ขนาดสองคนโอบ ตอนนี้มูลค่าไม่ต่ำกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อต้น

040615+039+%28small%29

เฉลี่ยมูลค่าที่เพิ่มขี้นต่อปี จากกล้าสักต้นละไม่เกิน ๑ บาท ได้เป็น ไม่ต่ำกว่า ๒๐๐๐บาท ต่อต้น ต่อปี เลยทีเดียว

 

 

พูดเรื่องปลูกตะไคร้ หรือกล้วยน้ำหว้า หรือพืชอื่นๆ ก็มีปลูกแล้วได้กำไรมากทั้งนั้น

   

ทีนี้ ทำไมเกษตรกรของไทยส่วนใหญ่ที่ทำการเกษตรกลับยากจน

 

นักศึกษาชั้นปีที่ ๓ คณะเกษตรศาสตร์ ส่วนใหญ่ตอบว่า

  

  1. ขาดการเทคโนโลยีทันสมัย
  2. ขาดเงินทุน

 

แต่บางส่วนตอบว่า

  1.  
    • ถูกคนกลางเอาเปรียบ

และบางคนตอบว่า

  1.  
    • ขาดความความรู้เรื่องการตลาด
    • ขาดความรู้เรื่องการแปรรูป ทำให้ราคาตกต่ำ
    • ใช้เทคโนโลยีราคาสูง
    • ขาดการศึกษา

 

เขาคิดกันได้แค่นี้แหละครับ

 

และการเสนอทางแก้ไข ก็คือ

ให้การศึกษากับเกษตรกรผมก็เลยเปิดประเด็นว่า ใครเป็นผู้ให้ให้ระดับไหนให้เรื่องอะไรให้อย่างไร 

ยังไม่มีใครตอบได้แบบโดนใจครับ 

ใครทราบช่วยต่อให้ด้วยครับ

 ผมจะนำไปอธิบายชั่วโมงหน้า วันจันทร์ ที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๐ ครับ