เรื่องน่าน้อยใจของสูตินรีแพทย์

 เวลานี้ก็ปาเข้าไปทุ่มครึ่ง เดินกลับจากโรงพยาบาลเพื่อไปยังบ้านพักที่อยู่ใน Little India อากาศกำลังดี ลมพัดเอื่อยๆ พาให้คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย นี่ก็ล่วงเข้าไปกว่า 4 เดือนแล้ว ที่ผมมาเรียนที่ในสาขา urogynaecology and pelvic floor reconstruction KK Women’s and Children’s Hospital เรียกสั้นๆว่า KKH ประเทศสิงคโปร์ คิดไปคิดมาก็มาเข้าเรื่องระบบการบริหารงานและการทำงานของโรงพยาบาลและหมอที่นี่ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>ระบบการบริหารงานของโรงพยาบาลที่นี่มีลักษณะคล้ายกับรัฐวิสาหกิจบ้านเรา กล่าวคือรัฐบาลดูแลส่วนหนึ่ง ดูแลตัวเองส่วนหนึ่ง จะว่าไปก็ไม่ใช่ดูแลตัวเองหรอกครับ เพราะเขาแบ่งโรงพยาบาลในสิงคโปร์ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ Sing Health และ National Health Group มีการถือหุ้นส่วนกัน มี CEO ดูแลโรงพยาบาลในเครือของตน KKH อยู่ในกลุ่ม Sing Health ครับ นอกจากโรงพยาบาลในกลุ่มแล้ว เขายังมี polyclinic กระจายอยู่ตามที่ต่างๆครอบคลุมทั้งสิงคโปร์ครับ การจะเข้าโรงพยาบาลได้ ต้องมีการส่งตัวจาก polyclinic ก่อนเท่านั้น มิฉะนั้นจะต้องจ่ายเงินแพงมาก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>และเมื่อมีการดำเนินกิจการที่ดูแลและหารายได้ด้วยตัวเองส่วนหนึ่ง จึงเป็นที่มาของบทความนี้ครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>หมอที่นี่จะมีตำแหน่งต่างๆ เริ่มตั้งแต่ houseman ซึ่งเทียบได้กับ extern บ้านเรา เขาเรียนมา 5 ปี ไม่ได้แตะคนไข้เลย จนเข้ามาปี 6 จึงได้เริ่มทำงาน ได้เงินเดือนด้วย (ก็ประมาณ 2000 เหรียญ ไม่รวมค่าเวร) ถัดมาก็เป็น medical officer (MO) เทียบได้กับหมอใช้ทุนของเรา เงินเดือนก็ขยับมากขึ้นไปอีก ถัดขึ้นมาก็เป็น registra พวกนี้สอบบอร์ดผ่านแล้ว และเลือกทำงานที่นี่ต่อ เพื่อจะเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาใดสาขาหนึ่ง เงินเดือนให้ผมเดาๆก็ประมาณ 8000 เหรียญ ไม่รวมค่าเวร อาวุโสขึ้นมาหน่อยก็เป็นพวกที่จะมาเป็นหมอที่ KKH จริงๆ หรือไปเรียนเฉพาะทางจนจบแล้วก็จะเป็น associate consultant กลุ่มนี้มีความรู้และประสบการณ์มากพอที่จะมีคนไข้พิเศษเป็นของตัวเองได้ ทำงานต่อไปอีกระยะหนึ่งก็จะเป็น consultant และ senior consultant ตามลำดับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>นอกเหนือจากเงินเดือนแล้ว จะได้เงินตามปริมาณการทำงานด้วยเช่นกัน อธิบายได้ดังนี้ครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>คนไข้ที่สิงคโปร์นี่ เขาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ private case นั่นคือ เขาเลือกที่จะตรวจกับ associate consultant ขึ้นไปเท่านั้น กลุ่มนี้จ่ายเงินสูงครับ เพราะค่าตรวจครั้งแรกนี่เล่นไป 80 เหรียญแล้วกระมัง ยังไม่รวมค่ายา ค่าเครื่องมือ ค่าต่างๆสารพัน ดังนั้นกลุ่มนี้คือที่รักของบรรดา consultant ที่นี่ อีกกลุ่มหนึ่งก็คือ subsidized class กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่รัฐบาลให้การประกันสุขภาพครับ แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่ต้องจ่ายเงินเลยเหมือนบ้านเรา อาจจะเสียแค่ 10% แต่ที่เหลือรัฐบาลจะโป๊ะให้โรงพยาบาลเอง ยังไงเสียหมอที่ตรวจก็ยังได้เงินมากอยู่ดี <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>ไม่แปลกเลยที่เขาแย่งกันออกตรวจคนไข้ แย่งกันผ่าตัด เพราะทุกอย่างได้เงินทั้งนั้น ผมกับเพื่อนเคยประมาณกันเล่นๆว่า ระดับ consultant นี่น่าจะได้เงินราวๆเดือนละเกิน 50,000 เหรียญครับ เดือนไหนคนไข้น้อยลงต้องมานั่งคิดกันว่า เพราะเหตุใด ทำยังไงจึงจะให้คนไข้มาหาเราได้มากขึ้น ร่นระยะเวลาผ่าตัดให้สั้นลง นอนโรงพยาบาลให้น้อยๆเพื่อลดค่าใช้จ่ายส่วนของโรงพยาบาล (เพราะจ่ายหมอแพงมาก) เห็นไหมครับว่าต่างจากบ้านเราแค่ไหน แต่อย่าคิดว่าดีเสมอไปนะครับ ผมยังมีข้อแย้งอีกมากมายจะเล่าให้ฟังต่อไป <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>ระบบนี้ดูเหมือนจะได้ประโยชน์เต็มๆกับคนไข้ เพราะหมอต่างก็แย่งกันตรวจ แย่งกันทำงาน การทำงานทำได้โดยเร็ว หมอที่คลินิกนรีเวชทั่วไปส่งคนไข้มาปรึกษาคลินิกพิเศษ เมื่อมีการผ่าตัด หมอเจ้าของไข้คนเดิมจะเข้ามาผ่าตัดด้วย เรียกว่าช่วยกันเรียนรู้ แต่นั่นคือคนไข้ต้องจ่ายให้ทั้ง consultant และหมอเจ้าของไข้ด้วย (งานนี้ consultant ได้ 70% เจ้าของไข้ได้ 30%) เมื่ออธิบายเรื่องการผ่าตัด หมอจะบอกเลยว่าใครจะเป็นคนผ่านั้นขึ้นอยู่กับว่าคุณจ่ายแบบไหน หากเลือก p class นั้น consultant ผ่าเอง หากเลือกแบบ s class เราจะช่วยกันเป็นทีม แบบว่าให้หมอฝึกหัดผ่า เขาพูดกันตรงๆครับ ไม่มีอ้อมค้อม เมื่อผ่าตัดเสร็จกลับบ้าน เขาต้องมาตรวจติดตามผลกับ consultant ครั้งหนึ่งและตรวจกับเจ้าของไข้อีกครั้งหนึ่ง นั่นหมายความว่าต้องจ่ายเงินค่าตรวจอีก 2 ครั้ง อันนี้ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาต้องจ่ายอีก นี่เริ่มเป็นข้อเสียของระบบนี้ที่ผมเจอ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>ระบบทุนนิยมที่ว่านี้ยังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างหมอและคนไข้หดลงไปเยอะ เพราะคนที่จ่ายเงินมากย่อมหวังสิ่งตอบแทนที่คุ้มการลงทุน ดังนั้นการร้องเรียนจึงมีมาก หมอที่นี่ต้องทำประกันความเสี่ยงทุกคน หลายครั้งคนไข้ก็เสียใจและน้อยใจที่เขามีเงินไม่มากพอที่จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ถึงตรงนี้ผมล่ะสะท้อนใจทุกทีครับ มาอยู่เดือนที่ 4 แล้วก็ยังทำใจไม่ได้ซักที <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>ย้อนกลับมาดูที่บ้านเรา ที่ผมมานั่งเขียนวันนี้ก็เพราะว่า ตอนที่เดินกลับบ้านอย่างอารมณ์ดีนั้น พลันก็เกิดความอิ่มเอิบใจที่อยู่เมืองไทย เรายังไม่มีความหิวทุนมากเท่าที่นี่ คนไข้เรายังได้รับการดูแลที่ดีตามมาตรฐาน ไม่มีการแบ่งชนชั้นอย่างออกนอกหน้า รู้สึกอิ่มใจที่ผมไม่มีปัญหาเรื่องการหาเงินแบบนี้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>ผมเป็นสูตินรีแพทย์ครับ การเป็นหมอสูตินี่น่าน้อยใจในบางครั้งนะครับ เอ…เป็นยังไงหนอ ลองฟังผมพล่ามดูนะครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>สูติแพทย์มักจะตกเป็นขี้ปากของชาวบ้านและเพื่อนแพทย์ด้วยกันเสมอๆ เพราะเราทำคลอดครับ การทำคลอดที่ให้ใครทำก็ได้ (ที่ฝึกมาแล้วนะครับ) เพราะมันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ครูผมสอนมาอย่างนั้น  แต่เราก็มีระบบการฝากพิเศษ แบบว่าให้หมอธนพันธ์ดูแลตั้งแต่ฝากครรภ์ จนกระทั่งคลอดก็หมอธนพันธ์ทำให้ หลังคลอดหมอธนพันธ์ก็ดูแลต่ออีกระยะหนึ่ง เรื่องไม่จบครับ เพราะท้ายที่สุดเมื่อคนไข้คลอดเสร็จเขาก็จะนำเงินใส่ซองมอบให้หมอธนพันธ์ตามธรรมเนียมที่ทำกันมาเนิ่นนาน ดูเหมือนจะจบนะครับ แต่มันไม่เป็นเช่นนั้นหรอกครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว แต่ถึงนานมากแค่ไหนก็ยังจำได้ติดหูราวกับเพิ่งเกิดมาไม่นานนี้นี่เอง (เลียนแบบสำนวนนักเขียนดังๆครับ) มีการพูดกันในที่ประชุมแห่งหนึ่ง บอกว่าการที่สูติแพทย์เรียกเก็บเงินค่าทำคลอดจากคนไข้นั้นเป็นเรื่องผิดจริยธรรมอย่างแรง (สำนวนใต้ถึงใจ) รับไม่ได้ รับไม่ได้จริงๆ มีการให้ความเห็นกันต่างๆนานาว่าไม่ควรทำอย่างยิ่งในโรงพยาบาลของเรา ถ้าเขาจะให้เขาก็ให้เอง ห้ามเรียกเก็บค่าทำคลอดจากคนไข้ ก็มีคนถามว่าเรียกเก็บที่คลินิกได้หรือไม่เพราะไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาล บางทีหมอไม่เรียกเก็บหรอก แต่ผู้ช่วยหน้าร้านจะจัดการให้แทน ก็ยังถูกมองว่าผิดจริยธรรมครับ ห้าม ห้ามจริงๆ ระหว่างการอภิปราย (ดั่งเช่นในสภาก็มิปาน) ผมนี่ตัวลีบตัวงอ เพราะดันเกิดรักการเป็นสูติแพทย์ซะมากมายเสียนี่กระไร ไม่รู้ว่าทำไมหนอ หมอท่านอื่นจึงจงเกียจและเหยียดหยามเราเช่นนี้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>เขาเคยคิดไหมว่า คนไข้น่ะ เขามาขอให้เราดูแลตั้งแต่ตั้งครรภ์ ผากครรภ์ จนกระทั่งเจ็บครรภ์ตอนตีหนึ่ง กว่าจะคลอดบางทีก็อีกตีหนึ่งอีกวันหนึ่ง บางครั้งนั่งเฝ้าเป็นชั่วโมง 2 ชั่วโมงไปไหนไม่ได้ (ทั้งๆที่วันนั้นเป็นวันเสาร์) คลอดยากๆก็เครียดจนเหงื่อหัวล้านแตก ดึง forceps ทีนึงก็ลุ้นว่าเด็กจะมีรอยบากหรือไม่ เหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจ จริงๆแล้วคนไข้สามารถคลอดกับใครก็ได้ เพราะโรงพยาบาลเรามีคนอยู่เวรตลอด พยาบาลก็มี หมอใช้ทุนก็มี อาจารย์เวรก็มี ทำไมต้องมาเจาะจงให้เราซึ่งไม่ได้อยู่เวรมาทำคลอด เรากำลังอ่านหนังสือให้ลูกฟัง กำลังนอนกอดลูกอย่างมีความสุข เราตื่นตอนตี 2 บางทีกว่าจะหลับตาลงได้ก็ตี 3 เข้าไปแล้ว บางครั้งต้องทำคลอดตี 3 (อย่างว่าครับ คนมันจะจาม จะอึ จะคลอด ใครจะไปห้ามเขาได้) แล้วอย่างนี้เป็นการยุติธรรมกับหมอสูติหรือไม่ครับ คนที่วิจารณ์ในวันนั้นก็ล้วนมีภรรยาที่สูติแพทย์ช่วยทำคลอดให้ ผมเชื่ออย่างเหลือเกินครับว่า หมอสูติที่ทำคลอดให้น่ะ เขาไม่รับเงินจากท่านเลยครับ เพราะเราเป็นเพื่อนร่วมวิชาชีพด้วยกัน บังคับให้รับเรายังไม่รับเลยครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>หลังจากวันนั้น ผมจึงตั้งปณิธานว่า ต่อไปนี้จะไม่รับฝากพิเศษอีกต่อไป ไม่อยากให้ใครดูถูกกลางอากาศเช่นนั้นอีก ช่วงที่เหลือก็เพียงดูแลคนที่รับปากเอาไว้ให้หมดก็จบกัน ก็เกิดปัญหาตามมาเหมือนกันครับ เพราะว่าหลายคนเขาตั้งใจมาฝากพิเศษกับผมโดยเฉพาะ เมื่อผมไม่รับก็ถูกตำหนิ ถูกต่อว่าก็เคยมี อาจารย์รู้มั้ย ว่าพี่ลำบากแค่ไหนกว่าจะหาคนมารับฝากครรภ์ได้ พี่สืบมาทั่ว เขาก็แนะนำอาจารย์ (ปลื้มเลยครับ) แล้วนี่ไม่รับฝากพิเศษ พี่เสียความรู้สึกมากนะ แต่ยังไงก็ไม่รับอยู่ดีครับ ที่ยังทำคลอดให้บางคนก็เพราะว่านั่นพิศวาสเป็นการส่วนตัว เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง หรือเป็นเพื่อนอาจารย์ในมหาวิทยาลัยด้วยกัน และผมตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า ยังไงเสียก็ไม่รับซองเงินจากคนกลุ่มนี้เป็นอันขาด (ซองกระถินน่ะไม่แน่) และท้ายที่สุดก็มีเพื่อนฝูงอยู่ในคณะต่างๆมากมาย บางคนสนิทกันถึงรุ่นลูกก็มี แบบนี้เรียกว่าทำเอามันครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p><p>เรื่องมันเริ่มที่รู้สึกอิ่มเอิบ เดินทางกลับที่พักใช้เวลาราว 12 นาที มาจบเรื่องเอาเมื่อไขกุญแจเข้าบ้าน ความอิ่มใจก็หมดไปด้วยประการฉะนี้ สาธุ </p><p>ปล. ที่เขียนมา มิใช่ว่าอยากให้โรงพยาบาลเรามีระบบการเรียกเก็บเงินหรือหาเงินแบบนี้นะครับ ยังมีความภูมิใจกับการเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์เสมอมาครับ ภูมิใจบ้านเราไม่มีการแบ่งชนชั้นของคนไข้ ไม่มีความสะเทือนใจจากการดูแลคนไข้ด้วยระบบ 2 มาตรฐาน รักม.อ.จริงครับ</p>