ผมกลับไปนั่งพักเหนื่อยแป๊บนึง จะออกก็ไม่ได้ เพราะ sister บอกว่าป้าแกยังนั่งรออยู่หน้าห้อง สงสัยจะรู้ว่าแกถูกหลอก ผมเลยออกไปทางเดิม แบบนินจา และขึ้นไปนั่งพักที่ภาควิชาแทน

วันที่ 29 สิงหาคม 2550

วันนี้เป็นวันพุธกลางสัปดาห์ที่ 17 นับถอยหลังร่นลงไปอีก 77 วัน ก็จะได้สำมะเหร็จเสร็จสรรพซะที หลายคนถามผมว่าทำไมต้องนับถอยหลัง ผมไม่มีความสุขที่สิงคโปร์เลยหรือ ถึงตอนนี้ก็จะขอตอบตรงๆเลยว่า มีความสุขโขอยู่ครับ ถ้าไม่นับเรื่องคิดถึงลูกเมียนี่ สุขจริงๆ ทำงานก็สนุก เพื่อนก็มีมากขึ้น ครูก็ไม่ด่าแรงๆเลยเหมือนเมื่อก่อน (ก๊อกๆ) แต่ที่ยังนับอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะจะได้บอกลูกสาวทุกครั้งเมื่อเธอโทรมาหา หรือเธอถาม การนับถอยหลังช่วยบรรเทาความทุกข์ของเธอได้นะครับ (ผมคิดเดาไปเอง) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                วันนี้ช่วงเช้าตรวจคนไข้ที่คลินิกกับครูหาญ ช่วงนี้ครูมาช้าทุกวัน ส่วนหนึ่งก็ผ่าตัด บางทีก็ทำคลอด พอมาถึงก็บ่นว่า waiting time ของผมเร็วกว่าของท่านเสียอีก คนไข้พิเศษของท่านต้องรอนานจนเสียสถิติ (เขามีสถิติรายงานทุกครั้งเลยครับ) ก็แหงล่ะ เล่นมาซะสายแทบทุกครั้งนี่ ถ้าระยะเวลารอยังสั้นก็นับว่าเป็นซุปเปอร์แมนแล้ว จนเข้าตาจน ท่านเลยบอกให้ผมดูคนไข้พิเศษเลย (อันนี้ถือว่าเป็นพิเศษสำหรับผมเช่นกันนะครับ เพราะถือว่าเข้าตากรรมการ) จนมาถึงรายสุดท้ายนี่มีเรื่องตลก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ป้ารายนี้แกเป็นมะเร็งมดลูก (อีกแล้ว เกิดเรื่องทีไรต้องเจอในคนไข้มะเร็งมดลูกทุกทีสิน่า) แกอ้วนตุ๊บ มารักษากับเราด้วยเรื่องกระเพาะปัสสาวะไวเกิน แกพูดเก่ง เข้าขั้นพูดมากเลยก็ว่าได้ ผมต้องคอยถามแกเพื่อเข้าเรื่องทุกที เพราะแกจะเล่าออกไปโน่นไปนี่จนเหนื่อย จนตรวจร่างกายเสร็จก็แล้วก็ยังไม่ยอมออกไป ตอนหลังเล่นถามผมว่ายังมีประวัติของแกเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วหรือไม่ ปี 1978 นู่น ตอนนั้นแกมาทำแท้งที่ KK นี่แหละ เพราะท้องขณะที่ยังไม่ได้แต่งงาน (กับแฟนคนแรก สามีคนนี้ไม่รู้เลย) น่าแปลกที่ยังมีประวัติของแกเก็บไว้ตั้งแต่ปี 1980 กระดาษนี่เหลืองอ๋อย กรอบแล้วกรอบอีก ผมค่อนข้างจะตื่นเต้นกับประวัติศาสตร์เสมอครับ ปรากฏว่าปีก่อนหน้านั้นไม่มี แกบอกว่า แกฝันเห็นเด็กผู้ชายมาหาแกบ่อยๆ บอกว่าเป็นลูกคนที่ทำแท้งออกไป แกก็รู้สึกเสียใจทุกครั้งที่ย้อนนึกกลับไป แต่ตอนนั้นไม่มีทางออกจริงๆ และก็กรรมของแกนะครับ เพราะหลังจากที่ได้แต่งงานกับสามีคนปัจจุบัน ปรากฏว่าแกไม่สามารถมีลูกได้อีกเลย ท้อง 2 ครั้งก็แท้งเองเสียหมด มีคนบอกแกว่าที่แกเป็นมะเร็งนี่ก็เพราะบาปที่แกทำไว้ ต้องสวดทำบุญให้ลูกคนแรกจนกว่าจะหมดกรรมกันไป <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ผมเสียเวลากับแกนานมาก ตอนนั้นก็บ่ายโมง 15 นาทีเข้าไปแล้ว ก็มีโทรศัพท์เข้ามา แทมมี่บอกว่าครูหาญเรียกผมให้เข้าไปในห้องผ่าตัด แกบอกผมว่าเสียใจที่รบกวน ผมก็ตอบว่า ไม่เป็นไร ผมเป็นหมอครับ ว่าแล้วผมก็รีบก็ออกไป แต่ไม่ทันจะพ้นนอกคลินิกก็ได้ยินเสียง sister ลิลลี่เรียกผม แล้วพาไปกระซิบว่า แกโทรเข้ามาเองไม่ใช่ครูหาญ เธอเห็นว่าไม่จบแน่เลยออกอุบายเช่นนั้น เลยหัวเราะกิ๊กๆ แล้วแอบพาผมเข้าห้องตรวจทางลับที่ครูหาญใช้ประจำ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                พูดถึงเรื่องทางลับนี่ ครูผมใช้ทุกครั้ง เพราะท่านไม่ยอมให้คนไข้เห็นว่าท่านเข้าหรือออกไปเวลาไหน เรียกว่าเป็นนินจาเลยก็ว่าได้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ผมกลับไปนั่งพักเหนื่อยแป๊บนึง จะออกก็ไม่ได้ เพราะ sister บอกว่าป้าแกยังนั่งรออยู่หน้าห้อง สงสัยจะรู้ว่าแกถูกหลอก ผมเลยออกไปทางเดิม แบบนินจา และขึ้นไปนั่งพักที่ภาควิชาแทน กว่าจะได้ลงไปกินข้าวพร้อมดันดีก็ปาเข้าไปบ่ายโมงเกินครึ่ง ตอนบ่ายก็ตรวจคนไข้ต่อไปจนถึง 5 โมงครึ่งก็เสร็จ วันนี้ได้สอนนักศึกษาแพทย์ที่คลินิก แต่สอนเรื่องภาวะไม่มีระดูแทน เพราะเราเพิ่งเจอคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องนี้กันมา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เสร็จแล้วก็กลับไปที่ภาควิชา เตรียมจะกลับอยู่แล้ว ครูหาญก็บอกให้ไปห้องผ่าตัด เพราะมีคนไข้คนหนึ่ง ก็เลยรีบวิ่งเข้าไป เธอไม่ยอมให้คุณหมอดมยาก่อนที่จะได้ say hello กับครู ท่านเลยส่งผมเข้าไปรับหน้าก่อน เมื่อครูเข้ามาคนไข้ถามท่านว่า ใครจะเป็นคนผ่าเธอ ท่านตอบว่า “trainer” ให้ตายสิ ทำไมต้องบอกกันตรงๆอย่างนั้นด้วย ผมเชื่อว่าคนไข้คงรู้สึกน้อยใจหรือเสียใจแน่ๆ เธอคงมีเงินไม่มากพอที่จะจ่ายแบบ A class (paying class) เลยได้รับคำตอบเช่นนี้แล เฮ้อ ทุน(นิยม)หนอทุน(นิยม) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ราว 3 ทุ่ม จิ๋มโทรมาหา บอกว่าวันนี้เจ้าจ้าอาเจียนตั้งแต่เที่ยง กินทุกครั้งอาเจียนทุกครั้ง เธอหิวครับ แต่กินทีไรหิวก็อ๊วกออกมาทุกที ก่อนนอนเลยได้กินยา motilium เข้าไป กินนมเล็กน้อยก็หลับไป คงจะเพลียจัด เห็นไหมครับ พระเจ้าไม่อยากให้ลูกผมน้ำหนักขึ้น อุตส่าห์ชื่นชมว่าเธอเก่ง เลิกนมขวดได้ในวันเดียว กินเก่งเพราะกินนมได้น้อยลง แล้วนี่ดูซิ มาเกิดเรื่องอ๊วกอีก ผมอยากจะบ้าตาย เลยกำชับจิ๋มว่าหากลูกยังไม่ดีขึ้นให้รีบโทรไปหา เพราะพรุ่งนี้จะกลับบ้านเลย จากนั้นก็โทรไปหาปุ๊ก เพื่อนกันที่เป็นหมอเด็กอยู่ที่ม.อ. บอกเธอว่าให้โทรไปหาจิ๋มหน่อย เพราะเมียผมไม่ชอบโทรศัพท์ไปขอความช่วยเหลือจากใครง่ายๆ งานนี้ต้องผมเองครับ จากนั้นก็รีบแอบจัดเสื้อผ้าเอาไว้ หากไม่สบายใจพรุ่งนี้พร้อมเดินทาง