ความทรงจำในอดีตเป็นสิ่งที่น่าจดจำไม่ใช่หรือ เขียนตอนนี้ดีกว่าไปนั่งเทียนนึกเอาตอนแก่ ถึงตอนนั้นอาจจะสมองเสื่อมไปแล้วก็ได้แฮะ

วันที่ 23 สิงหาคม 2550

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีของสัปดาห์ที่ 16 นับถอยไปก็เหลือ 83 วันแล้ว ไม่ได้เขียนบันทึกไปนานเกือบ 1 สัปดาห์ ทั้งนี้ก็เพราะว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมามันยุ่งเสียเหลือเกิน ยุ่งเสียจนไม่สามารถปลีกเวลามานั่งทบทวนตัวเองได้เลย และมันก็ช่างต่างจากวันนี้เสียจริงๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เมื่อวันเสาร์ผมต้องไป round กับอาร์เธอเพียง 2 คน เพราะว่าจะกลับบ้านช่วงบ่าย ส่วนดันดีกลับไปแล้วเมื่อวันศุกร์กลางคืน เช้าวันเสาร์อากาศเย็นสบาย ผมเดินไปทำงานด้วยใจไม่ไม่ค่อยสุขนัก เพราะว่ายังคงคาใจกับเรื่องราวของเมื่อวันศุกร์อยู่บ้าง แต่อาร์เธอก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเลย การ round ก็ผ่านไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งมาที่คนไข้ของครูหาญคนหนึ่ง ซึ่งเธอเป็นคนที่เพิ่งผ่าตัดไปเมื่อ 3 ก่อน และหลังผ่าตัด 1 วัน เธอเป็นลมและล้มลงศีรษะกระแทกพื้นและมีแผล วันนั้น (เสาร์) เธอก็พร่ำบ่นกับอาร์เธอเรื่องเกี่ยวกับอุบัติเหตุของเธอ ความโชคร้ายที่เธอต้องมาเป็นลมล้มลง ไม่นานนักอาร์เธอก็เริ่มไม่อยากฟังที่คนไข้พูด เขาขัดจังหวะการพูดของอาม่าตลอดเวลา ท้ายที่สุดเธอก็ร้องไห้ออกมา เหตุการณ์ยังไม่จบง่ายๆ เพราะเธอก็พูดอะไรต่ออะไรยาวยืด ส่วนอาร์เธอก็พูดพร้อมๆกันไป ส่วนผมก็ยืนงง เพราะว่าฟังภาษาจีนไม่รู้เรื่อง ที่สุดแล้วอาร์เธอสรุปกับผมว่าเธอมีอาการเครียดหลังการบาดเจ็บ (post traumatic stress disorder: PTSD) ให้ปรึกษาจิตแพทย์ ถึงตรงนี้ก็หัวเราะในใจ คงจะเข้าใจนะครับว่าผมหัวเราะทำไม <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เมื่อ round เสร็จก็ได้ทราบว่า ตอนนี้ข้างนอกนั้นมืดครึ้ม ฝนตกราวกับฟ้าจะถล่ม เจ้ากรรม ทำไมต้องมาตกวันนี้ วันที่ผมจะกลับบ้าน วันที่ผมไม่ได้เอาร่มติดตัวมาโรงพยาบาล (แบบว่าทุกวันพกมา ฝนไม่เคยตกเลย วันนี้เป็นวันแรกที่ไม่เอามา ฝนตก) เลยนั่งในสำนักงาน รายงานครูลีเรื่องผู้ป่วยของเธอ ท่านก็ไม่ว่างเพราะสอนนักศึกษาแพทย์อยู่ ต้องรายงานผ่าน SMS โทรหาครูหาญก็ไม่รับสาย เพราะว่าตอนนี้ท่านตรวจคนไข้ที่ total private suit (TPS) ซึ่งเป็นคลินิกพิเศษของพิเศษของโรงพยาบาลนี้ครับ หมอห้ามสาย ห้ามมีคนอื่นรบกวนคนไข้ ห้ามเราเข้าหาครูในนั้น และคนไข้ก็จ่ายแพงมาก รอครูโทรกลับอยู่นานก็ไม่โทรมา เลยไปกินข้าวใน Kopitium ก่อน จากนั้นก็กลับโดยไปกับรถบัส <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ตอนแรกกะว่าจะไปซื้อสตรอเบอร์รี่และลูกพรุนที่ Bugis แต่ตอนนี้ฝนหล่นอย่างแรง จึงนั่งรถบัสไปลงที่ห้างส่งเสียง และซื้อจากที่นี่เลย ปัญหาก็ยังมีอยู่ว่า แล้วจะกลับเข้าที่พักอย่างไรดี เพราะพระพิรุณยังไม่ยอมหยุดง่ายๆ นัก จึงตัดสินใจเดินลัดเลาะไปตามตึก ดีอย่างที่ที่นี่เขาเป็นตึกที่มีหลังคาร่วมกันซะเป็นส่วนมาก ช่วยบรรเทาคนเดินถนนจากแดดและฝนได้ดีระดับหนึ่ง กว่าจะถึงบ้านก็เล่นเอาเกือบครึ่งชั่วโมงและชื้นเกือบทั้งตัว ต้องตัดสินใจอยู่นานว่าจะเปลี่ยนชุดดีไหม ท้ายที่สุดก็คิดได้ว่าไม่ต้องเปลี่ยนเพราะฝนก็ยังไม่หยุด นี่ต้องเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าที่ Bugis อีกด้วย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ระหว่างที่อยู่บนขบวนรถก็นั่งจิ้มมือถือ รายงานผู้ป่วยให้ครูทราบทาง SMS ใช้เวลาจิ้มนานมากครับ เพราะว่าไม่ชิน เริ่มจิ้มตั้งแต่ขึ้นรถมาเสร็จอีกทีก็อีก 2 สถานีถึงปลายทางซะแล้ว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                วันนี้เครื่องบินเสียเวลาครับ เขาเปิดให้เข้าไปที่ gate เพื่อเตรียมเดินขึ้นเครื่อง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ให้ออกไปซักที ผมก็เห็นว่ากัปตันและผู้ช่วยเดินดูรอบเครื่อง เห็นรถกระเช้าไปทำอะไรไม่รู้ที่หลังเครื่อง แรกๆก็ชื่นชมที่เขาตรวจตราก่อนขับ แต่ตรวจนานจังเลย สงสัยมีปัญหาแน่ๆเลย ผ่านไปได้ครึ่งชั่วโมงเขาก็ให้ขึ้นเครื่อง ตอนนี้ใจผมยังอยู่สนามบินเลยครับ เพราะกลัวและวิตกว่าเครื่องชำรุดนี่จะพาผมไปถึงหาดใหญ่ไหมเนี่ย แต่ก็ไม่มีปัญหาครับ ผมจึงยังมานั่งเขียนบันทึกนี่ได้อยู่ยังไงเล่า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                กลับบ้านรอบนี้ ผมหอบหิ้วเอกสารไปอ่านด้วยเป็นจำนวนมาก เพราะว่าวันอังคารจะต้องนำเสนอใน journal club ซึ่งผมเตรียมเรื่อง ภาวะ painful bladder syndrome/interstitial cystitis (PBS/IC) ตอนแรกกะว่าจะอ่านแค่เรื่องเดียว แต่ทำไปทำมากลายเป็นว่าทำเป็นการทบทวนการวิจัยดีกว่า (review literature) ซึ่งแน่นอนว่าต้องอ่านมากกว่าเดิมหลายเท่านัก ซึ่งตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมอ่านไปหลายฉบับแล้ว นี่เหลือรวบรวมความคิดรวบยอดและทำสไลด์เท่านั้น แต่ก็รู้ตัวเองเหมือนกันว่าคงไม่ได้อ่านตามเคย เพราะว่าบ้านคือที่พักผ่อน ไม่ใช่ที่ทำงาน ผมใช้ชีวิตเพลย์บอยที่บ้านมาตั้งแต่มีลูกนั่นแหละครับ ไม่เคยทำงานได้เลย เล่น นอน อ่านหนังสือ และงานเสร็จช้า ฮา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ไปถึงสนามบินหาดใหญ่ก็สายไปครึ่งชั่วโมง และเสียเวลาไปอีกเป็น 10 นาทีกับพิธีการตรวจคนเข้าเมืองของประเทศเราที่นานกว่าที่ประกาศเอาไว้หลายขุม และเจ้าหน้าที่หน้าตาบึ้งตึง พูดจาไม่เพราะ(กับชาวต่างชาตินะครับ ไม่ได้เกิดกับผมหรอก) วันนี้จิ๋มพาพี่แป้งมากับปุ๊(น้องสาวของผม)มารับ เลยเข้ามานั่งรอในอาคารผู้โดยสาร จ้าไม่ได้มาเพราะว่าเพิ่งหลับ ย่าเลยเฝ้าเธออยู่ที่บ้าน เมื่อผมออกมาจิ๋มก็โทรกลับบ้าน แม่ผมบอกว่าจ้าตื่นแล้ว โวยวายร้องไห้ใหญ่โต พร่ำบ่นว่า ไปรับผ่อพ่อกันหมดเลย  บ่นอยู่หลายครั้งมาก เหมือนน้อยใจที่ถูกทิ้งไป เล่นเอาย่าน้ำตาซึม ต้องปลอบกันยกใหญ่ ผมมาถึงบ้านเธอก็ยังอยู่ในกะละมัง เห็นพ่อเลยกรี๊ดสนั่นด้วยความดีใจ ไม่อาบไม่เอิบกันแล้ว พ่อต้องอุ้มขึ้นมาทั้งเปียกๆอย่างนั้นแหละ และก็ทวงสตรอเบอร์รี่ทันที และผมเริ่มจัดการกับข้าวมื้อแรกด้วยปลากระบอกทอด ต้มผักกาดดองและน้ำพริกที่แม่เตรียมไว้ให้ สมใจอยาก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม เป็นวันที่ต้องไปลงคะแนนเสียงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ แม่กับน้องสาวกลับตั้งแต่เช้า เพราะไปลงคะแนนที่สุราษฎร์ เรากินข้าวเช้ากันที่บ้าน และไปเข้าคูหาที่โรงยิมส์ ม.อ. ตอนแรกไปที่ตึกฟักแต่ก็เห็นประกาศว่าย้ายมาที่นี่ แต่เชื่อไหมว่าเขาติดที่ทางเข้าทางเดียว ซึ่งเป็นทางที่ไม่ค่อยมีคนใช้ ทางเข้าใหญ่ไม่มีประกาศ คนจึงหลงไปหาคูหากันมาก ผมรู้เพราะว่ามีคนมาบ่นกับกกต. ที่หน่วยเลือกตั้ง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เสร็จกิจแล้วก็ไปซื้อของใช้ และกลับมาจัดข้าวของใส่กระเป๋าเป้ เครื่องบินผมออกเวลา 14.55 น. ซึ่งผมออกจากบ้านเวลาบ่ายโมง 20 นาที ระหว่างทางคุณจ้าก็หลับในรถ ผมเลยคิดว่าเดี๋ยวเธอตื่นมาก็เรียกหาพ่ออีก ซึ่งก็เป็นดังว่า เพราะเสร็จจากการส่งผม จิ๋มก็ไปส่งพี่แป้งที่บ้านพี่ปิ่น เพื่อนรุ่นพี่ซี้เก่าของเธอ จ้าตื่นขึ้นมาเลยโวยวายอยู่เกือบชั่วโมง เรียกหาทั้งพ่อและพี่ ส่วนตัวผมนั้นก็กร่อยและแกร่วอยู่ที่สนามบิน เพราะว่าเครื่องไม่สามารถขึ้นมาจากสิงคโปร์ได้เลยจนกระทั่ง 3 โมง 25 นาทีของบ้านเรา นั่นก็คือว่ากว่าจะมาถึงหาดใหญ่และเครื่องพาผมเหาะขึ้นฟ้าได้ก็ 5 โมงกว่านิดๆ ผมก็อยู่ไม่สุขอีกจนได้ เพราะคิดไปว่ามันคงจะขัดข้องทางเทคนิคตามเคย แล้วนี่จะถึงสิงคโปร์ไหมหนา ผมแก้ปัญหาการวิตกด้วยการหลับตลอดทาง มาตื่นอีกทีก็เครื่องเตรียมร่อนลงด้วยความนิ่มนวลตามแบบฉบับของตราเสือเขาล่ะครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                กว่าจะถึงบ้านก็กินข้าวที่ Bugis จนเสร็จเรียบร้อย เล่นเอาเกือบ 4 ทุ่ม รีบอาบน้ำแต่งตัว มานั่งทำงานต่อ เริ่มลงมือปั่นสไลด์ จนเกือบเสร็จก็ล่วงไปตี 2 นี่วันจันทร์แล้วเหรอเนี่ย อรุณสวัสดิ์ครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ก็ยังสามารถตื่นขึ้นมาตอน 6.20 น.ด้วยความสดชื่น เดินไปทำงานช้าๆ เพราะว่าฝนตกพรำๆ รู้สึกว่าเป็นการเดินไปทำงานที่นานมาก (ปกติใช้เวลาราว 12 นาที) แต่มีความสุขเพราะอากาศดีจริงๆ ไป round เช้าที่ ward 42 ระหว่างที่รอหมอชาพาลีมา round ด้วยกัน พลันก็เห็นหมอผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา แว๊บแรกก็คิดว่าเธอสวยดี แต่ก็ไม่ได้สนใจมากนักเพราะเราก็ต่างทำงานของตัวเอง จนเธอเดินออกไป ผมก็สังเกตเห็นว่าพยาบาลวิจารณ์เธอทันทีว่า สวยจังเลย แล้วเขาก็หันมาบอกผมว่า นั่นเป็นหมอคนไทยนะ อ้าวเจ๊ แล้วมาบอกเอาตอนที่เขาเดินออกไปแล้วเนี่ยนะ เธอก็ถามผมว่าผมแต่งงานหรือยัง ผมบอกว่าแต่งแล้ว ลูก 2 เธอก็บอกว่า งั้นก็ไม่มีสิทธิ์ดูผู้หญิงอื่น ผมก็สวนไปว่า ดูน่ะไม่ได้หมายความเรื่องอื่นใดเลย เขาเป็นหมอคนไทย ผมก็อยากจะรู้จักกันก็แค่นั้น แต่นี่เธอเล่นคิดว่าเราต้องจีบ อาละม่ะ !! <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>ช่วงเช้านี้เป็นช่วงเวลาที่ผมต้องตรวจคนไข้ที่คลินิกกับครูลี ตอนบ่ายเป็นช่วงทำวิจัย ผมจึงใช้เวลานั้นมานั่งทำสไลด์จนเสร็จเรียบร้อยในเวลา 5 โมง อ่านหนังสือเพิ่มเติมอีกหน่อยก็กลับบ้าน กะว่าจะไปแต่งสไลด์ให้สวยๆ พี่โต้งก็โทรมาพอดี บอกว่าจะพาไปกิน steam boat ที่ Marina Bay ผมก็รับคำทันทีแบบไม่เกรงใจตัวเองที่ต้องรีบทำงาน (พรุ่งนี้จะต้องนำเสนอแล้ว) ผมจับ shuttle bus ไปลงที่ Novena แล้วต่อรถไฟฟ้าไป Marina Bay เลย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาถึงปลายทางที่ Marina พี่โต้งมาสมทบอีกคน คนอื่นมาไม่ได้เพราะไม่ว่าง เราต้องนั่งรถบัสสาย 400 ไปอีกนิดก็ถึงที่กินแล้ว ลักษณะของร้านเป็นแบบกระทะร้อนบ้านเราครับ กินไม่อั้นในราคา 13 เหรียญ ผมกับพี่โต้งเลยเลือกกินแต่กุ้ง ปูและของที่คิดว่าแพงครับ กระทะของเขาก็ทำง่ายๆ เอาถ้วยวางตรงกลาง เปิดแก๊สใต้ถ้วย ข้างๆถ้วยก็เอาฟรอยด์มาวางเพื่อแผ่ความร้อน มันก็จะเหมือนกับเราปิ้งบนเตาเลยครับ ใส่เนยลงไปเพื่อไม่ให้ติด น้ำซุปไม่อร่อยนัก แต่นั่นก็ยังทำให้ผมไปเอากับข้าวมาเพิ่มจนเกือบล้นพุง กว่าจะถึงห้องก็เกือบ 4 ทุ่ม ใจหายเหมือนกัน เพราะว่าอยากจะอ่านหนังสือเพิ่มเติมเพื่อความพร้อมของวันอังคาร แต่ก็ทำได้ไม่เท่าไหร่ เวลาก็ล่วงไปเกือบตี 2 อีกครั้ง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>การกินวันนี้ ผมมีสิ่งที่ให้ระลึกถึงอยู่อย่างหนึ่งครับ ที่นี่เขาเรียกน้ำซุปต้มยำว่า “Tom Yam” ตรงๆเลยครับ น่าภูใจไหมล่ะ มันเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นชาติไทยเชียวนะครับ มารู้จากอาร์ลีนอีกว่า ที่ฟิลิปปินส์เขาก็เรียนต้มยำเหมือนกัน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>เช้าวันอังคารระหว่างเดินทางไปทำงาน ใจก็หวนนึกถึงรุ่นพี่ที่ทำงานอยู่ที่นี่ พี่การ์ตูน ซึ่งเป็นรุ่นพี่ผมประมาณ 4 ปี เขาจบที่ม.อ.เช่นเดียวกัน จากนั้นก็ไปเรียนต่อด้านกายภาพบำบัดที่อเมริกา และกลับมาทำงานด้านบริหาร ด้านคุณภาพ ครูหาญและหมอบีบอกผมว่าเธออยู่ที่นี่ และผมก็ติดต่อเธอไม่ได้ซักที เชื่อหรือไม่ว่า การคิดถึงทำให้ผมเห็นพี่การ์ตูนเดินเข้าโรงพยาบาล ทันใดนั้นขาผมก็ออกสตาร์ททันที เรียกพี่และก็เลยได้ทักทายกัน พี่การ์ตูนบอกว่ารู้แว่วๆจากครูเหมือนกันว่าผมมาที่นี่ แต่ครูบอกว่าผมยุ่งมาก และเธอก็ยุ่งมาก เพราะที่นี่กำลังเตรียมรับการตรวจ ISO ซึ่งเป็นงานที่เธอรับผิดชอบอยู่ จากนั้นเราก็แยกย้ายกันไป และพี่ก็ได้นัดผมกินข้าวด้วยกันในวันเสาร์ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>การนำเสนอใน journal club ของผมนั้นน่าประทับใจ ทุกคนต้องเข้ามาฟัง ผมก็พูดภาษาอังกฤษแบบผมนั่นแหละครับ แต่ทุกคนก็สามารถเข้าใจในเนื้อหาที่ได้เตรียมมา ผมตบท้ายด้วยการนำเสนอว่า เราใช้งานวิจัยในชีวิตประจำวันได้อย่างไร อะไรคือ number needed to treat (NNT) แสดงวิธีการคำนวณแบบง่ายๆ ต้องขอบคุณอาจารย์พี่เป้า (รศ.พญ.ทิพวรรณ) ที่เตรียมผมไว้อย่างดีตั้งแต่อยู่เมืองไทย งานนี้เลยได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากคนเข้าฟังครับ   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>ตกตอนเย็นก็ไปที่ Orchard เพื่อพบคุณอุ๊ เพราะว่าจะซื้อตั๋วเข้า Sentosa และ night safari ให้ป๋อง เลยชวนดันดีไปกินข้าวด้วยกันเลยที่ Wisma Atria วันนี้ผมเลือกกินตุ๋นหมูกับรากบัวพร้อมข้าวสวยร้อนๆ อร่อยในราคา 4.8 เหรียญ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>วันพุธที่ผ่านมานี้ มีเรื่องน่าดีใจที่สุดของผมเอง ทั้งนี้ก็เพราะว่า ป๋อง เพื่อนที่สนิทมากมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ม.1 มาเที่ยวสิงคโปร์ครับ ป๋องโทรมาหาผมราวๆ เที่ยง บอกว่าถึงที่สนามบินแล้ว จะเข้าเมืองยังไง ป๋องนอนที่โรงแรม Peninsulaตามคำแนะนำของผมครับ เลยบอกเส้นทางการเดินทางไปให้อย่างละเอียด และบอกให้ป๋องไปเที่ยวที่ Orchard พลางๆก่อน และเรานัดเจอกันที่โรงแรมตอน 6 โมงเย็น และเมื่อถึงเวลา ผมก็จับ shuttle bus ไปลงที่ Bugis และต่อสาย 33 ไปลงที่โรงแรม <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>ป๋องอ้วนขึ้นมาก พุงเริ่มพลุ้ยเหมือนผมเมื่อก่อนมาสิงคโปร์แล้ว (ฮา) ผมพาป๋องไปกินที่ร้านจัมโบ้ River Quay เหมือนเดิม ผมสั่งปูผัดพริกไทยดำ (อีกแล้ว) หอยต้นไผ่ (bamboo clam) และสลัดกุ้งทอด พร้อมด้วย Tiger beer 1 เหยือก เราจัดการมื้อนี้ด้วยกันอย่างเร็วรวด จากนั้นก็ไปเดินเล่นที่สิงเตื๊อกและตึกทุเรียน Esplanade เดินกินลมชมวิวอยู่นาน เพราะว่าอากาศดีอย่างมาก ลมพัดไม่แรงมาก อากาศดี จนเมื่อคิดว่าจะเดินกลับโรงแรม เราได้ผ่านร้านหนึ่งที่มีคนนั่งดื่มเบียร์กันอยู่ เห็นแล้วก็นึกว่าน่าดื่มชะมัด เลยนั่งกันต่อและดื่มเบียร์ดำกันคนละ pint ซึ่งอยากจะบอกว่ามันอร่อยมาก ไม่ขม ฟองนุ่มเหมือนดื่มมูซ ผมบอกป๋องว่า วันนี้มีความสุขครับ เพราะไม่ได้เจอกันนานกว่า 6 ปีแล้ว เพื่อนผมคนนี้เป็นที่ 1 ของห้องครับ เขาเคยสอบเข้าเรียนหมอที่ม.อ.ได้พร้อมผม แต่ไม่ยอมเรียน ไปเรียนวิศวะฯที่จุฬาฯแทน เรียน 4 ปี ได้ B ตัวเดียว นอกนั้น A ชวด จบมาทำงานต๊อกต๋อยอยู่ไม่นานก็ไปเรียนด๊อกเตอร์ที่ Ohio เรียนอยู่ 5 ปีก็จบด้านเสาอากาศ ตอนนี้ทำงานอยู่ที่ Virginia <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                </p>กว่าจะถึงห้องก็เกือบ 5 ทุ่ม ไม่สามารถเขียนบันทึกได้เพราะว่าง่วงเต็มแก่ ยกยอดไปวันพฤหัสก็แล้วกัน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>               วันนี้ตื่นขึ้นมาก็ยังสดชื่นแจ่มใสได้อยู่ ชงกาแฟดื่ม ดื่มน้ำไปแก้วใหญ่ สดใสดีก็ไปทำงานตามปกติ วันนี้เป็นวันที่รู้สึกแปลกใจ เพราะว่าครูหาญมีคนไข้ให้ผ่าตัดเพียง 2 รายเท่านั้น ก็อย่างที่บอกนั่นแหละครับว่า เดือนนี้คนไข้ไม่อยากผ่าตัด เพราะเป็นเดือนปล่อยผี (เออสินะ ลืมไปแล้ว ไม่ได้กลัวผีเลยในช่วงนี้ เพราะเหนื่อยเกินกว่าที่จะคิด) เลยว่างงานตั้งแต่ 2 โมงกว่า นั่งคุยกับดันดีและเพื่อนเขาที่มาจากอินโดนีเซีย เพื่อมาดูงานที่นี่ 2 วัน เขาคิดว่าจะมาเป็น fellow หน่วยนี้ที่นี่ราวๆปีหน้า โชคไม่ดีที่ไม่มีอะไรให้ดูมากนักในช่วง 2 วันนี้ เพราะว่าพรุ่งนี้ครูลีก็มีคนไข้ผ่าตัดเพียง 1 คนเท่านั้น เราก็คุยกันว่า ที่นี่ดีเหลือเฟือ และเหนื่อยเหลือหลาย โดนด่าก็บ่อย ให้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ แต่ผมก็บอกเขาว่าตอนนี้มีความสุขดี และอยู่ในระดับมากเสียด้วยครับ และช่วงบ่ายนี้เองที่จูดี้บอกผมว่า บรรณาธิการนิตยสารที่นี่เขาติดต่อครูหาญให้เขียนบทความเรื่องปัสสาวะเล็ดให้เขา ครูเลยบอกให้ผมเขียน 1,000-2,000 ตัวอักษร เลยไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ผมกลับบ้านราวๆ 3 โมงนิดๆ แล้วก็ผล็อยหลับไป มาตื่นอีกทีก็เกือบ 5 โมง ป๋องโทรมาชวนว่าให้ไปเที่ยวที่ night safari ด้วยกัน ว่าแล้วผมก็ผลุงออกจากเตียง รีบเดินไปที่สถานีรถไฟฟ้า Little India ไปเปลี่ยนสายที่ Dobhy Gouht ซึ่งก็ได้เจอกัน แล้วไปลงที่ Ang Mo Kio แล้วไปต่อรถบัสที่ฝั่งตรงข้าม สาย 138 ไปสุดปลายทางที่สวนสัตว์กลางคืนเลยครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ที่ night safari นี่สร้างความประทับใจให้ผมหลายอย่าง อย่างแรกก็คือราคาบัตรที่แสนจะแพง ตั้ง 32 เหรียญ ทั้งๆที่ผมสามารถซื้อจากคุณอุ๊ได้ในราคา 20 เหรียญเท่านั้น แต่ตอนนั้นไม่ได้ซื้อเผื่อตัวเอง เจ็บใจ เจ็บใจ จากนั้นเราก็แวะดูการแสดงคนป่าเล็กน้อยก่อนที่จะเดินเข้าไปข้างใน เขาจัดทางเข้าไว้ได้อย่างสวยงาม แสงไฟเหลืองๆสลับด้วยคบไฟที่ไม่ใช่ขี้ไต้ เราเลือกที่จะนั่งรถชมสัตว์แทนการเดินครับ เพราะว่าท้องฟ้าเริ่มแลบแปล๊บปล๊าบ เสียงครืนๆดังมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ สงสัยพระพิรุณคงอยากจะมาเที่ยวด้วยแน่ๆ คนเข้าแถวรอขึ้นรถยาวเหยียด แต่เขามีรถจำนวนมากจนเราไม่ต้องรอนานเลยครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ในสวนสัตว์นี้ จะว่าไปก็ไม่ค่อยมีสัตว์ที่ไม่เคยเห็นนัก ควายบ้านเราก็มี กวาง เสือ สิงโต (มันอยู่ใกล้เรานิดเดียวเอง คั่นเอาไว้ด้วยสระน้ำลึกแค่นั้น ที่ชอบมากคือไฮยีน่าครับ เพราะว่าไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่นานนักฝนก็เริ่มตก แต่ตกหนักเป็นเรื่องเป็นราวดีแท้ครับ หนักจนต้องดึงม่านพลาสติกลงมาคลุม ทำให้มองสัตว์ได้ยากไปนิด แต่เมื่ออยู่ในที่มืดก็ยังพอไหว น่าชื่นชมในการจัดการทัศนียภาพของเขาครับ เพราะบรรยากาศเหมือนป่าฝน (ซึ่งฝนก็ตกมาจริงๆ..ฮา) ช่วงไหนเป็นที่น้ำไหล เขาก็มีน้ำท่วมถนนให้รถวิ่งฝ่าเข้าไป รู้สึกดีครับ วนได้จนครบรอบฝนก็ยังไม่หยุด เรื่องความคิดที่จะเดินดูสัตว์นี่หยุดคิดไปได้เลยครับ นี่ไม่รู้ว่าที่เชียงใหม่บ้านเราจะเป็นยังไงบ้างนะครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ประมาณ 3 ทุ่มครึ่งเราก็กลับกัน ฝนก็ยังไม่หยุด เริ่มหิวข้าวแล้วสิ แต่กินที่นี่ไม่ลง เพราะว่ามันแพงจริงๆ ราคาประมาณ 3 เท่าของข้างนอก เราจับรถสายเดิมไปลงที่ Ang Mo Kio ไปลงที่ Chinatown ผมตั้งใจจะพาป๋องไปกินข้าวต้มขากบ ลุ้นเหมือนกันว่าเขาจะปิดร้านหรือยัง ซึ่งสมหวังครับ เวลานั้นเกือบ 5 ทุ่มแล้ว ฝนก็ไม่มีแล้วเพราะพระพิรุณง่วง แต่คนยังเยอะอยู่เลยครับ และทยอยมากันเรื่อยๆ อยากรู้เหมือนกันว่าเขาปิดกี่โมงกี่ยามกัน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เราแยกย้ายกันราว 5 ทุ่มครึ่ง ป๋องสามารถเดินกลับโรงแรมได้เลย ผมก็นั่งรถบัสต่อไปอีกหน่อย 2 วันมานี้มีความสุข ได้คุยกันถึงเรื่องราวเมื่อเรียนมัธยม เรื่องราวตั้งแต่ม.1 ถึง ม. 6 ผมบอกป๋องว่าให้เขียนบันทึกเรื่องราวสิ เพราะเขาก็เคยเป็นนักเขียน ป๋องบอกว่าเลิกการเขียนไปนานแล้ว สงสัยอีกไม่นานผมน่าจะได้เขียนเป็นแน่แท้ ใครจะว่าแก่ก็ช่างครับ เพราะเราก็มีอายุมากขึ้นจริงๆ ตอนนี้ก็ 35 เข้าไปแล้ว ความทรงจำในอดีตเป็นสิ่งที่น่าจดจำไม่ใช่หรือ เขียนตอนนี้ดีกว่าไปนั่งเทียนนึกเอาตอนแก่ ถึงตอนนั้นอาจจะสมองเสื่อมไปแล้วก็ได้แฮะ