กิเลส อกุศลจิต ความรู้สึก และการถูกเอาเปรียบ เมื่อเกิดความรู้สึกว่าโดนเอารัดเอาเปรียบ บางครั้งก็รู้สึกว่าอยากทำเหมือนที่คนอื่นทำ มันสบายดี เข้าทางกิเลส เช่นมาสาย ชอบอู้นั่นนี่ บางทีก็รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> ในการทำงานในองค์กร การทำงานมักจะต้องทำด้วยกันหลายคน ไม่สามารถทำทั้งหมดคนเดียวได้ งานจะสำเร็จได้ด้วยดีและมีความสุข เมื่อเราให้ความร่วมมือร่วมแรงกัน คนละมือคนละไม้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> แต่ถ้าหากว่าในหน่วยงานหรือองค์กรใด มีเพื่อร่วมงานที่ทำงานแล้ว อาจจะสร้างความเดือดร้อนใจกับคนรอบข้าง ไม่ช่วยกัน ไม่ทำตามแนวทางที่สร้างไว้ หรือไม่ใช้สามัญสำนึกที่ดีในการทำงาน โดยที่อาจจะไม่รู้ตัวหรือโดยเจตนาก็ตาม.. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> บ่อยครั้งที่เราอาจจะรู้สึกว่า เอ?? เรานั้นโดนเอาเรียบหรือเปล่านะ ทั้งๆที่ค่าตอบแทนก็เท่ากัน แต่ระยะเวลาในการทำงานกลับไม่เท่ากัน ความรู้สึกว่าโดนเอารัด เอาเปรียบนี้จะถือว่าเป็นกิเลส เป็นความชั่วร้ายของเราหรือเปล่านะ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> เพราะว่าบางครั้งไม่รู้ว่าทำไม ตอนแรกๆ มันไม่มี(หรือมีน้อยมากจนเราไม่รู้) ด้วยความเข้าใจว่า คนเราต้องดูกันระยะยาว ต้องให้โอกาสเพื่อการพัฒนาและเรียนรู้ คนเราไม่มีใครที่ไม่อยากเป็นคนที่ดี คนเรานั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป แต่สิ่งต่างๆนั้นยังคงเหมือนเดิม เสียงภายในของเรา เสียงเรียกร้องแห่งความถูกต้อง มันดังขึ้นๆเรื่อยๆ รบกวนจิตใจของเราจังนะ มันเป็นความรู้สึก ความคิดแบบเด็กๆมาก แต่มันก็มีอยู่จริง หรือเพราะเรายังไม่เติบโต ไปไม่ถึงไหน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> บางครั้งภายในจิตของเราก็บอกไม่เป็นไรนะ เราต้องมีเมตตาจิตสิ เป็นเรื่องของกรรม ปล่อยไป เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ไม่ต้องใส่ใจหรือคิดมาก แต่บางครั้งก็แอบคิดไม่ได้เพราะว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่จะตกที่เราคนเดียว แต่เกิดกับคนอื่นๆด้วย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> ไม่รู้ว่าหลายคนจะมีประสบการณ์แบบเด็กๆ เช่นนี้หรือเปล่าครับ
เป็นหัวข้อที่ดีมากครับ คุณหมอ
การทำงานในบางครั้ง เรามักเกิดความรู้สึกเช่นนี้
ทั้งๆที่เดิมทีเรามีความมุ่งมั่นที่จะทำงานอย่างเต็มที่ หรือทำความดีอย่างเต็มที่
แล้วอดรู้สึกไม่ได้ว่า...เราทำมากกว่าเขา
เขาทำน้อยกว่าเรา
ไม่มีใครเห็นค่าในสิ่งที่เราทำ
หรือ เราทำแทบตาย เขาทำนิดหน่อย คนทั้งหลายกลับมองว่า เท่าเทียมกันกับคนอื่นๆ
ทั้งที่ทำงานน้อยกว่าเรามากและทำไม่ดีเท่าเรา
เรื่องทั้งหมดนี้ เป็นวิธีคิดที่เป็นอกุศลจิต
เป็นตัวกิเลส ที่ชื่อมานะ ครับ
ที่เกิดขึ้นแทรก ในขณะที่ทำงานหรือทำความดี โดยเอาตัวเราไปเทียบเปรียบคนอื่นๆอยู่ตลอดเวลา
เราดีกว่าเขา เขาดีกว่าเรา
เราเท่ากับเขา เขาเท่ากับเรา
เราด้อยกว่าเขา เขาด้อยกว่าเรา
ทั้งเป็นจริงและไม่จริง
มานะ จึงเป็นกิเลสที่เร้นอยู่ในความคิดและจะแสดงออกมาเมื่อมีโอกาส มันฝังลึกอยู่ในจิต จึงเรียกว่า ทิฏฐิมานะ
คำว่าทิฏฐิ หมายถึงความเห็นผิด ที่เป็นมิจจฉาทิฏฐิ คือ เห็นทุกสิ่งว่าเป็นตน เป็นอัตตา
จึงเกิด สักกายทิฏฐิ (ความยึดมั่นในตน) อย่างเหนียวแน่นในขณะที่ คิด พูด และทำสิ่งใดก็ตาม
ทิฏฐิมานะ จึงเป็นตัวกิเลสร้าย ที่เปรียบเสมือนผู้ก่อการร้าย ที่คอยแทรกซึมและบ่อนทำลาย จิตที่คิดดี จิตกุศล
ให้อ่อนกำลัง ให้อ่อนล้า ให้เสื่อมศรัทธา และให้ละความเพียร ในการประกอบคุณงามความดี
ขอบคุณในข้อเขียนดีดี ที่ทำให้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นครับ :)
ต้อมเองก็เป็นบ่อยค่ะ และก็หลายครั้งก็หลงเข้าทางกิเลสไปเสีย
คงเป็นเพราะสติไม่มั่นคงพอน่ะค่ะ
คงต้องฝึกอีกเยอะ (( ต้อมหมายถึงตัวต้อมน่ะค่ะ )) ^_^
สวัสดีครับคุณ
สวัสดีครับอาจารย์ <div style="padding-right: 4px; padding-left: 0px; padding-bottom: 4px; padding-top: 0px">
</div><div class="info">
พิชัย กรรณกุลสุนทร </div><div class="info"> - ความเห็นอาจารย์ ทรงคุณค่าต่อผมมากๆครับ</div><div class="info"> -ได้แวะไปเขียนขอบพระคุณอาจารย์ในคำถามแล้วครับ</div>
ขออนุญาตแลกเปลี่ยนด้วยนะคะ
หากเรามองจิตเราทำงาน นิ่งๆ ทบทวนดู เราจะเห็นกลไก และรูปแบบซ้ำๆ ที่มักก่อให้เกิดความอึดอัดคับข้องใจกับเราบ่อยๆ ... ลองหยิบมาพิจารณาดูค่ะ... สิ่งนั้นจะสะท้อนโลกทัศน์ หรือการมองโลกของเรา และเราก็มักใส่ใจ (เกินไปในสายตาของคนอื่น.... ซึ่งคนอื่นก็มีเรื่องที่ใส่ใจเกินไป ตามสายตาของเราเช่นเดียวกัน)
ในพุทธ จะมีการแบ่งประเภทคนเป็น จริต 6
ตามศาสตร์นพลักษณ์ แบ่งคนเป็น 9 ประเภท ... เมื่อเรารู้ตัวเองว่า เรามักจะมีกิเลสตัวหลักครอบครองชีวิตเราอยู่ และเรียนรู้ เห็นกิเลสตัวที่ครอบครองเพื่อนร่วมงาน คนใกล้ตัวอยู่ จะเป็นแบบฝึกหัดให้เรารู้จัก "รัก" และ "เมตตา" ตัวเอง ให้อภัยตัวเอง และขณะเดียวกันก็สามารถ ให้อภัยคนอื่นได้ง่ายขึ้นค่ะ (เพราะเห็นว่า แต่ละคน ก็ล้วนกำลังตกหลุม หรือกับดัก ของใครของมันอยู่.... ในฐานะเพื่อนร่วมทุกข์)
ตัวชี้วัดอันหนึ่งว่า เราให้อภัยใด้ถ่องแท้หรือไม่คือ ถ้าเราเห็นเขาทำแบบที่ทำให้เราคับข้องใจในครั้งถัดมาแล้วเราไม่คับข้องใจอีก ... แต่ถ้าเรายังคับข้องใจอยู่ แสดงว่า เรากดทับความรู้สึกไว้เท่านั้นเอง จึงอภัยไม่ได้อย่างสนิทใจ
สวัสดีครับอาจารย์
บางครั้งผมก็คิดเกณฑ์ ในการวัดการเติบโตภายในเช่นเดียวกับที่อาจารย์แนะนำครับ
แต่มันก็แว๊ปๆครับ
ครั้งนี้ได้อาจารย์มาย้ำ คิดว่ามั่นใจมากขึ้นครับ
ก็มีหลายเรื่องที่เคยผ่านมาได้ และดีขึ้นเรื่อยๆครับ
ขอบพระคุณอาจารย์อย่างยิ่งนะครับ
มีความรู้สึกเช่นนี้กับการทำงาน
ตั้งใจสู้กับงานใหม่ แต่ผลที่ได้ เจ้าของกิจการไม่เคยเห็นคุณค่าของ
เจ้าหน้าที่ เอาเปรียบเราได้ทำ ใครที่มีผลประโยชน์และเหนือกว่าเขา
เขาจะยอม อย่างนี้เราจะทำอย่างไรดีละคะ