นโยบายเพื่อเด็ก
โดย วัลลภ ตังคณานุรักษ์  มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก

หากนำเอา "วันเด็กแห่งชาติ" (เสาร์ที่ 8 มกราคม 2548) มาเชื่อมโยงเข้ากับ "วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร" (อาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548) พบว่ามีข้อที่ควรคิดพิจารณาอย่างน้อย 2 ประเด็นด้วยกัน คือ ประเด็นที่หนึ่ง เห็นควรเปลี่ยนการให้ "คำขวัญวันเด็ก" มาเป็นการให้ "ของขวัญแก่เด็ก" ตามปรัชญาแนวคิดที่มีวันเด็กแห่งชาติขึ้น เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น คำขวัญที่มอบให้แก่เด็กนั้น มักจะเป็นถ้อยคำที่เรียกร้องให้ "เด็กทำสิ่งนั้นสิ่งนี้" หรือ "ประพฤติตนเช่นนั้นเช่นนี้" ทั้งๆ ที่สิ่งนั้นสิ่งนี้หรือความประพฤติเช่นนั้นเช่นนี้ที่มีให้เด็กท่องจำในวันดังกล่าว ผู้ใหญ่ยังไม่ได้ปฏิบัติหรือปฏิบัติตรงกันข้าม จนนำมาเป็นแบบอย่างไม่ได้ ดังนั้น คำขวัญจึงปราศจากความหมาย ผ่านวันเด็กไปทุกคนก็ลืมถ้อยคำหรูๆ เหล่านั้น ขณะเดียวกัน ในวันพิเศษเช่นนี้ รัฐควรจะให้ "ของขวัญแก่เด็ก" เป็นการเฉพาะ ดังตัวอย่างที่เด็กๆ บนที่สูงที่เกิดในผืนแผ่นดินไทย ร้องขอต่อนายกรัฐมนตรีว่า พวกเขาต้องการได้ "สัญชาติไทย" เป็นของขวัญในวันเด็กแทนคำขวัญ

ประเด็นที่สอง ใช้ "วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร" ประกาศ "นโยบายเพื่อเด็ก" เป็นของขวัญวันเด็ก ซึ่งในที่นี่ขอนำเสนอนโยบายบางประเด็นสู่การพิจารณาของพรรคการเมืองทั้งหลาย ดังนี้
1.หยุดขายความดีเพื่อเงิน นั่นคือยกเลิกการส่งเสริมอบายมุขทุกชนิด ตั้งแต่ สุรา บุหรี่ หวยใต้ดิน บ่อนการพนัน เพราะสิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานที่ทำให้สังคม ชุมชนและครอบครัวอ่อนแอ เกิดปัญหาอาชญากรรมการใช้ความรุนแรงทำร้ายกัน อุบัติเหตุและทำลายสุขภาพ

2.บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง สังคมไทยมีกฎหมายที่ดีอยู่มากมายที่จัดการกับสื่อลามก สถานบริการที่ทำผิดกฎหมาย ยาเสพติด ร้านเกมที่เอาเปรียบเด็ก ผู้ใหญ่ที่ทำร้ายเด็ก ที่ใช้เด็กไปขอทาน ไปค้าประเวณี ไปทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสม ฯลฯ แต่กฎหมายมักละเลย มิหนำซ้ำกลับไปส่งเสริมหรือให้การปกป้องคุ้มครองเสียอีก

3.ส่งเสริมชุมชนให้เข้มแข็งและมีบทบาทในการดูและเด็ก โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนได้ร่วมกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น กำหนดโครงการและมาตรการในการดูแลและพัฒนาเด็กที่ชัดเจนขึ้น ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐอย่างแท้จริง

4.ส่งเสริมครอบครัวให้เข้มแข็งและพร้อมในการดูแลเด็ก ตั้งแต่การมีหลักสูตรครอบครัวศึกษาในทุกระดับ การเตรียมครอบครัวรุ่นใหม่ มีศูนย์ส่งเสริมและฟื้นฟูครอบครัว เสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมและกิจกรรมที่ดีสำหรับครอบครัว

5.การรักษาและวิจัยเพื่อเด็กต้องดำเนินควบคู่กันไป ภายใต้การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ความหลากหลายของวิธีการและการส่งเสริมอย่างจริงจัง เพื่อประโยชน์สูงสุดที่เด็กๆ จะได้รับและมีพัฒนาการรอบด้าน
6.นำศาสนาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาจิตใจเด็ก หลักศาสนาและวัฒนธรรมของไทยมีคุณค่าอนันต์มากล้น รัฐต้องสนับสนุนวิธีการนำเสนอและประยุกต์ให้เข้าถึงจิตใจของเด็กและเยาวชน รวมถึงหนุนให้มีการนำพื้นที่และทรัพยากรของศาสนาที่มีอยู่มาใช้เพื่อการพัฒนาเด็กโดยตรง

7.เน้นดูแลกลุ่มเด็กด้อยโอกาสเป็นพิเศษ เนื่องจากสังคมไทยมีเด็กกลุ่มนี้กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งบนดอย เกาะแก่ง ริมฝั่งทะเล ในสลัม สถานสงเคราะห์ สถานพินิจ แหล่งบ้านพักคนงานก่อสร้าง ชายแดนชนบทห่างไกล เป็นหน้าที่ของรัฐจะต้องเร่งดูแลและคุ้มครองสิทธิพวกเขาอย่างจริงจังต่อเนื่อง

8.เยาวชนเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาสังคม วิธีการสำคัญที่จะดึงเยาวชนออกมาจากการมั่วสุม การเที่ยวเตร่ตามสถานเริงรมย์ การใช้ความรุนแรง และการใช้ชีวิตที่ฟุ่มเฟือยไร้คุณค่า ก็ด้วยการที่รัฐจะต้องส่งเสริมให้พวกเขาได้รวมกลุ่มทำกิจกรรม สัมผัสชีวิตที่แท้จริงรู้ค่าของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

9.การพัฒนาสื่อเพื่อเด็กและครอบครัว โดยกำหนดให้สื่อของรัฐเป็นแบบอย่างในการลงทุนเพื่อเด็ก ทั้งผลิตรายการที่ดี ทั้งส่งเสริมให้รายการที่ดีได้มีพื้นที่นำเสนอ การให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการผลิตและนำเสนอ พร้อมทั้งใช้งบประมาณด้านการประชาสัมพันธ์ของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจสนับสนุนรายการที่ดีให้นำเสนอในสื่อของภาคเอกชนได้อย่างต่อเนื่อง


10.การประสานพลังทุกภาคส่วนเพื่อเด็ก รัฐต้องตระหนักเสมอถึงภาระสำคัญในการรวมพลังจากทุกภาคส่วนเพื่อการพัฒนาเด็ก เพราะเด็กอยู่ทุกพื้นที่ อาศัยลำพังเพียงราชการนั้นย่อมไม่ครอบคลุมล่าช้าไม่ทันสมถานการณ์และไม่สันทัดในทุกเรื่อง

ทั้ง 10 ประเด็นนี้ ฝากทุกพรรคการเมืองนำไปกำหนดเป็นนโยบายสำคัญเพื่อเด็ก ทั้งนี้จะต้องไม่ลืมว่าเรามี "พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก" ที่ให้ทุกจังหวัดมี "คณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัด" ซึ่งประกอบไปด้วยคณะบุคคลที่ทรงคุณวุฒิในจังหวัด ทำหน้าที่ประมวลสถานการณ์ปัญหาเด็กและจัดทำแผนมาตรการในการปกป้องคุ้มครอง ช่วยเหลือ ฟื้นฟูและพัฒนาเด็กภายในขึ้นมา

กลไกนี้สำคัญมาก รัฐจะต้องให้ความสำคัญเพราะจังหวัดใกล้ชิดความเป็นจริงมากกว่า จะให้บุคคลภายนอกไปเที่ยวสุ่มเก็บข้อมูลแบบหยาบๆ แล้วหยิบเอาบางด้านบางมุมของเด็กกลุ่มเล็กๆ ไปให้สื่อแพร่ขยายความ จนผู้คนในสังคมไทยเข้าใจผิดมามากต่อมากแล้ว หนำซ้ำยังถูกต่างประเทศหยิบไปตีแผ่แบบผิดๆ ซ้ำเติมเข้าไปอีก...อย่าปล่อยให้เสียหายแบบนี้อีก