ผู้ผลิต สร้างสรรค์งานหัตถกรรมต้องมีสติรู้เท่าทันกิเลสตนเอง ว่าต้องการอะไร อย่าลืมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่การทำการทุกอย่างต้องมีเหตุผล มีความพอประมาณ และมีภูมิคุ้มกัน โดยอยู่บนฐานของความรู้และคุณธรรม

ตอนที่แล้วเล่าว่าCraftsNet Project เอเชีย ทำกิจกรรมต่างๆมาในช่วง ๑๘ เดือน มีWorkshop ๓ ครั้ง น่าสนใจเพราะเปลี่ยนประเทศที่จัด และหัวข้อด้วย แต่เมื่อนำมาประมวลได้เห็นความเชื่อมโยงชัดเจน

  • ครั้งแรกจัดที่ศรีลังกา เรื่อง Crafts and Information Technology หรือหัตถกรรมกับไอที ดูว่าการใช้ไอทีจะทำได้อย่างไรและสร้างผลให้เกิดอะไรขึ้นในภาคหัตถกรรม การสร้างให้เกิด อี คอมเมิร์ซ หรือค้าขายหัตถกรรมจะทำได้อย่างไร จะทำเว็บไซท์ให้ได้ดีเกิดความสำเร็จในการค้าหัตถกรรมจะต้องมีปัจจัยอะไรบ้าง งานนี้ผู้จัดคือ National Chamber of Handicrafts of Sri Lanka - NCHSL

  • ครั้งที่สอง จัดที่เยอรมัน เรื่อง Crafts and Tourism หรือ หัตถกรรมกับการท่องเที่ยว ประเด็นหลักๆที่อภิปรายกันคือ ภาคหัตถกรรมจะปรับตัวอย่างไรกับนักท่องเที่ยวประเภทใหม่ ที่เน้นท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรม ต้องการเสพความแตกต่างจากความงามของอกลักษณ์แท้จริง ที่จะเห็นในประเทศต่างๆที่ตนไปท่องเที่ยว ไม่ใช่นักท่องเที่ยวที่มารีบๆดู รีบๆกิน รีบๆเที่ยว รีบๆช้อป และทุกอย่างเอาราคาถูก นอกจากนั้นหัตถกรรมกับการท่องเที่ยวในยุคโลกาภิวัตน์ เป็นอย่างไร และจะช่วยพัฒนาความสามารถในการออกแบบโดยที่ยังคงรักษาความเป็นอัตตลักษณ์ของท้องถิ่นได้อย่างไร ผู้จัดงานคือ Baratungsstelle fur Formgebung - BF เป็นองค์กรเกี่ยวกับการออกแบบงานหัตถกรรม

  • ครั้งทีสาม จัดที่บังคลาเทศ มุ่งหัตถกรรมกับการตลาด เรื่องMarketing and Promotion of Crafts in Asia & Europe เขาว่ากันตั้งแต่เรื่องของการสงวนสิ่งที่เป็นสมบัติทางประเพณี วัฒนธรรมของภูมิภาคเอเชียใต้ การส่งเสริมหัตถกรรมดั้งเดิม และในขณะเดียวกันก็ให้มีการพัฒนาการออกแบบใหม่ๆ การบริหารจัดการการออกแบบและการตลาด ตลอดจนประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหัตถกรรม ผู้จัดงานคือ National Crafts Council of Bangladesh

ผู้รายงานผลสรุปจากเวิร์คชอปทั้งสาม กล่าวสรุปว่าทั้งสามเวิร์คชอปนั้นมีปัจจัยเกี่ยวเนื่องกัน ไม่สามารถแยกเป็นเรื่องๆเพื่อดำเนินการโดยลำพังตัวเองได้ ผู้เขียนไม่ได้ไปร่วมประชุมทั้งสามครั้ง เลยเล่าละเอียดไม่ได้

ผู้เข้าร่วมประชุมที่กรุงเทพให้ความสนใจกับการใช้ไอทีมาก หลังจากมีการบรรยายเรื่องการใช้ไอทีเพื่องานหัตถกรรม โดยเฉพาะในการทำเว็บไซท์เพื่อเป็นช่องทางในการจัดแสดงและจำหน่าย มีการตั้งคำถามมากมาย ส่วนหนึ่งเกี่ยวกับเทคนิคในการแสดงภาพให้หมุนดูได้รอบตัวบ้าง การเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต ผู้ซื้อ ผู้ส่งออกบ้าง

ตรงนี้ล่ะเริ่มจะออกรส เพราะมีคำถามที่เป็นหัวใจของการทำหัตถกรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า อี คอมเมิร์ซ จะเหมาะสมกับการค้าขายหัตถกรรมของเอเชียแค่ไหน

ประเด็นแรกคือ นำสินค้าลงในเว็บแล้วมีคนเลียนแบบ ตัดราคา จะทำอย่างไร ฝรั่งตอบแบบฝรั่ง คือให้มีตราสินค้า(Brand) แล้วให้จดลิขสิทธิ์ ใครๆก็ทราบว่าผู้ผลิตหัตถกรรมเอเชีย ที่ผลิตมากๆเน้นส่งออก ก็มีคู่แข่งขันสูงอยู่แล้ว กำไรไม่ใช่มาก จะเอาเงินที่ไหนมาจดลิขสิทธิ์ ความรู้ที่จะไปดำเนินการก็ไม่มี องค์กรด้านหัตถกรรมที่มีอยู่ในแต่ละประเทศก็ช่วยไม่ได้นัก ผู้เขียนว่าตรงนี้สะท้อนให้เห็นความไม่พอเพียงของการผลิตมากๆเพื่อส่งออก คือ มันเกินพอประมาณ และไม่มีความรู้พอในสิ่งที่อยากไปให้ถึง (ตลาดยุโรป) ไร้ภูมิคุ้มกัน

มีผู้เสนอว่าหากสินค้าที่ผลิตมีคุณภาพสูง ก็จะมีลูกค้าประจำ หรือมีการแนะนำกันต่อๆ เว็บเป็นแค่ที่เสนอให้เห็นสินค้าว่ามีอะไร เมื่อลูกค้าติดต่อมา ลูกค้าจะได้รับตัวอย่างสินค้าไปดู ไป จับต้องจริงๆก่อนตัดสินใจ งานหัตถกรรมต้องขายความประทับใจ ความสุขจากการได้จับต้อง ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราว มีชีวิตของผู้ทำเผยอยู่ในงานนั้น 

นี่เป็นข้อคิดที่ผู้เขียนอยากให้คนภายนอกที่จะเข้าไปพัฒนาหัตถกรรมของชาวบ้าน ต้องตระหนักให้มากว่า "หัตถกรรมทำไม และหัตถกรรมเพื่อใคร" เพราะหัตถกรรมนั้นผูกอยู่กับวิถีชีวิต วัฒนธรรมของชาวบ้านอย่างแยกไม่ได้ ปัจจุบันหัตถกรรมถูกทำให้เป็นแค่ "สิ่งเอาไปแลกเงิน"

ผู้ประชุมจากบังคลาเทศ ซึ่งหัตถกรรมที่เด่นมากคือเรื่องผ้าประเภทต่างๆ และพรม เพิ่มเติมว่า สินค้าหัตถกรรมจากบังคลาเทศนั้นเป็นสิ่งที่ไปจดลิขสิทธิ์ไม่ได้หรอกเพราะความรู้ในการทำก็รู้กันโดยทั่วไป สืบทอดกันมาหลายชั่วคน จะให้ขายกันทางอินเทอร์เน็ตก็ไม่เหมาะกับสภาพสังคม ซึ่งผู้ผลิตอยู่ในชนบท ยากจน ไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ จะมาทำโฮมเพจก็คงเกินความสามารถ แม้มีคนทำให้ การสั่งซื้อโดยทั่วไปจะจ่ายผ่านบัตรเครดิต ซึ่งก็เกินความเป็นจริงของชีวิตอีกนั่นแหละ ส่วนมากคนที่ไปซื้อสินค้าก็จะไปในชนบทถึงแหล่งผลิตด้วยตนเอง ถือเงินสดไป พอใจก็จ่ายเงิน แล้วหิ้วหอบสินค้ากลับไปเอง แม้แต่ผู้ซื้อจากต่างประเทศ ก็ทำเช่นนี้ ทำให้ไม่สามารถแสดงสถิติได้ว่าหัตถกรรมของบังคลาเทศ มีมูลค่าส่งออกจริงๆเท่าไร

ข้อสรุปของผู้เขียนคือ เทคนิค เทคโนโลยี ในการค้าขายทางอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่เรื่องยาก ทำการอบรมไม่กี่วันก็ทำได้แล้ว แต่ไอทีจะเหมาะกับบริบทของหัตถกรรมเอเชียเพียงใดต่างหากที่เป็นเรื่องยาก ไม่สวยหรูเลิศ ผู้ผลิตที่มีเงิน มีความรู้ก็จะได้ประโยชน์อยู่ดี ชาวบ้านคงต้องเป็นผู้ผลิตตามออร์เดอร์ต่อไปหากยังคิดผลิตแบบกระแสโอทอปคงหนีไม่พ้นชะตากรรม

อีกประเด็นที่อภิปรายกันนานคือเรื่องของการยกเว้นภาษีจากประเทศที่นำเข้า ฟังแล้วเหนื่อยคือได้ทราบว่าประเทศที่กำลังพัฒนาเมื่อต้องการส่งออกสินค้าหัตถกรรมก็พยายามทุกวิธีที่จะทำให้ "ราคา"ที่ผู้นำเข้าต้องจ่ายลดลง เพื่อเป็นข้อได้เปรียบ เช่นความพยายามในการให้ได้มาซึ่งตรารับรองจากภาครัฐว่าสินค้านั้นเป็นของที่มาจากถิ่นกำเนิดคือประเทศกำลังพัฒนา และเป็นของ handmade ซึ่งไม่มีความสำเร็จนัก

ทุกประเทศ(ที่กำลังพัฒนา)มีปัญหาเหมือนกันเรื่องการออกแบบ และคุณภาพสินค้า การจะทำตลาดยุโรปต้องมีการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งยากที่จะเกิดขึ้นในหัตถกรรมจากเอเชีย บังคลาเทศกล่าวว่า หัตถกรรมแบบประเพณีดั้งเดิม หรือ Traditional Crafts ไม่ค่อยมีนวัตกรรมการออกแบบ แต่ก็พยายามให้เกิด หัตถกรรมร่วมสมัย หรือContemporary Crafts โดยเอาหัตถกรรมดั้งเดิมมาปรับโฉม รูปแบบให้เข้ากับชีวิตสมัยใหม่ของผู้คนในตลาดยุโรป และเขาก็ยอมรับว่าทำสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐานสูงเพื่อการส่งออกนั้นทำยาก

การผลิตปริมาณมากๆก็เป็นปัญหา เขายังมีปัญหาที่ต้องปรับปรุงกระบวนการผลิตด้วย และหวังว่าจะสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างสมาชิก CraftsNet ด้วยกันได้

ฟังแล้วนึกถึงการทำผ้าย้อมครามแม่ฑีตา ที่งานวิจัยได้ปรับปรุงกระบวนการผลิต การสนับสนุนให้ผู้ผลิตได้เปิดหู เปิดตา เห็นมาก ทำให้เกิดความคิดใหม่ๆในการออกแบบลวดลาย และผลิตภัณฑ์ แต่เขาพบว่าการโหมผลิตเพื่อส่งออก ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ เพราะมันเคร่งเครียด ขัดกับธรรมชาติของการทำหัตถกรรมที่ต้องทำอย่างอิสสระและมีความสุข

อย่างไรก็ตามเมื่อมีการก่อตั้ง CraftsNet Network ขึ้นมา คงจะมีประโยชน์แน่ๆ เพราะมีเว็บไซท์ให้ติดตามแลกเปลี่ยนข่าวสาร มีโครงการสืบเนื่องที่จะประสานผู้ผลิต กับผู้ส่งออก มีความช่วยเหลือทางวิชาการในการพัฒนาผลิตภัณ์ แต่ที่สำคัญคือผู้ผลิต สร้างสรรค์งานหัตถกรรมต้องมีสติรู้เท่าทันกิเลสตนเอง ว่าต้องการอะไร อย่าลืมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่การทำการทุกอย่างต้องมีเหตุผล มีความพอประมาณ และมีภูมิคุ้มกัน โดยอยู่บนฐานของความรู้และคุณธรรม