คืนนี้ ฝนตกพร่ำๆมาตั้งแต่หัวค่ำ สักครู่ไฟฟ้าก็ดับ ผมจำต้องเข้านอนฟังเสียงอึ่งอ่างคร่ำครวญ นอนฟังเพลินจนหลับไป ตื่นมาตี3ไฟฟ้าก็ยังไม่สว่าง จะนอนต่อก็ใจตื่นเสียแล้ว ควานหาเทียนมาจุด แล้วก็นั่งบันทึกนี้ท่ามกลางความสงัดแห่งราตรี แต่ก็ไม่ลืมส่งใจไปแอบดูลูกหลานที่นอนหลับใหล บางคนนอนดิ้น บางคนนอนงอเหมือนกุ้ง บางคนละเมอ บางคนนอนยิ้ม ใครรู้ตัวยกมือขึ้น!!   

ผมได้รู้จักBloggerหลายท่าน ยิ่งคุ้นเคยก็ยิ่งได้ความรู้มากขึ้นแบบไม่มีข้อจำกัด เป็นวิธีรับความรู้ที่เต็มไปด้วยน้ำจิตน้ำใจ ไม่แข็งกระด้างเหมือนเรียนรู้ด้วยวิธีอื่น ชาวBlogช่วยกันสร้างสังคมสมานฉันท์ทีดำเนินให้เป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่มีการเร่งรัด เร่งรีบ บีบให้ต้องรู้ ต้องรายงาน ต้องสอบ ในเวลาจำกัด ชาวBlogเขียนกันขึ้นมาเพื่ออะไร ผมคิดว่านอกจากได้ระบายความรู้สึกนึกคิดแล้ว ตัวความรู้ได้แทรกออกมาจนจับกระแสได้ว่าBloggerท่านนั้นถนัดและเชี่ยวชาญในด้านใด  

ลองพิจารณาในประเด็นนี้ดูเถิด จะทราบว่าพี่ป้าน้าอาของเรานั้นมีครบถ้วนทุกศาสตร์และศิลป์ ตัวท้ายนี่สำคัญ ทำให้สิ่งที่บอกเล่าเอามาถ่ายทอดไม่แข็งทื่อเหมือนไม้ตีพริก แต่ผ่านการหลอมด้วยประสบการณ์ตรง แต่งตัวให้ความรู้อ่อนหวานสวยงาม บางท่านก็เติมอารมณ์ขันจนเสียงแทบจะก๊ากส์..ออกมาจากหน้ากระดาษ เป็นการแทรกอารมณ์ขันเข้ามาในศาสตร์ที่นำเสนอ ตรงนี้ตีความว่าอย่างไร ผมต้องการจะบอกว่าBloggerของเรา คือครูมืออาชีพ สิ่งที่ถ่ายทอดออกมาล้วนเป็นฝีมือของคนชั้นครู  

คราวนี้เรามาพิจาณาผู้เรียน เราจะเห็นชัดเลยกับคำที่ว่าไม่มีใครแก่เกินเรียน ห้องเรียนG2Kเป็นห้องเรียนของคนทุกวัยมีครบทุกศาสตร์ ไม่แพ้มหาวิทยาลัยใดๆในภูมิภาคนี้ ศึกษาศาสตร์ อักษรศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ ฯลฯ ที่ยกมาให้เห็นเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ยังแยกย่อยเจาะลึกลงไปในแต่ละวิชาอีกอย่างล้ำลึก ยกตัวอย่างเช่น ด้านเกษตรกรรม ดร.แสวง รวยสูงเนิน กำลังเสนอการทำนาภาคพิสดาร ท่านสิงห์ป่าสักเสนอKMในกลุ่มงานนักส่งเสริมการเกษตร ท่านบางทรายมือหนึ่งด้านการทรัพยากรกับวิถีชีวิตชุมชน ยังมีท่านเกษตรกรรมธรรมชาติเสนอการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ป้าจุมกำลังลงหลักปักฐานเรื่องสมุนไพร ป้าเจี๊ยบนี่บอกไม่ถูกว่าศาสตร์ไหนบ้างมะรุมตุ้มเต็มไปหมด   

เรามีBloggerนานาศาสตร์อีกไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ เรื่องนี้ต้องให้ฝ่ายวิเคราะห์อย่าง ดร.กระปุ๋ม หรือท่านอื่นมาช่วยอธิบาย ผมเชื่อว่าการเรียนรู้แบบธรรมชาติอย่างกลมกลืนเช่นนี้ ทำให้ศาสตร์ต่างๆไม่แข็งโป๊ก!! ถ้าพิจารณาความรู้ในตัวคนแล้วแยกศาสตร์ไม่ได้ เพราะมันมีครบทุกศาสตร์ เพียงแต่สัดส่วนมากน้อยแตกต่างกันไป  

แค่เอาตัวท่านพระอาจารย์Handyคนเดียว มาถ่ายทอดประสบการณ์เรื่องโน้นเรื่องนี้ ก็บรรเจิดแล้ว ที่สำคัญความรู้ในตัวพระอาจารย์ผ่านการกลั่นกรองมาแล้ว รู้ว่าแค่ไหนพอเหมาะพอดี จะสอนคนนี้ควรจะให้น้ำหนักแค่ไหน มันเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนยากที่จะอธิบายแบบโฉ่งฉ่างได้ ถ้าจะให้เข้าใจก็คงต้องไปคุยกับตัวท่านเอง เพราะท่านนั้นผมถือว่าเป็นคลังมหาสมบัติ เป็นมหาวิทยาลัยเคลื่อนที่ เป็นห้องสมุดเดินได้ เป็นตำราที่ยิ้มได้ เป็นได้ทั้งโกดัง ร้านค้าย่อย หรือแม้แต่วางแบกะดิน เพราะท่านเป็นอะไหล่ความรู้ ไปวางอยู่ที่ไหนลักษณะใดล้วนเป็นประโยชน์ได้ทั้งสิ้น   

คุณสมบัตินี้มีอยู่ในตัวชาวBloggerทุกท่าน ลองไปจ๊ะจ๋ากันดูเถิด จะฉุกคิดว่าเราเข้าโรงเรียนถูกจริตรึยัง ไม่ชอบใจก็เปลี่ยนได้ ไม่ต้องไปกรอกใบสมัคร ลงทะเบียนเสียค่าหน่วยกิจ ไม่ต้องเสียเงินค่าเดินทาง ค่าแต่งตัว นุ่งผ้าขาวม้า นุ่งผ้าถุงอยู่บ้านก็สามารถเลือกเรียนกับอาจารย์คนไหนระดับในก็ได้ อยากจะเรียนกับนักวิทยาศาสตร์ระดับNASA เรียกเฮีย  ก็ไปคุยกับบล็อกท่านไร้กรอบ แล้วท่านจะรู้ว่าคนที่หัวเราะแบบนี้ก็มีอยู่ในโลกด้วย ฮะ ฮ่ะ ฮ้าๆๆๆ  

ระบบการศึกษาไทยมีปัญหา คนบ่นกันขรมว่าแก้ไขยาก เครียด ปักหลักอยู่การบริหารจัดการที่ตึงตัว เต็มไปด้วยกฎระเบียบ ขัดแย้งปัดแข้งขากันอีกต่างหาก ใครที่อึดอัดกับระบบการศึกษาแบบทางการ ก็ควรจะหันมาพิจารณาการศึกษาสไตล์แบบพวกเรา ที่เข้าลักษณะ เก่ง ดี มีสุข ที่เป็นของจริง เป็นความรู้ที่ดิ้นได้ หัวเราะ ร้องไห้ ร้องเพลงได้ ไม่เหมือนของปลอม ที่ครูสุรพล สมบัติเจริญร้องว่า..ของไม่จริง มันจึงไม่สั่นไม่ไหว แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ถ้าท่านเข้าถึงแก่นความรู้ ก็จะสามารถรวบเอาทั้งสิ่งที่สั่นไหวและไม่สั่นไม่ไหวเข้าด้วยกันได้ อิอิ..