Systemic thinking
สวัสดีค่ะ ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมทุกท่าน วันนี้จะนำเสนอความรู้ในเรื่อง Systemic thinking
Systemic thinking หรือการคิดอย่างเป็นระบบ มีความน่าสนใจตรงที่ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญในการทำงานไม่ว่าจะอยู่ในอาชีพใดหรือองค์กรใด การคิดอย่างเป็นระบบมีความสำคัญอย่างมากในการทำงาน เพราะจะทำให้การทำงานหรือการตัดสินใจในเรื่องต่างๆเป็นไปได้อย่างมีระบบ รู้ว่าต้องทำอะไร อย่างไรก่อนหลัง ไม่สับสน การคิดอย่างเป็นระบบจึงมีความจำเป็นในการทำงานทุกอาชีพ
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
ทฤษฎีหมวก 6 ใบ ของ ดร. เอ็ดวาร์ด เดอ โบโน เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยในการตัดสินใจ โดยจะแบ่งเรื่องที่ควรจะมองก่อนตัดสินใจแบ่งออกเป็นมุมมองด้านต่างๆหกด้าน แทนด้วยหมวก 6 สี ได้แก่
หมวกสีขาวเป็นตัวแทนของข้อเท็จจริง ซึ่งได้แก่ ตัวเลขและข้อมูลต่างๆที่มีประโยชน์ในการวิเคราะห์ เพื่อหาข้อสรุปโดยไม่คำนึงถึงทัศนคติหรือความคิดเห็นใดๆ
หมวกสีแดงเป็นตัวแทนของอารมณ์และความรู้สึกที่มีต่อเรื่องราวนั้นๆโดยไม่จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลใด ๆ
หมวกสีดำเป็นตัวแทนของความระมัดระวังซึ่งจำเป็นต้องไตร่ตรองและยับยั้งการดำเนินการถ้าอาจทำให้เกิดความเสียหายหรือล้มเหลวได้ผู้บริหารจะใช้หมวกสีดำเพื่อพิจารณาว่าสิ่งที่จะทำนั้นเหมาะสมกับประสบการณ์และมโนธรรมที่เคยมีมา
หมวกสีเหลืองเป็นตัวแทนของการแสวงหาทางเลือกอย่างมีความหวังพร้อมทั้งทดลองปฏิบัติเพื่อหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
หมวกสีเขียวเป็นตัวแทนของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ๆซึ่งเปรียบเสมือนต้นไม้ที่ให้ความสดชื่นผู้บริหารจะใช้หมวกสีนี้เมื่อมีความคิดใหม่ๆ แตกต่างจากแนวทางเดิมเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้กับการปรับปรุง สร้างสรรค์ และพัฒนา
หมวกสีฟ้าเป็นตัวแทนของการควบคุมความคิดทั้งหมดหรือมุมมองในทางกว้างที่ครอบคลุมทุกสรรพสิ่งซึ่งเปรียบเหมือนท้องฟ้าผู้บริหารที่ใช้หมวกนี้จะต้องอาศัยประสบการณ์เป็นอย่างมาก
จากแนวคิดของทฤษฎีหมวก 6 ใบจะช่วยให้ผู้บริหารมีวิธีการคิดอย่างรอบด้านที่แตกต่างกันไปตามบทบาทของหมวกแต่ละสีที่ได้กำหนดขึ้นช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างมีระบบ ไม่สับสน และสามารถหาข้อสรุปที่ดีได้
โดยทฤษฎีนี้มีส่วนสพำคัญในการช่วยให้เราติดและตัดสินใจได้อย่างเป็นระบบ
ตัวอย่างการนำมาใช้
กรณีความสำเร็จของประเทศเกาหลี บริษัท S.M. Entertainment
ในการตัดสินใจปั้นศิลปินของ Lee Su Man ประธานบริษัท S.M. Entertainment นั้น เขาจะมองทั้งความสามารถทั้งความเหมาะสมในหลายๆด้าน ก่อนที่จะมาเป็นศิลปินได้ ทุกคนจะต้องผ่านการทดสอบที่เรียกว่า Audition เสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลงหรือการเต้น หากคนไหนผ่านการคัดเลือกและประเมินได้ว่า “ขายได้” จากนั้นก็นำมาฝึกหัดต่อในค่ายเพลงอีกระยะ จนกว่าจะแน่ใจว่ามีศักยภาพพอให้ออกงานอย่างเต็มตัวได้แล้ว ซึ่งบางคนต้องใช้เวลานานหลายปี บางคนอาจถึง 6 ปี กว่าจะได้ออกอัลบั้มเพลง ( 6 ปี กรณีของปาร์ค จองซู หนึ่งในสมาชิกวง ซุปเปอร์จูเนียร์) การที่จะสร้างวงขึ้นมา ก็จะสำรวจลักษณะของตลาด ความเหมาะสมและบุตคลิกหลายนๆด้าน โดยไม่สนใจว่าศิลปินต้องเคยเป็นเพื่อนหรือสนิทสนมกันมาก่อนหรือไม่(กรณีของ คิม จุนซู และ ลี ฮยอคแจ เพื่อนสนิทที่อยุ่ด้วยกันมาตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 1 แต่สุดท้ายก็ต้องออกผลงานในนามวงคนละวงกัน) โดยดูที่ความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จเป็นหลัก บางครั้งตัวศิลปินต้องผ่านการฟอร์มวงหลายครั้งในแบบต่างๆ จนกว่าจะลงตัว (กรณีของ วง Four Season ที่ทีแรกประกอบด้วยสมาชิก 4คน คือ คิม ฮีซอล คิม ยองอุน คิม แจจุง ชอง ยุนโฮ ต่อมาวงนี้ถูกพักโครงการไป คิม แจจุงและชอง ยุนโฮ ปัจจุบันอยู่วง ดงบังชิงกิ คิม ฮีซอล และ คิม ยองอุง ปัจจุบันอยู่วงซุปเปอร์จูเนียร์ ซึ่งวงทั้งสองต่างก็ประสบความสำเร็จทั้งคู่) และเมื่อผ่านขั้นตอนทุกอย่างแล้ว ก็จะได้ศิลปินที่เหมาะสมกับตลาดในกลุ่มนั้นๆและทางค่ายเพลงเองก็พยายามเจาะกลุ่มตลาดใหม่ๆทั้งในและต่างประเทศ
ไม่เพียงแต่เฉพาะบริษัท S.M. Entertainment เท่านั้น ส่วนมากบริษัทในธุรกิจบันเทิงของประเทศเกาหลีจะใช้แนวคิดเช่นนี้ ทำให้ศิลปินที่ออกมาค่อนข้างมีคุณภาพ สามารถตีตลาดนอกจากประเทศของตัวเองได้
เราสามารถนำมาใช้ได้อย่างไรกับองค์กรของเรา
ในการตัดสินใจแต่ละอย่างเราต้องคิดในแง่มุมหลายๆด้าน ให้มีความเหมาะสม บางครั้งในการตัดสินใจในองค์กรยังใช้อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวเหนือเหตุผลและความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จ ถ้าเราสามารถตัดสิ่งเหล่านี้ไปได้ แล้วคิดทุกอย่างให้เป็นกลางอย่างเป็นขั้นตอน การตัดสินใจต่างๆจะไม่ค่อยผิดพลาด
การสร้่งให้พนักงานในองค์กรรู้จักการคิดแบบเป็นระบบจึงเป็นสิ่งจำเป็น หากคนในองค์กรสามารถทำได้ การพัฒนาองค์กรจึงสามารถเป็นไปได้ง่ายขึ้น
ชรัญญา การุญ 5078259638
เข้ามาอ่านแล้วนะคะ
ยังงงอยู่ว่า systemic thinking ไม่ค่อยคุ้นค่ะ
เคยรู้จักแต่ systematic คิดอย่างมีระบบ
กับ system thinking คิดเชิงระบบ (Peter Senge)
แล้วเรื่อง six thinking hat ยังไม่ค่อยเห็นความเชื่อมโยงกับหัวข้อคิดเป็นระบบ
ลองปรับเขียนให้เห็นความเชื่อมโยง และทำให้คำนี้กระจ่างอีกหน่อยนะคะ
การคิดอย่างเป็นระบบ ถือว่าเป็นแนวคิดที่ดีนะคะ มีการยกตัวอย่างหรือการอธิบายที่เป็นรูปธรรมกว่านี้ของการคิดอย่างเป็นระบบก็จะดีนะคะ ไว้จะมาติดตามอ่านตอนต่อไป ที่เป็นฉบับสมบูรณ์แล้ว สู้ๆค่ะ :-)
หัวข้อและทฤษฏีน่าสนใจดีค่ะ แต่อยากให้เขียนวิธีการและขั้นตอนการทำด้วยค่ะ
อุไรวรรณ ทองเจริญ ค่ะ
เคยได้ยินแนวคิดเรื่อง six hats มาบ้างเหมือนกันค่ะ แต่ไม่เคยเห็นองค์การไหนนำแนวคิดนี้มาใช้หรือนำมาฝึกอบรม ส่วนใหญ่ที่พบ จะเป็นการฝึกอบรมเพื่อสร้างการเชื่อมโยงทางความคิดหรือ mind mapping มากกว่า
ช่วยอธิบายเกี่ยวกับการนำแนวคิดเรื่อง six hats มาใช้ในองค์การด้วยนะคะว่าใช้วิธีการหรือรูปแบบใด จะทำให้เข้าใจมากขึ้นค่ะ
ชอบเรื่องหมวกจังเลย ครับบบบบ
ผมคิดว่าสมัยนี้ สีเขียวสำคัญมากๆ เลยในการจะพัฒนาองค์กร
แล้วคิดว่าสีแดงน่าจะเป็นคนส่วนใหญ่ที่ยังใช้วิธีนี้ คิด
แต่ไว้แก้ข้อมูลตามอาจารรย์บอกเเล้ว จะมาเม้นต์เพิ่มนะครับ
อ่านแล้วก็คิดว่าดีแหละการคิดเป็นระบบ แต่เรื่องหมวก 6 ใบมันเป็นทฤษฎีอะแล้วเวลามาใช้จิงกับคนให้คิดอย่างเป็นระบบไม่ทราบว่ามันต้องทำอย่างไรบ้างหรือฝึกอย่างไรบ้างให้คิดเป็นระบบ........จะมาติดตามตอนแก้เสร็จนะ
ขอบคุณสำหรับเรื่องดีๆที่นำมาแบ่งปัน
นุก
ลองอ่านดูนะ น่าจะเอาประยุกต์ใช้ในรายงานได้บ้าง
http://dpc5.ddc.moph.go.th/Data/data12.02.pdf
http://www.kpmax.com/doc/20070514_001958.pdf
พี่บุป
พี่นุ๊กขา แล้วนอกจากทฤษฎีหมวก 6 ใบแล้วเนี่ย ยังมีทฤษฎีอื่นๆอีกมั๊ยคะที่เกี่ยวกับ Systemic Thinking อ่ะค่ะ โบว์ว่ามันสนุกดี และคาดว่าคงมีทฤษฎีอื่นที่เจ๋งๆเกี่ยวกับการคิดด้วยเลยสนใจน่ะค่ะ อยากเอามาใช้กับตัวเอง เพื่อจะจัดการะบบความคิดได้ดีกว่านี้ 555 สู้ๆนะคะเดี๋ยวจะมาอ่านใหม่ค่ะ
อีกอย่างที่อยากถามก็คือ เคยได้ยินแต่ Systematic Thinking เหมือนกันอ่ะค่ะ แล้วมันเกี่ยวข้องหรือแตกต่างกับ Systemic Thinking อย่างไร ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยนะคะ ขอบคุณค่า
อืมมม ยังไม่ค่อยเข้าใจอ่ะนะ แล้วก็ยังมีความงุนงงเล็กน้อยกะคำศัพท์ เอาเป็นว่าเข้าใจกับภาษาไทยละกันนะว่าเป็นการคิดเป็นระบบ ขอการเชื่อมโยงนิดหนึ่งนะว่าการคิดเป็นระบบสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาคนอย่างไร แต่ว่าเอามาใช้กับการพัฒนาองค์กรนี้พอเข้าใจแล้ว ก็คือเป็นการคิดหลายมุมใช่มั้ย เหมือนจะเป็นอย่างนั้นนะ คือดูจากที่เค้าคัดเลือกศิลปินอ่ะ เหมือนจะดูหลายทางแต่ไม่ค่อยเข้าใจว่ามันเป็นการคิดเป็นระบบตรงไหนนะ มีกรณีตัวอย่างเพิ่มเติมมั้ยที่เกี่ยวข้องกับองค์กรเล็กหรือใหญ่ก็ได้นะ สู้ๆนะจะเป็นกำลังใจให้ เคยเห็นมาคิดว่าถ้าการคิดเป็นระบบ ให้ลองใช้หลักการของคุณ บุญคลี ปลั่งศิริ อดีตแม่ทัพแห่ง AIS ก็ได้นะมีหนังสือของท่านออกมาเหมือนกันเท่าที่ดูถือว่าเป็นคนหนึ้งที่สามารถเอาการคิดเป็นระบบที่ดีมากเลยแหละ เผื่อจะเอามาประยุกต์ได้นะ
มีหมวกตั้งหลายใบ น่าสนใจและน่าสนุกค่ะ ทำให้นึกถึงการสวมหมวกหลายใบในเวลาเดียวกัน อยากสวมหมวก 5 ใบยกเว้นหมวกสีแดง มีแนวทางชี้แนะบ้างไหมคะ
บุษบงค์ (ยิน : ปี 2)
นุก เราทำเรื่องคล้าย ๆ กันเลย ของพี่ Logical Thinking ซึ่งพี่มองว่ามันก็ใกล้เคียงกันมากนะการคิดอย่างมีตรรกะ (เป็นเหตุเป็นผล) กับ การคิดเชิงระบบเนี่ย ประโยชน์ที่ได้รับก็น่าจะใกล้เคียงกัน เช่น ใช้ในการแก้ปัญหา ตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนความแตกต่างกันก็น่าจะมีอยู่บ้าง เช่น การคิดอย่างมีตรรกะ เป็นการคิดโดยมองเหตุและผลเป็นส่วน ๆ ไป ส่วนการคิดเป็นระบบ ก็น่าจะเป็นการมองเห็นความสัมพันธ์โดยรวมทั้งหมด ซึ่งถ้าสามารถพัฒนาทั้งสองอย่างควบคู่กันไปได้ก็จะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนการพัฒนาทรัพยกรมนุษย์
น้องนุ๊กจ๋า หัวข้อเรื่องน่าสนใจค่ะ
พี่เอ๋
ในความเป็นจริงถ้าพนักงานแต่ละคนสามารถนำวิธีคิดอย่างเป็นระบบไปใช้ในองค์กรก็คงจะเป็นเรื่องที่ดีมากเลยเนอะ ลดปัญหาต่างๆไปได้เยอะเลยล่ะ แต่การเปลี่ยนวิธีคิดของคนนี่เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยง่ายเลยจริงๆนะ…:-)
ดีจ้านุ๊ก
ตอนแรกอ่านชื่อก็งง แล้วก็คิดมาตลอดว่านุ๊กคงพิมพ์ชื่อเรื่องผิดอ่ะ เพราะไม่เคยเห็นจริงๆ จนไปสืบเสาะและบังเอิญได้ค้นพบว่าคำนั้นมันมีอยู่จริง จริงๆเราก็อยากเอา link ของ power point เรื่องนี้เข้ามาโพสไว้อ่ะ แต่ทำไม่ได้ไม่รู้หน้าเวบนี้มานเกิดอะไรขึ้น นันทน์จะcopy ข้อความไปpaste ใน word ยังไม่ได้เลย ก็เลยพิมพ์ข้อความสั้นๆออกมา ที่มันบอกถึงความแตกต่างของ Systematic Thinking , Systems Thinking และ Systemic Thinking
Systematic VS Systems VS Systemic Thinking
Systematic Thinking
จะมุ่งเน้นไปที่วิธีการหรือระเบียบแบบแผนการคิด
Systems Thinking
จะมุ่งเน้นที่องค์ประกอบหรือระบบต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นระบบนั้นมีความสัมพันธ์ต่อกันและกันอย่างไร
Systemic Thinking
เป็นการผนวกรวมกันระหว่างกระคิดเชิงวิเคราะห์ (analytical thinking) และการคิดเชิงสังเคราะห์ (synthetical thinking) เพื่อมองเห็นภาพในระบบรวมทั้งหมดของสถานการณ์และปัญหาที่ซับซ้อน (complex situations and problems)
เขียนได้ดีแล้วแหละ แต่ยังไม่ค่อยclear ในเรื่องของ systemic นะจ๊ะ สู้ๆ จะมาอ่านใหม่นะ
นันทน์