บัดนี้ห้องทั้งห้องถูกเสกให้กลายเป็นศาลาวัด

หลังจากน้องดินเริ่มก้าวพ้นมาจากวังวนของการเป็นไข้  น้องแดนก็มาแตะมือรับช่วงพิษไข้ไปจากพี่อย่างน่าชัง   -

   

ก่อนที่น้องแดนจะเริ่มมีอาการไข้  พี่ชายก็พาน้องรักโหมโรงบรรเลงเพลงอยู่หลายยก  จากนั้นวกเข้าสู่การละเล่นในแบบที่ตนเองถนัด  นั่นก็คือการสวมบทพระเณรเทศน์เสียงกระหึ่มห้อง  แต่สำหรับผมแล้วถือว่าครั้งนี้โชคดีเหลือหลายที่ไม่ถูกบังคับให้เข้าเป็นตัวละครใดตัวละครหนึ่งในการเล่นครั้งนี้

 

 

 

  

 

ผมเฝ้าสังเกตท่วงท่าการเล่นของลูกทั้งสองก็ดูจะคึกคักและเต็มไปด้วยชีวิตเป็นยิ่งนัก โดยเฉพาะผู้เป็นพี่ราวกับเพิ่งกลับจากดินแดนอันปราศจากเสียงเพลงและเครื่องดนตรี   จึงออกลวดลายอย่างสุดเหวี่ยง   ขณะผู้น้องก็ถูกชี้นิ้วสั่งเป็นโน่นเป็นนี่สารพัดที่จะเป็น  กระนั้น,  เจ้าจุกของผมก็น้อมรับและปลื้มใจกับบทบาทที่ได้รับมอบมานั้นอย่างยิ่งยวด !

 

 

   

เพลงแต่ละเพลงถูกงัดขึ้นมาตะโกนกันยกใหญ่   กระนั้นก็ไม่มีเพลงใดถูกขับเคลื่อนให้จบอย่างที่ควรจะเป็น   และทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่เป็น เพลงลูกทุ่งอีสาน  ทั้งสิ้น   ผมเองยังแอบฮัมเพลงไปกับพวกเขาเลย (นะครับ)  ส่วนแม่บ้านผู้ทรงอิทธิพลต่อการจัดระเบียบสังคมภายในห้องก็ได้แต่นั่งดูในแบบ ตาปริบ ๆ และเข้าใจว่าแกกำลังส่งภาษามายังเราว่า  เดี๋ยวเถอะ.. ห้องรกเมื่อไหร่  น่าดูทั้งพ่อ ทั้งลูก !”

 

 

  

นี่คืออาณาจักรที่ผมและลูกไม่ค่อยมีอำนาจต่อรองใด ๆ  เลยก็ว่าได้  เราเคยทำห้องรกโดยไม่เจตนา  และได้เห็นการแปลงร่างของเธออย่างน่าสะพรึงกลัวมาแล้วหลายครั้ง  .. (จากนั้นมา - ทั้งผมและลูกต่างต้องพยายามเตือนกันและกันให้ระมัดระวังตัวอยู่เสมอ)

 

 

 

      

 

ภายหลังจากวงดนตรีของลูกชายปิดตัวลง,   น้องดินและน้องแดนก็หันมาสวมบทบาทพระเณรกันพักใหญ่   แต่ดูเหมือนว่าคราวนี้เสียงสวดมนต์จะกระหึ่มก้องกว่าเสียงดนตรีเมื่อสักครู่เท่าตัว  แต่ละบทสวดไม่มีขาดไม่มีเกิน  เรียกได้ว่าขึ้นต้นลงท้ายอย่างไม่ผิดเพี้ยน   ดูราวกับว่าบัดนี้ห้องทั้งห้องถูกเสกให้กลายเป็นศาลาวัดในเทศกาลเข้าพรรษาไปแล้ว -

 

    

 และท้ายที่สุดทั้งสองก็ลาสิกขาบทกลับมาเป็นโยมน้อยอย่างน่ารัก   น้องแดนไทเริ่มส่อแววอ่อนล้าและขอตัว หม่ำ ๆ   และพับหลับไปในชั่วพริบตา  ส่วนน้องดินผู้พี่ก็ควานหากระดาษและดินสอมาขีด ๆ  เขียน ๆ และวาดรูปตามประสาของแกอย่างมีความสุข   

  

ผมยังคงเฝ้ามองท่าทีของน้องดินอย่างเงียบ ๆ  .. เวลาผ่านไปร่วมครึ่งชั่วโมง  น้องดินลุกขึ้นไปหยิบดินสอสีมาระบายภาพที่ตนเองวาด  ซึ่งตอนนั้นผมก็ยังรักษาระยะห่างที่จะไม่ก้าวล้ำเข้าไปสู่อาณาจักรแห่งจินตนาการของลูก  รอและรอว่าเมื่อไหร่แกจะนำภาพเหล่านั้นมาโชว์ให้ดู

 

 

 

     

 

ไม่นานนัก,  น้องดินก็ยิ้มแป้นและพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแห่งความสุขว่า  มาเด้อมาเบิ่งรูป

 

 

ไส ๆ ..พ่อเบิ่งแน   ผมกระโจนเข้าไปสู่อาณาจักรของลูกอย่างตื่นเต้น     

 

เป็นจังได๋  เบิ่งออก บ่ ว่ารูปอีหยัง ?”

 

 

  

รูปพระ  รูปเณร  รูปวัด ...อีกแล้ว   บ่คิดสิวาดรูปอื่นแน บ่  น้องดินเอ้ย?”  ผมแกล้งถามเพราะเห็นว่า วิถีชีวิต  ของแกดูจะเข้า ๆ ออก ๆ อยู่แต่ในวัดซะเหลือเกิน

บ่แมน  .. นี่มันรูปวันเข้าพรรษาเด้พ่อ   เห็นบ่ พระเพิ่นเอ็ดอีหยังแน ...  

  

 

ครับ,  ภาพทุกภาพกำลังบอกเล่าจินตนาการของลูกที่มีต่อวันเข้าพรรษาที่กำลังมาถึง  ไม่ว่าจะเป็นพระบิณฑบาต,  พรมน้ำมนต์,  กวาดลานวัด  ...

   

มันช่างเป็นภาพที่ทันยุคทันสมัยและทันสถานการณ์อันเป็นปัจจุบันซะเหลือเกิน,  

ผมได้แต่  สาธุ .. สาธุ ... และสาธุ   

        

๒๘  กรกฏา

 

ห้องที่กำลังกลายเป็นศาลาการเปรียญ