ผมเรียนรู้มาตลอดชีวิตว่าการตั้งใจทำงานจริงย่อมนำพาซึ่งความสำเร็จ ผมพิสูจน์ปรัชญานั้นมาตลอดชีวิต และผมไม่เคยเชื่อเลยว่าความตั้งใจในการทำงานของมนุษย์จะกลับกลายเป็นตัวทำลายกำลังใจไปได้ แต่วันนี้ผมเรียนรู้สิ่งใหม่ครับ ผมเรียนรู้ว่าในบางครั้งความตั้งใจของเราก็กลับกลายเป็นตัวทำลายเราได้เช่นกัน
เรื่องนั้นเกี่ยวกับการขอตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ของผมครับ และผมยินดีที่จะมาแบ่งปันให้เป็นอนุสรณ์เตือนใจกันในที่นี้
“เรื่องราว”
ผมยื่นขอตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ในวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 2 ปีพอดีหลังจากผมจบปริญญาเอก ตรงตามเงื่อนไขในการขอตำแหน่งทุกประการ ใช่แล้วครับ เมื่อผมตั้งใจทำงานคืนทุนให้ครบตามกำหนดเป็นอย่างน้อย ผมก็ขอทำงานให้ดี และการทำงานให้ดีก็คงไม่มีอะไรเกินกว่าขอตำแหน่งทางวิชาการเมื่อถึงเวลาอันสมควร ใช่แล้ว ผมคิดอย่างนั้นในตอนนั้น
อย่างไรก็ตาม จากวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2547 จนถึงบัดนี้เป็นเวลา 1 ปีกับ 4 เดือนผมยังไม่ได้รับผลการพิจารณาใดๆ ทั้งสิ้น เหมือนกับสิ่งที่ผมขอนั้นสูญหายไปในอากาศและปล่อยให้ผมรอคอยด้วยความสับสนและงงงวย
ในช่วงหนึ่งปีแรกผมก็ไม่ได้ติดตามเรื่องนี้มากนัก นานๆ ครั้งถ้าผมเดินไปเจอฝ่ายบุคคลากรของคณะฯ ในจังหวะดีๆ ผมก็จะถามว่าเรื่องการขอ ผศ. ของผมเป็นอย่างไรบ้าง คำตอบที่ได้รับก็คือ “อยู่ระหว่างการดำเนินการ” แล้วผมก็ไม่ได้ถามอะไรต่อไปมาก เพราะรู้อยู่ว่าระบบไม่อนุญาตให้ผมรับรู้อะไรทั้งนั้นเกี่ยวกับกระบวนการการขอตำแหน่งของผม
แต่หลังจากเวลาผ่านเกินกว่าหนึ่งปี ผมก็รู้ว่าถึงเวลาแล้วที่ผมต้องตามเรื่องนี้แล้ว ผมเริ่มรู้สึกว่าเรื่องของผมถูกปล่อยทิ้งให้ดำเนินไปตามยถากรรม ดังนั้นในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผมก็เริ่มถามข้อมูลมากขึ้น ผมได้คำตอบว่าคณะฯ แต่งตั้งคนอ่านไป 4 คน และ 2 คนได้อ่านและส่งผลการประเมินมาแล้ว แต่อีก 2 คนไม่ได้ส่งผลมาเลย ทางคณะฯ พยายามติดตามแล้ว คนหนึ่งติดต่อไม่ได้เลย ส่วนอีกคน “เคย” ติดต่อได้นานแล้ว
เจ้าหน้าที่ของคณะฯ ก็ได้พยายามช่วยเหลือผมโดยการรับปากว่าจะพยายามติดต่อคนอ่านที่ “เคย” ติดต่อได้ให้ช่วยส่งเอกสารการประเมินมาโดยเร็วเพราะเวลาล่วงเลยไปเกินกว่าหนึ่งปีแล้ว ผมถามเจ้าหน้าที่ว่าผมมีโอกาสติดต่อกับคนอ่านผ่านทางเจ้าหน้าที่ได้บ้างหรือไม่ อาทิเช่น การเขียนจดหมายชี้แจงอธิบายข้อมูลเพิ่มเติมในกรณีคนอ่านสงสัยในกรณีใด แต่คำตอบที่ได้คือระบบการขอตำแหน่งนี้ไม่เปิดช่องให้ผมสามารถติดต่อกับคนอ่านได้ แน่นอนครับ ระบบทิ้งผมไว้ให้สับสนงงงวยอีกครั้ง
จากเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ปรากฎว่าคณะฯ ไม่สามารถติดต่อคนอ่านทั้งสองคนนั้นได้เลย ไม่ว่าจะเป็นทางโทรศัพท์หรือทางอีเมล์ ดังนั้นคณะฯ จึงบอกผมว่าคงต้องใช้วิธีแต่งตั้งคนอ่านคนใหม่เพราะตามระเบียบแล้ว คณะฯ ต้องการคนอ่านอีกคนเดียวเท่านั้นก็สามารถสรุปผลได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม คณะฯ บอกผมว่าการหาคนอ่านงานของผมนั้นยากเหลือเกิน เพราะเอกสารผลงานของผมเขียนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมสับสนเป็นยิ่งนัก ผมไม่คิดว่านักวิจัยไทยจะอ่านภาษาอังกฤษไม่ได้และการผลิตเอกสารเป็นภาษาอังกฤษไม่ใช่เป็นนโยบายที่มหาวิทยาลัยส่งเสริมให้ทำหรอกหรือ? กลายเป็นว่าสิ่งที่ผมตั้งใจทำกลับกลายเป็นสิ่งที่มาทำร้ายผมเสียนี่
มาถึงเดือนนี้เดือนมกราคมแล้ว คณะฯ ยังไม่สามารถหาคนอ่านเพิ่มให้ผมได้ คนอ่านอีกเพียงคนเดียวที่จะส่งเอกสารประเมินมาเพื่อคณะฯ จะได้เปิดสรุปคะแนนได้ ช่างหายากเย็นเหลือเกิน
ในบันทึกต่อไปผมจะจัดเอกสารเป็น PDF files ให้อ่านกันครับ ถ้าหาคนอ่านอย่างเป็นทางการไม่ได้ ก็มาอ่านกันเล่นๆ ก็แล้วกัน ผมไม่มีอะไรต้องปิดบัง ผมไม่รู้ว่าถ้าเอาเอกสารผลงานมาเปิดเผยแล้วมันจะ “ผิดระเบียบ” หรือเปล่า แต่ผมถูกสอนให้เป็นลูกผู้ชายกล้าทำกล้ารับ ให้ผมทำอะไรแบบแอบทำผมทำลำบากเหลือเกิน และผลงานวิชาการที่คนทำมั่นใจก็ย่อมต้องสามารถเปิดเผยได้ จะผิดระเบียบก็ให้มันรู้กันไป
ที่จริงแล้วคุณลักษณะของคนที่จะอ่านผลงานของผมยังมีอีกสองประการนั่นคือ เป็นผู้มีตำแหน่งวิชาการที่สนใจด้านการจัดการความรู้ และมีพื้นความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ แต่ผมก็ยังไม่เห็นว่าคุณสมบัติเหล่านั้นจำเป็นมากนัก เพราะในเอกสารของผมไม่ได้ลงลึกในองค์ความรู้ แต่เป็น Technical Report ที่เน้นถึงความสำเร็จของผลงานที่ผมกระทำมากกว่า เพราะผลงานที่ผมยื่นขอนั้นเกี่ยวกับโปรแกรม BlogExpress ครับ ตัวเอกสารอ่านได้โดยตรงในบันทึกถัดไปครับ (ลิ้งค์)
“ผลลัพธ์ของการรอคอย”
มาถึงวันนี้เป็นเวลา 1 ปี กับ 4 เดือนแล้วกับการรอคอย ในช่วงเวลานี้มีสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมนั้นมากมาย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ กำลังใจของผมที่จะทำงานให้แก่ประเทศไทยหายไปเยอะทีเดียว
“(ก่อนนี้) ขาขึ้น”
ตอนผมจบกลับมาใหม่ๆ ผมเคยคิดว่าผมจะทำงานให้ได้ดีในทรัพยากรที่จำกัด ผมจะเอาชนะความท้าทาย เพื่อสร้างสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ผมจะสร้างซอฟท์แวร์ของคนไทยที่สร้างในประเทศไทยให้มีการใช้งานไปทั่วโลก ผมตั้งใจจะเป็นคนหนึ่งที่จะรับหน้าที่ประกาศให้ชาวโลกรู้ในสองประการว่า หนึ่ง “คนไทยก็ทำได้” และสอง “คนไทยทำได้ดีกว่า”
ผมไม่ได้แค่คิดและฝัน แต่ผมทำจริง ซอฟท์แวร์อย่าง BlogExpress และ WinGlance คงเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความตั้งใจจริงของผมได้ มาถึงวันนี้ ซอฟท์แวร์อย่าง FeedSpring, PlanetMatter และ MemeExpress ก็ยิ่งช่วยเน้นย้ำถึงความตั้งใจจริงของผมให้ชัดขึ้น แต่ซอฟท์แวร์สามตัวหลังนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่ได้เพื่อนร่วมงานที่เอาจริงเอาจังมากอย่าง ดร.จันทวรรณ และการสนับสนุนด้วยดีของ สคส.
ผมขอบอกอีกทีครับ ว่าซอฟท์แวร์เหล่านั้นผลิตที่นี้ ที่ริมเขาคอหงส์ จ.สงขลา แห่งนี้ โดยคนที่เกิดและโตที่หมู่บ้านขุนแสน จ.ชุมพร เป็นความภาคภูมิใจเพราะผมจะสร้าง UsableLabs ให้ผลิตสินค้า “OTOP” ที่เป็นซอฟท์แวร์ส่งออกไปทั่วโลก ผมตั้งใจจะทำเป็นตัวอย่างว่า OTOP ไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าพื้นเมืองอย่างเดียว ซอฟท์แวร์เราก็ทำได้ และที่สำคัญที่สุด ผมอยากเป็นตัวอย่างให้แก่นักศึกษาว่า “ถ้าเราตั้งใจจริง ไม่ว่าเรื่องไหนเราก็ทำได้”
“(ตอนนี้) ขาลง”
แต่มาถึงวันนี้แรงบันดาลใจเหล่านั้นลดลงไปเยอะทีเดียวครับ โดยเฉพาะช่วงปีใหม่นี้ ที่เพื่อนฝูงส่งข่าวคราวความคืบหน้าในชีวิตมาบอกกันและกัน ทั้งเพื่อนในประเทศและต่างประเทศ ปัจจุบันนี้เสียงผมอ่อยลงเยอะที่จะบอกเพื่อนว่าทำไมผมยังทำงานกินเงินเดือนแค่ 16,040 บาทอยู่
ผมเห็นเพื่อนในประเทศที่อยู่ในแวดวงธุรกิจมีครอบครัวน่ารักมีชีวิตที่มีรากฐานมั่นคง ในขณะที่ตัวผมเองยังชักหน้าไม่ถึงหลัง ผมเห็นเพื่อนในต่างประเทศเริ่มเปิดบริษัทซอฟท์แวร์ “ของจริง” ไม่ใช่ทำอะไรที่เลือนลางอย่าง UsableLabs เพื่อนบางคนก็มีงานการทำในบริษัทซอฟท์แวร์ใหญ่ได้ทำงานวิจัยที่ “cutting edge” มีฐานะที่มีกินไม่เดือดร้อนเหมือนตอนสมัยเรียนหนังสือ ในขณะที่ตัวผมเองกินอยู่ลำบากกว่าสมัยเรียนอีก ก็สะท้อนใจเกิดคำถามในใจว่าเรากำลังทำอะไรอยู่นะนี่
คำตอบที่เคยมีสำหรับคำถามนี้ที่ก่อนหน้านี้เคยมีพลังและดูยิ่งใหญ่เพราะจะได้มีส่วนช่วยสร้างอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์ในประเทศไทย ปัจจุบันมันแผ่วลงในใจแล้วครับ แถมจะมีเสียงด้านมืดก้องอยู่ข้างๆ หูว่า “ขายนาที่ชุมพรใช้ทุน แล้วบินไปหางานทำจะดีกว่า” เสียงยังสะท้อนต่อไปว่า “ไปเป็นโปรแกรมเมอร์บริษัทไหนสักแห่ง ไปมีครอบครัวน่ารักๆ มีชีวิตอยู่สบายๆ สนใจอะไรกับเมืองไทย” ผมขอสารภาพครับ มาถึงตอนนี้ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าเสียงไหนเป็นเสียงมืดเสียงไหนเป็นเสียงสว่างแล้ว
“อยากเป็นไปทำไม ผู้ช่วยศาสตราจารย์”
ผมเขียนมาตั้งยาวเพื่อเล่าถึงความคับข้องใจในระบบการขอตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ของผม แต่บันทึกนี้ก็คงไม่ครบถ้วนแน่ถ้าผมไม่บอกว่าผมอยากเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ทำไม
ผมอยากเป็นเพราะผมอยากได้เงินประจำตำแหน่งครับ ปัจจุบันผมเงินเดือน 16,040 บาท ถ้าได้เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์จะมีเงินประจำตำแหน่งอีก 10,000 บาท ดังนั้นผมจะได้สุทธิ 26,040 บาท สำหรับผู้ชายอายุ 34 ปีที่จะต้องเริ่มต้นสร้างครอบครัว เงินจำนวนสองหมื่นกว่าบาทต่อเดือนคงเป็นเงินที่ไม่มากนักใช่ไหมครับ
ปัจจุบันผมยังมีรายได้พิเศษจาก สคส. อีกเดือนละ 5,000 บาท และจาก สกว. 10,000 บาท แต่เงินสองจำนวนนี้จะหมดไปภายในปีหน้าครับ
ส่วนซอฟท์แวร์ของผมส่วนใหญ่แจกฟรี ได้เงินบริจาคบ้างประปราย ส่วนซอฟท์แวร์ที่ขายได้แก่ WinGlance นั้นใช้งานแพร่หลายไปทั่วโลก เป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจกึ่งช้ำใจ ที่ช้ำใจเพราะส่วนใหญ่ crack ของผมไปใช้ทั้งนั้นเลย เคยมีคนเจอในแผ่นผีที่ขายแถวพันธ์ทิพย์อีกต่างหาก ไม่รู้จะภาคภูมิใจอย่างไรถึงจะสาสม
ปัจจุบันผมไม่สอนในโครงการหลักสูตรพิเศษต่างๆ แล้วครับ ตอนกลับมาใหม่ๆ ผมก็สอนอยู่ช่วงหนึ่งและมีความสุขดีกับค่าสอน 1,000 บาทต่อชั่วโมงสำหรับสอนภาษาไทย และ 1,800 บาทต่อชั่วโมงสำหรับสอนภาษาอังกฤษ เงินจะหาง่ายอะไรปานนั้น แต่ผมเลิกสอนเพราะผมเชื่อว่าผมจะมีประโยชน์ต่อประเทศไทยมากกว่าถ้าผมมาทำในสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ในปัจจุบัน แต่ตอนนี้กำลังสงสัยว่าการเลิกสอนโครงการพิเศษนี่ผมคิดถูกหรือคิดผิด
และเพราะการเลิกสอนในโครงการพิเศษนั่นละครับ ที่ทำให้ผมตัดสินใจขอตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ เพื่อหาทางเพิ่มรายได้ ทั้งๆ ที่อาจารย์ที่สอนผมสมัยปริญญาตรีท่านหนึ่งเคยเตือนไว้แล้วว่าระบบการขอตำแหน่งทางวิชาการของไทยไม่ค่อยน่าจะไปยุ่งด้วยเท่าไหร่
มาถึงวันนี้จึงได้ปวดใจซ้ำสอง เนื่องจากอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านเตือนแล้วแต่ไม่ฟัง
“สรุป”
ผมเริ่มเรียนรู้ขึ้นเรื่อยๆ ว่าตัวเองไม่ค่อยเหมาะกับการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในประเทศไทยเท่าไหร่ บางสิ่งบางอย่างที่ผมอยากให้ระบบมีระบบก็ไม่มีให้ บางสิ่งบางอย่างที่ระบบอยากให้ผมมีผมก็ไม่มี ทางแก้มีสองทาง ทางแรกคือการปรับตัวเข้าหาระบบเพราะจะให้ระบบปรับตัวเข้าหาผมนั้นคงไม่มีหวัง ดังนั้นอะไรที่ผมทำไม่เหมือนคนอื่นก็พยายามทำให้เหมือนที่คนอื่นเขาทำกันและพยายามคิดให้เหมือนกับที่คนส่วนใหญ่คิด ส่วนทางที่สองก็คือเลิกยุ่งกับระบบ
ระบบการขอตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ก็เช่นกัน ด้วยทางแก้ทางแรก เมื่อระบบเป็นระบบแบบลับลมคมในที่ผมไม่มีสิทธิ์รับรู้ว่าใครอ่านงานของผม และคนอ่านก็ต้องแอบอ่านไม่ให้ใครรู้เช่นนี้ ผมก็ต้องยอมรับกับระบบ ปรับตัวที่จะรับรู้ว่าการทำงานหนักไม่ได้หมายถึงจะมีผลลัพธ์ที่ดีได้ในระบบนี้ เพราะชีวิตเราไม่ได้อยู่ในมือเราเองแต่อยู่ในมือของคนที่เราไม่รู้จักและไม่รู้จักเรา ดังนั้นต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานโดยไปเพิ่มการ “สังคม” กับผู้คนที่จะมีโอกาสชี้ชะตาชีวิตเรามากขึ้น จะได้มี “พรรคพวก” เยอะๆ
หรือในอีกทางหนึ่งคือเลิกยุ่งกับระบบ หาทางไปให้พ้น เพื่อระบบจะได้ไม่ต้องมีผมเป็นส่วนเกินและผมจะไม่ต้องเป็นส่วนเกินของระบบ ไม่ต้องไปพยายามปรับพยายามทำใจเรื่องอะไรทั้งนั้น เพราะน้ำกับน้ำมันพยายามปรับอย่างไรก็คงไม่สามารถผสมเป็นเนื้อเดียวกันได้ ปีหน้านี้หนี้ผมก็เหลือแค่ 4 ล้าน น้อยกว่าราคารถเบนซ์ของใครบางคนอีก คิดเป็นดอลล่าร์ก็เท่ากับ $100,000 เท่ากับเงินเดือนโปรแกรมเมอร์ปีกว่าๆ เท่านั้น ผมอดทนเก็บเงินสักสามปีก็น่าจะผ่อนทุนหมด
คุณว่าผมเลือกวิธีไหนดีครับ?
ลูกผู้ชายจะไม่ปริปาก ถ้าไม่ถึงที่สุด ตามที่อ่านมาถ้าถามผมว่าเลือกทางไหน ผมเลือกออกไปทำงานต่างประเทศหาทุนสัก 10 ปีครับ (ยังโสดอยู่ใช่ไหมครับ?) ค่าใช้ทุน ก.พ. น่าจะผ่อนเอาได้ กลับมาซักอายุ 45 ปีก็ยังนำความรู้มาช่วยประเทศเราต่อได้
ขอส่งกำลังใจมาให้ครับ คนหลายคนมีทางเลือก(ที่คิดว่า)ดีกว่าที่เป็นอยู่มากมาย แต่เขาก็ไม่ไป บางทีเขาก็ตอบตัวเองไม่ได้ว่าทำไมไม่หนีจากระบบที่(ไม่ดี)รอบๆตัวไปซะ แต่ลึกๆแล้วก็คือเขารักที่จะทำในสิ่งที่เขาทำอยู่ เหตุผลที่ดูดีกว่ามากมายจึงฉุดเขาไปไม่ได้ หลายครั้งเขาจึงถูกมองจากคนอื่นว่าโง่ ที่ไม่คิดถึงตัวเอง แต่บางทีถ้าเขาฉลาด(แบบที่คนอื่นคิด) เขาอาจไม่มีความสุขในชีวิต(จริงๆ)ก็ได้ เพราะเขาหนีห่างออกไปจากสิ่งที่เขารักและประเทศชาติของเขา
ทุกคนมีสิทธิ์ในชีวิตของตนเองครับ ตั้งสติแล้วเลือกให้ดีครับ ไม่มีผิดมีถูกหากเราเป็นคนเลือกเอง
ดร.ธวัชชัย ....อย่าเพิ่งหมดกำลังใจนะครับ ...ตอนที่ผมกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ ช่วงแรกผมได้ไปสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ...จำได้ว่าได้นำสัญญาจ้างที่แสดงให้เห็นว่าผมมีดำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ติดมาแล้วตั้งแต่ตอนสอนหนังสืออยู่ที่อเมริกา แต่ปรากฎว่าทางทบวงมหาวิทยาลัย (ในขณะนั้น) บอกว่าตำแหน่งที่อเมริกานั้น transfer มา "ระบบ" ของเมืองไทยไม่ได้ บอกให้ผมทำเรื่องขอตำแหน่งใหม่ทั้งหมด ซึ่งหมายถึงว่าผมต้อง generate เอกสารจำนวนมากมายที่เคยใช้สอนตอนที่อยู่อเมริกาทั้งหมดใหม่ ....พอดีช่วงนั้นผมได้ offer งานภาคธุรกิจเอกชน ผมก็เลยตัดสินใจไม่เป็นอาจารย์ประจำ และเลิกความคิดเรื่องขอตำแหน่งวิชาการตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ที่เล่ามานี้ไม่ได้ต้องการให้อาจารย์ทำตามอย่างผม เพราะเป็นคนละบริบทกัน ....หากอาจารย์จะโลดแล่นอยู่ในแวดวงวิชาการ ผมว่าตำแหน่งนี้ เป็นสิ่งที่จำป็นครับ แต่อย่างว่าล่ะครับ ถ้าจะเข้า "ระบบ" ก็ต้องเดินตาม "ระบบ" (ที่ไม่ค่อยจะมี "ประสิทธิภาพ" เท่าใดนัก) ของเขา ส่วนเรื่องกรรมการประเมินผลงานนั้น ผมได้ทราบว่าทางคณะได้จัดการเรียบร้อยแล้วครับ อาจารย์ให้เวลาทางคณะอีกนิดนะครับ ไหนๆก็รอมาเป็นปีแล้ว ผมขอฝากข้อความให้กำลังใจไว้ว่า "ท้อแท้มาแล้วก็ไป ท้อใจนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดา อย่าปล่อยใจให้ยอมแพ้ต่อปัญหาก็แล้วกันครับ" ...อดทนนะครับ
ผมก็ขอ ผศ.(พิเศษ) กับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเพราะ
สอนให้เขามาหลายปี ก็เลยเอาเอกสารการสอนและงานวิจัย
ทีทำมาหลายเรื่องเสนอขอเพราะเห็นว่า ผศ.(พิเศษ) ไม่มีผลอะไรกับมหาวิทยาลัย เนื่องจากมหาวิทยาลัยไม่ต้องจ่ายเงินประจำตำแหน่งอะไรให้ผม ทำไปเพียงเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการสอน และแสดงความสามารถทางวิชาการให้ลูกศิษย์เห็นว่าอาจารย์พิเศษมีคุณภาพ ผมก็ยังรอต่อไปครับ
ไม่มีอะไรคืบหน้าเลยครับ เขาบอกว่าไม่มีระเบียบสำหรับ ผศ.(พิเศษ) แต่ที่จริงในกฎหมายของมหาวิทยาลัยเขามีและหลายคนเป็น ศ. (พิเศษ) ในหลายมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำเพราะมหาวิทยาลัยขอให้โดยไม่มีการตรวจผลงาน
ดร.ธวัชชัย อยู่เมืองนอกนาน ต้องทำใจกับระบบในประเทศไทย ซึ่งที่จริงเขาวางระบบต่าง ๆ เอาไว้ดีมากครับ แต่คนปฏิบัตินั่นแหละคือปัญหา
ให้กำลังใจเหมือนกันหลาย ๆ ท่านนะครับ ผลงานของอาจารย์น่าชื่นชมและเป็นแนวทางสำหรับนักศึกษาที่เป็นลูกศิษย์อาจารย์
ด้วยความเคารพและชื่นชม
สู้ๆครับพี่ ผมติดตามอยู่
สวัสดีครับ ผ่านมาเจอโดยบังเอิญ ขอให้โชคดีครับ
http://www.narisa.com/blog/patrickz
http://peerasan.blogspot.com/
ผมว่า ในเมื่อระบบราชการไทยเป็นยังไง
ก็น่าจะใช้ช่องโหว่ของระบบราชการไทย
ก็คือระบบเส้นสาย
y don't u find another jobs la krub....
and by the way, u were graduated Ph.D. right....
i think u can work in commercial field easily....
y do u still insist to teach and waiting for a promotion la krub....?
umm... OK...one thing u have to pay back for your funding...
do u love to teach?
and what do u really love?
MONEY ror?
all people must say that.....
u have to be patient for those money krub....
don't forget that u got funding na krub....
how much that u got from those fund?
u have to divided your salary with those funding duay na krub....
sorry, my english is bad.....cause i graduate from THAILAND.....
which now , i have to pay TAX for your funding na krub.....
so sorry, that i forgot my email….i am gentleman enough for any mistake from my idea….
[email protected]
if u think to get for what u ask for?
it's wrong...u have to think about giving back from what u alreayd earn it?
ผมอายุ 35 ปี เคย เป็น คนขายเครื่องมือวิทย์ เคยเป็นกัปตันห้องอาหาร เคยเป็นบ๋อยโรงแรม เคยเป็น ข้าราชการ(คนเดียวในประเทศที่ขอลาออกจากราชการตอนเศษฐกิจตกต่ำ ในปลายปี 40) เคยเป็นอาจารย์สอนวิทยาลัยครู เคยเป็นอะไรอีกหลายๆๆอย่างที่ผมคิดว่า ในชีวิตทั้งชีวิต ของอาจารย์ไม่เคยสัมผัส
ได้ฟังคำรำพึงรำพันของอาจารย์ แล้วอ่านประวัติแล้ว ไม่สงสัยเลยว่า ทำไมถึงคิดอย่างนั้น
อาจารย์ เลี้ยง แมว ไม่ดื่มสุรา ทำงานกลางคืน
รำพึงรำพัน เรื่องเงินเดือน ตำแหน่งทางวิชาการ
งานที่ไม่มีคนที่มีสติปัญญาพอที่จะเข้าใจงานอาจารย์ได้
ถ้า ผม เป็น หัวหน้าภาควิชาของอาจารย์ เป็นคณะบดีของอาจารย์ เป็น รองอธิการบดี เป็นอธิการฯ ของอาจารย์ ผมคงอดคิดถึงตอนที่รับเงินเดือน 700 กว่าบาทในสมัยของท่านเหล่านันได้
ใช่แล้วครับ เงินเฟ้อสูงขึ้น สังคมเปลี่ยนไป รายได้ต้องเพิ่มขึ้น แต่อย่าลืมว่า ความเป็นมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยน แต่คนเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
ผมคงไม่บังอาจ แนะนำอาจารย์ได้ ถึงแม้จะเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเช่นกัน แต่ผมมีความสุขที่ลูกศิษย์ของผม ที่เคยสอนมาตั้งแต่ระดับมัธยม จนถึงมหาวิทยาลัย เข้ามาทักทายผม เรียกผมว่าอาจารย์ได้อย่างสนิทใจ แค่นี้ก็เกินพอแล้วครับสำหรับชีวิตนี้
ปล. เงินเดือนผมเท่าอาจารย์ ไม่เลี้ยงแมว ทำงานกลางวันนอนกลางคืน ดื่มสุรา แต่ไม่คิดจะสูบบุหรี่เงิน สอนทางด้านวิศวกรรมเคมี และมีความสุขกับการเป็นอาจารย์มาแล้ว 13 ปี และหวังว่าจะได้เป็นครู หวังว่า อาจารย์คงจะมีความสุขเหมือนกันนะครับ
ผมก็เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย..เหมือนกันทำงานมา 10 ปี 6 เดือน เงินเดือน 15,040 บาทไม่รู้ขึ้นปีละกี่ขั้น กำลังจะยื่นขอผศ.กำลังดูหลักเกฑณ์อยู่ ผมมีความคิดว่าเราเรียนมาเหนื่อยนัก แต่ทำไมรัฐบาลถึงให้ค่าตอบแทนน้อยจัง ไม่รู้ว่ารัฐบาลมีตาหรือเปล่า หรือกำลังทำอะไรอยู่แล้วประเทศเราจะพัฒนาไปอย่างไร .....มีแต่เล่น
พรรคเล่นพวก...น่าเบื่อ
ผมกำลังมีความคิดและได้รับการจุดประกายจากอาจารย์ที่ปรึกษาในการเรียน เมื่อได้อ่านบทความของท่านแล้วรู้สึกท้อแท้เล กับการทำตำแหน่ง ผศ. มีแบบนี้ด้งงยผรือประเทศไทย
เฮ้อ อ่านแล้ว คิดเหมือนกันค่ะ ว่าเวลาที่ตัวเองจะขอ ผศ จะต้องรอนานแค่ไหน
ของอาจารย์รอมาปีกว่า ๆไม่ใช่เรื่องแปลกค่ะ
เพราะเพื่อนๆ ของดิฉันหลายคนที่ขอไปแล้ว ตอนนี้ปีกว่า ๆ ก็ยังไม่ได้รับผลอะไรเหมือนกันค่ะ
อาจารย์พูนศรีทำไมได้เงินเดือนน้อยจังคะ ดิฉันมาบรรจุปอตรีที่มหาวิทยาลัยเมื่อสองปีก่อน ตอนนี้เงินเดือนประมาณ 13,000 ค่ะ
แต่ของคุณทำงานมาเป็นสิบปีแล้ว ทำไมได้แค่นี้เองคะ
ขนาดดิฉันได้ขนาดนี้ เดือนหนึ่งๆ จ่ายอะไรไปแล้ว ส่งให้พ่อแม่แล้ว แทบไม่พอใช้ค่ะ เดือนชนเดือนเลยเชียว ดีนะ ที่ยังประหยัด ก็เลยไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินใคร
ผ่านมาพบ เลยอดที่จะแสดงความคิดเห็นไม่ได้ ผมเองก็อายุใกล้เคียงกับอาจารย์ ธวัชชัย ล่ะครับ ได้ส่งเรื่องขอ ผศ ไป ประมาณ หนึ่งปี และก็ได้ติดตามอยู่เรื่อยๆ รวมรวมแล้วก็ประมาณ สิบครั้ง แต่ละครั้งในการติดตามก็ไม่ได้คำตอบอะไรมากมายหรอก และตอนที่เราจะติดตาม (โทรถาม และเดินเข้าไปถามที่ กจ เอง) เราต้องตั้งสติให้ดีก่อนครับ และตอนนั้นเราต้องอารมณ์ดีด้วย เนื่องจากว่าถ้าเราถามดีๆ แต่ตอบกวนๆ เราจะได้มีสติมากขึ้น และจะจำไว้เสมอว่าเราจะไม่แสดงความคิดเห็นมาก เพียงแค่อยากรู้ว่า สถานะของเอกสารผมไปอยู่ที่ไหนแล้ว และวันไหนจะให้โทรมาถามได้อีก ซึ่งก็มีหลายสิ่งอึดอัดใจ แต่ก็พูดไม่ได้ครับ คิดว่า พูดไปก็มีแต่เสีย เลยไม่พูดดีกว่า
สำหรับผมวันนี้ก็ใกล้ที่จะได้รับจดหมายตอบกลับแล้ว ว่าผลการพิจาณาเป็นอย่างไร จากการที่ได้ตั้งหน้าตั้งตารอมาปี กับอีกนิดๆ
ซึ่งผมคิดว่ามันนานเกินไปครับ น่าจะ หกเดือนทราบผบประมาณนั้น คงจะเหมาะสมมาก แต่ถ้ามองกันอีกอย่างเจ้าหน้าที่ใน กจ ในหน่วยงานของมหาลัยก็น้อยครับ ตามที่เคยเจอมา เห็นเจ้าหน้าที่ประมาณ ไม่เกิน ยี่สิบคน (ใน กจ) แต่ว่าอาจารย์ทั้งหมดประมาณ 500 คน ซึ่งก็อาการหนักครับที่จะทำได้รวดเร็วและตามใจอาจารย์ได้ทุกคนอย่างดี
ปัญหานี้จะต้องให้ผู้บริหารมหาลัยครับ เป็นคนแก้ไข ถ้าระบบไม่ดี ก็ต้องแก้ไขระบบเลยครับ กฎหมายแก้ได้ แต่กฎหมู่แก้ยากครับ แต่ผมคิดว่าปัญหาคนใน กจ ครับ ปล่อยปะละเลยไม่ติดตามเรื่อง และแจ้งให้อาจารย์ทราบ ว่า สถานะการขอกำหนดตำแหน่งของอาจารย์เป็นยังไง ถ้าจะให้ดีจะต้องมีการรายงาน หรือทำหนังสือแจ้งความคืบหน้าให้อาจารย์ได้ทราบ
แต่ในส่วนตัวผมก็คิดอีกอย่างครับว่า คนรุ่นเก่า ชอบคิดแบบเก่าๆ และรับไม่ได้ที่อาจารย์รุ่นใหม่ไฟแรง ก้าวหน้าในการทำงานมากกว่า เลยไม่ค่อยสนับสนุน พอพูดคำนี้ คำว่า ไม่สนับสนุนเท่านี้แหละครับ การก้าวหน้าของอาจารย์จะกลายเป็นการหน่วงแล้ว
สุดท้ายนี้ผมขอให้กำลังใจอาจาย์ครับ ในฐานะเป็นอาจารย์เหมือนกัน แต่อยู่ต่างมหาลัย และอยู่ในสภาวะเช่นเดียวกับ ผศ เพื่อจะได้เพิ่มกำลังงใจในการทำงานเพื่อประเทศชาติได้มากๆ ต่อไป
อ่านเรื่องราวของอาจารย์ขอบอกว่าเห็นใจจริงๆ พี่รับราชการมา28 ปีเป็นอาจารย์สายการสอนพี่คิดว่าพี่สอนมาก็หลายสถาบัน(อ.พิเศษที่ทางสถาบันเชิญ)นศ.เป็นวิศวเท่าที่จำได้เป็นหลักพัน พี่เสนอผลงานทางวิชาการในตำแหน่งผศ.ทางมหาวิทยาลัยฯติดต่อผู้อ่านเป็นระยะเวลา 42 เดือนโดยไม่มีการแก้ไขใดๆแล้วพิจารณาผลงานพี่โยใช้คุณธรรมและจริยธรรมว่าผลงานไม่ถึงเกณฑ์ พี่ก็ไม่เข้าใจว่าการที่ผลงานไม่ถึงเกณฑ์กับการแก้ไขปรับปรุงทั้งเล่มแล้วได้ตำแหน่งผศ.มันต่างกันตรงไหน หรือเป็นเพราะว่าเป็นความโชคไม่ดีที่เจอผู้อ่านที่มีมาตรฐานสูง อยากจะบอกว่าประเทศไทยถ้าไม่เสแสร้งหรือหลอกลวงก็จะไม่ได้อะไร
ถ้าคุณมีโอกาสพี่ขอบอกว่าอย่าเสียเวลาแต่ก่อนพี่เคยภาคภูมืใจในการเป็นข่าราชการแต่ปัจจุบันไม่ใช่ ถ้าศักยภาพเรามีไม่ต้องกลัว พี่กำลังคิดอยู่ว่าจะลาออกตอนไหนดี เป็นกำลังใจให้นะพี่ว่าคุณยังไม่หมดหวังหรอกแค่ 2 ปีเอง พี่ขอแนะนำให้สวดมนต์ทำสมาธิดีๆเพื่อเพิ่มพลังให้ตัวเอง
สู้ ๆ นะครับ ผมกำลังทำ ผศ. เช่นกัน ขอให้ระลึกอยู่เสมอว่า " ทำดี ได้ดี " ทำความดีมันยาก มีอุปสรรค บ้างเป็นธรรมดา เอาใจช่วยครับ