อาจารย์ครับ ผมเองก็ทำงานอยู่ที่มอ
มาสิบกว่าปี
ผมอยากจะบอกอาจารย์ว่าระบบไม่ได้เป็นไปอย่างที่อาจารย์เข้าใจอยู่ว่าทอดทิ้งอาจารย์
ถ้าพิจารณากันจริงๆ
จะพบว่าระบบราชการที่หลายๆคนโทษว่ามันไม่ดีอย่างนั้นมันไม่ดีอย่างนี้
ถ้ามองด้วยใจที่เป็นธรรมผมคิดว่าระบบราชการของเรามุ่งเน้นที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตกันขึ้น
จึงต้องมีกฎมีระเบียบต่างๆ เพื่อป้องกัน
แต่ลืมนึกไปว่าสำหรับคนที่ตั้งใจที่จะทำสิ่งดีๆ
บางทีมันยากเหลือเกินที่จะได้ทำ
ในราชการสิ่งที่ไม่ปรากฏอยู่เป็นลายลักษณ์อักษร
ไม่ได้หมายความว่าห้ามทำ แต่มันอยู่ที่ว่าเราจะทะลึ่งทำหรือไม่
ในกรณีของอาจารย์
การพิจารณาขอตำแหน่งทางวิชาการ
อาจารย์สามารถติดตามได้ครับว่าผลงานของอาจารย์ไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว
เพียงแต่ในขั้นตอนของการส่ง reviewer อาจต้องปกปิด
เพื่อป้องกันการสมรู้ร่วมคิดระหว่างผู้ขอกำหนดตำแหน่งกับ reviewer
ซึ่งผมก็คิดว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะทำอย่างนั้น
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นสำหรับอาจารย์
น่าจะเป็นผลจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ติดตามงานมากกว่า
นี่เป็นเรื่องของคน ที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบ
เพียงแต่เป็นคนในระบบราชการที่มักจะชอบต้มซุปกินตอนเช้ากับตอนเย็น
แล้วสุดท้ายก็เลยถูกเหมาเอาว่าเป็นเรื่องของระบบ
ปัญหาลักษณะนี้จะลดลงได้มาก
หากอาจารย์มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าหน้าที่เหล่านั้น
มันก็ไม่ต่างจากการใช้เส้นสักเท่าไหร่ แต่ผมพบแล้วว่า
การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
ช่วยให้เรื่องของเราในระบบไม่ถูกทอดทิ้งให้เงียบเหงา ปล่าวเปลี่ยว
ไม่ใช่ว่าผมเห็นด้วยกับการใช้เส้น
แต่สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เราทำงานส่วนรวมได้ง่ายขึ้นค่อนข้างมาก
ผมเชื่อโดยสุจริตใจครับว่าอาจารย์เป็นคนเก่ง เป็นคนตั้งใจจริง
และเป็นคนที่อุทิศตัวเองทำงานเพื่อประเทศชาติจริง
ซึ่งหาไม่ได้ง่ายนักในระบบราชการไทยปัจจุบัน
หากราชการไทยจะต้องสูญเสียคนอย่างอาจารย์ไป
ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก
ผมไม่แนะนำให้อาจารย์ปรับเปลี่ยนตัวเองเข้ากับระบบ
ผมเชื่อว่าการที่อาจารย์รักษาอุดมการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ดี
แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องเรียนรู้ก็คือ
การที่เราจะคงความเป็นตัวของเราเองได้นั้น
ทำอย่างไรเราจะอยู่ในราชการได้อย่างสบายใจ และไม่มีปัญหามากนัก
เท่าที่ผ่านมาผมใช้อยู่ 2 วิธีครับ
1. การที่มีทีมงานที่ดี มีเพื่อนที่ดี
ช่วยให้เรามีกำลังใจที่จะทำงานต่อไปให้ประสบผลสำเร็จ
อาจารย์โชคดีที่มีทีมงานที่ดีแล้ว เรื่องแรกก็ผ่านไปเปราะหนึ่ง
2. การมี connection
ที่ดีกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่แต่เฉพาะระดับภาควิชา
ระดับคณะ แต่ให้รวมไปถึงระดับมหาวิทยาลัยด้วย
แล้วอาจารย์จะรู้ว่าการประสานงานในราชการง่ายขึ้นมาก
ถ้าเรารู้จักเป็นการส่วนตัวกับเจ้าหน้าที่เหล่านั้น
เรื่องนี้คงไม่ยากเกินไป สำหรับอาจารย์
แล้วอาจารย์จะรู้ว่า
การทำงานในราชการให้สนุก เป็นเรื่องที่เป็นไปได้
ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผมทำงานราชการที่ มอ
ผมขัดแย้งกับหัวหน้าหน่วยงานผม
นั่นเป็นสาเหตุที่ผมไม่เคยได้รับการพิจารณา 2 ขั้นตามกระบวนการปกติเลย
ยกเว้นที่หลวงเขาแจกฟรี นั่นก็ไม่ทำให้ผมท้อ
ผมสมัครเรียนต่อปริญญาเอกที่ประเทศญี่ปุ่นและได้รับทุน ronpaku
หัวหน้าผมก็บอกว่า "ผมจะเป็นคนแรกที่ได้ทุน แต่ไม่ได้ไป "
นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมหมดกำลังใจ ผมเสนอขอกำหนดตำแหน่งชำนาญการ 7-8
หัวหน้าผมก็เขียนความเห็น เสีย negative นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมหยุด
ปัจจุบันผมผ่านมาหมดแล้ว ผมเพิ่งได้รับอนุมัติให้ย้ายหน่วยงานได้
ผมได้มาเรียนต่อปริญญาเอกที่ญี่ปุ่น ผมได้ตำแหน่งชำนาญการ
ตอนนี้กำลังตั้งอกตั้งใจศึกษาอยู่ว่า
จะขอตำแหน่งเชี่ยวชาญได้อย่างไร
ถ้าเราสนใจปัญหาในระบบราชการ
มันจะมีปัญหาสารพัด ไอ้นั่นก็ทำไม่ได้ ไอ้นี่ก็ทำไม่ได้
ผมไม่แนะนำครับให้อาจารย์สนใจปัญหาเหล่านั้น เพราะในราชการคำว่าไม่
ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้ แต่หมายความเรายังเข้าไม่ถูกช่อง
สิ่งที่ผมทำมาโดยตลอด คือ
เราต้องศึกษาเรื่องที่เราจะทำให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อน
อย่าเชื่อที่เจ้าหน้าที่บอก เพราะนั้นอาจไม่เป็นจริง
ส่วนใหญ่ผมจะขอเอกสารราชการว่าด้วยเรื่องนั้นๆ
มาศึกษาก่อนว่าเรื่องนั้นทำอย่างไร เช่นการขอกำหนดตำแหน่งชำนาญการ
มีการพิจารณากันอย่างไร มีกี่ขั้นตอน มีกรรมการกี่ชุด
เกณฑ์การพิจารณามีอะไรบ้าง ฯลฯ
แล้วอย่าปล่อยให้เรื่องของเราถูกทอดทิ้ง
การที่เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าหน้าที่ต่างๆ
ทำให้เราได้รู้ว่าเรื่องไปถึงไหนแล้ว มีปัญหาอะไรหรือเปล่า
ถ้ามีแล้วเขาช่วยเราแก้ไขอย่างไร
ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้อาจารย์สามารถรับรู้และแก้ไขได้ เช่นถ้าเขาติดต่อ
reviewer ไม่ได้ ก็ทำเรื่องขอเปลี่ยน reviewer ได้ ทั้งในส่วนของ
external reviewer และ internal reviewer ปัญหาคือเขาทอดทิ้ง
และไม่มีใคร take action กับปัญหาที่เกิดขึ้น
และอาจารย์เองก็ละเลยไม่ได้ติดตามอย่างไกล้ชิด
ปัจจุบันผมสนุกกับการทำงานในระบบราชการที่ใครๆก็ว่ามันไม่ดี อย่างนั้น
มันไม่ดีอย่างนี้ ผมไม่เคยทำงานเช้าชามเย็นชาม
แม้จะอยู่ในช่วงที่ตกต่ำที่สุดของชีวิต
จนช่วงหนึ่งผมเคยคิดว่าผมไม่มีตัวตนอยู่ในหน่วยงาน
แต่ก็ไม่เคยทำให้ผมทอดทิ้งการผลิตผลงานวิจัย
ผมทำงานวิจัยในหน่วยงานไม่ได้
ผมก็อาศัยความสัมพันธ์ที่ดีไปทำงานวิจัยที่คณะวิทยาศาสตร์ก็ได้
ผมทำงานบางอย่างในเวลาราชการไม่ได้ ผมก็เอาไปทำนอกเวลาราชการก็ได้
สุดท้ายผมก็มีผลงานวิจัยตีพิมพ์มาโดยตลอด อย่างน้อยปีละ หนี่งเรื่อง
สิ่งที่ผมพยายามบอกเพื่อนร่วมงานก็คือ
ในราชการเขาไม่ได้มองว่าคุณทำงานเก่งแค่ไหน
หรืออย่างเป็นอาจารย์เขาก็ไม่ได้มองว่าคุณสอนเก่งขนาดไหน
สิ่งที่เขาสนใจก็คือคุณมีงานวิจัยตีพิมพ์หรือเปล่า ทั้งสาย ก ข ค
เหมือนกันหมด เพราะเมื่อคุณจะขอตำแหน่งทางวิชาการ
คุณต้องเอางานวิจัยเหล่านี้มาเสนอทั้งนั้น
เพราะฉะนั้นงานวิจัยเป็นสิ่งที่เขาสนใจและใช้แยกคนออกจากกัน
หากมีผลงานตีพิมพ์ทุกปี เขาจะกล่าวหาว่าเราไม่ทำงานไม่ได้
นี่เป็นวิธีการที่ผมใช้อยู่เป็นไม้กันสุนัขกัด
อาจารย์ครับ ผมเชื่อเสมอว่า
"ปัญหามีไว้แก้" อาจารย์ก็ได้เจอปัญหาแล้ว
ตอนนี้อยู่ที่อาจารย์จะแก้ไขหรือเปล่า มันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
สิ่งที่เราต้องเรียนรู้คือการสร้างกำลังใจให้กับตัวเอง
คนหนุ่มไฟแรงเช่นอาจารย์ กลับมาก็อยากจะทำนั่นทำนี่ให้กับบ้านเมือง
แต่มาเจอระบบราชการไทยที่อุดมได้ด้วยผุ้ที่ทำงานด้วย spinal cord
และไม่รับผิดชอบ ผมคิดว่าอาจารย์ต้องหาวิธีการผ่าฟันไปให้ได้
โดยที่เรายังคงเป็นตัวของเราอยู่
สิ่งเหล่านี้มันเหมือนมะเร็งร้ายที่อยู่ในตัวเรา นับวันก็จะค่อยๆกัดกร่อนให้เราหมดกำลังใจและถูกกลืนกินเข้าไปอยู่ในระบบ
เราก็ต้องไม่ยอมมันครับ เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้
และต้องอยู่ได้อย่างมีความสุข
และไม่หมดความเป็นตัวของเราครับ เพราะถ้าเมื่อไรที่เรายอมมันก็ไม่ต่างจากการที่เราตายไปจากตัวของเราเอง
ผมไม่รู้ว่าจะให้กำลังใจอาจารย์อย่างไร
แต่ผมเชื่อว่าอาจารย์น่าจะฝ่าฟันปัญหานี้ไปได้ด้วยดี
แล้ววันหนึ่งเมื่ออาจารย์จะหันกลับมามองสิ่งที่ผ่านมาในชีวิต
อาจารย์จะภูมิใจที่ที่ระบบราชการไม่สามารถกัดกินแก่นแท้ในชีวิตเราได้
เรายังคงเป็นตัวเราอยู่ชั่วนิรันดร์