วันที่ ๓๐ มิ.ย. ๕๐ ผมไปตัดผมที่ร้านประจำ ชื่อเอกชัย บาร์เบอร์  อยู่ที่ตลาดปากเกร็ด     ผมตัดเกือบประจำที่ร้านนี้เพราะสะดวก สะอาด และราคาไม่แพง     คือหัวละ ๕๐ บาท     ผมไม่นิยมตัดผมที่ร้านแพงๆ เพราะไม่เห็นความจำเป็น     ตัดเสร็จก็กลับมาสระผมเองที่บ้าน เป็นการประหยัดได้ส่วนหนึ่ง

           สมัยเด็กๆ ผมมีช่างตัดผมประจำตัว ชื่อโกเลี่ยม      ที่จริงใครๆ ในบ้านท่ายางก็ไปจ้างโกเลี่ยมตัดผมกันทั้งนั้น     ไม่ใช่ช่างประจำตัวอะไรหรอก     ผมเขียนให้โก้ไปอย่างงั้นเอง     ตอนนั้นผมอายุสัก ๘ - ๙ ขวบ      แม่บอกโกเลี่ยมให้กันหน้าผากเข้าไปให้ดูหน้าผากกว้างหน่อย       แม่คงจะต้องการให้ผมมีโหงวเฮ้งของเด็กฉลาด ซึ่งผมไม่มี      ผมเป็นคนหน้าผากแคบ     ทำให้ผมคิดว่าผมคงจะสมองไม่ค่อยดีนัก     แต่เมื่อสังเกต "ลุงหลวง" คือท่านพุทธทาส ที่ใครๆ ยกย่องว่าเป็นปราชญ์      ท่านก็หน้าผากแคบเหมือนกัน

          ตัวเรายังเตี้ย นั่งเก้าอี้ตัดผมหัวยังไม่โผล่ให้โกเลี่ยมตัดได้สะดวก     จึงต้องเอาไม้พาดกับที่เท้าแขนของเก้าอี้  แล้วขึ้นไปนั่งบนไม้      เมื่อเดือนที่แล้วผมก็เห็นเด็กอายุ ๓ - ๔ ขวบปีนขึ้นไปนั่งบนไม้พาดแบบเดียวกัน     เครื่องมือตัดผมหลักของโกเลี่ยมคือปัดตาเลี่ยนมือ    ต้องใช้มือบีบไปพร้อมกับไถศีรษะ ดังแก็กๆๆๆ     ปัตตาเลี่ยนของโกเลี่ยมคงจะเก่า     จึงไม่ค่อยคม พอยกปัตตาเลี่ยนขึ้น ผมบางเส้นของผมก็โดนถอน     การตัดผมกับโกเลี่ยมจึงได้บริการแถม คือถอนผม     ซึ่งผมไม่ชอบ เพราะเจ็บ

           มีดโกนที่ใช้กันไรผมและโกนขนอ่อนที่หน้าเป็นมีดโกนแบบพับได้     มีด้ามยาว เวลาพับใบมีดจะซ่อนอยู่ในด้าม      มีดโกนของโกเลี่ยมก็เก่าและทื่อเหมือนปัดตาเลี่ยน     ก่อนใช้โกนและกัน โกเลี่ยมจะลับใบมีดโกนด้วยแผ่นหนังที่แขวนอยู่หน้าเก้าอี้ตัดผม     แต่จะลับอย่างไรมันก็ไม่ค่อยคม     หลังตัดผมทุกครั้งผมจะรู้สึกแสบๆ ที่บริเวณที่โกเลี่ยมกันและโกน     ไม่เหมือนสมัยนี้ ที่ใบมีดโกนคมมาก     และช่างเปลี่ยนใบมีดทุกครั้ง หลังมีการระบาดของโรคเอดส์

           สมัยอยู่ที่หาดใหญ่  ครั้งหนึ่งผมเคยไปตัดผมที่ร้านที่มีช่างผู้หญิง      เขาถามว่าลอกหน้าไหม ผมบอกว่าลอก     เขาถามว่าทำอะไรไหมผมก็บอกว่าทำ     จำได้ว่ามีการตัดเล็บ ตะไบเล็บด้วย     เสร็จแล้วจ่ายไปสองร้อยกว่าบาท     เป็นครั้งเดียวที่ผมไปตัดผมที่มีบริการหลายอย่างแบบนั้น     ตอนหลังเดินผ่านและพนักงานเชิญชวน ผมก็ไม่ได้เข้าไปใช้บริการอีก     เพราะเห็นว่าเสียเงินโดยไม่จำเป็น

           ผมไม่มีช่างตัดผมประจำตัว     เพราะผมไม่พิถีพิถันในเรื่องทรงผม    ขอให้เรียบร้อยเป็นใช้ได้     แต่ช่างตัดผมแต่ละคนก็เป็นคนประณีตต่างกัน     คนไหนตัดประณีตผมก็ให้เงิน ๖๐ บาท     และบอกว่าที่เหลือให้คุณเป็นรางวัลที่ตัดอย่างประณีต     เป็นการชมเขาไปในตัว      การให้คำชมอย่างจริงใจเป็นจาคะอย่างหนึ่ง      ช่วยให้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีสันติสุข     ทำให้มีจิตใจที่สงบเย็นทั้งผู้ให้และผู้รับ

วิจารณ์ พานิช
๓๐ มิ.ย. ๕๐