เมื่อไม่นานมานี้ผมได้เขียนเรื่อง “ควันหลงการปฏิรูปการศึกษา” และได้เล่าเรื่องของครูเกษร(เก-สอน)ลงในบล็อก ก็มีคุณครูหลายคนมาคุยกับผม และระบายอะไรออกมาทั้งส่วนตัวและในบล็อก (ใครยังไม่ได้อ่านก็ลองเปิดไปอ่านดู)
       เรื่องที่ครูระบายกับผมส่วนตัวมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือ เรื่อง
ควันหลงจากการอบรมครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ที่มีเทคนิคสำคัญอย่างหนึ่งคือ Backward Design (ออกแบบถอยหลังไปสู่วิธีการที่จะเรียนรู้) คุณครูหลายท่านบอกว่า
     “ที่จริงเป็นเทคนิคที่ดีมากเทคนิคหนึ่ง ถ้าครูมีเวลาทบทวนนำไปปรับใช้ในการออกแบบการจัดการเรียนการสอน (หรือการบริหาร) ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น”
      แต่คุณครูท่านหนึ่งระบายออกมาให้ฟังถึงเรื่องนี้ว่า
        “ตอนนี้ตัวเองก็ไม่ต่างจากครูเกษรเท่าไร เพราะต้องถูกให้มาช่วยงานนอกห้องสอนจนหัวไม่วางหางไม่เว้น และที่หนักมากคือถูกคัดไปอบรมให้เป็นแกนนำเรื่องผู้นำการเปลี่ยนแปลง พอกลับมาผู้บริหารก็ตั้งให้เป็นหัวเรือใหญ่ในการพัฒนาครูเรื่อง Backward Design (เพราะกระแสเรื่องนี้มาแรง ใครๆเขาก็พูดถึงเรื่องนี้กันทั้งประเทศ) ตอนอบรมก็ตั้งใจฟังแต่ก็รู้งูๆปลาๆ จึงไม่มั่นใจที่จะมาถ่ายทอดให้เพื่อนครูในโรงเรียนได้ จึงตื่นเต้นมาก แทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่พอตั้งสติได้ก็นึกถึงวิทยากรที่อบรมเรา เลยโทรศัพท์ไปเรียนเชิญท่านมาเป็นวิทยากรให้ ปรากฎว่าท่านเองก็มีคิวยาวเหยียด เพราะโรงเรียนต่างๆที่ไปอบรมต่างก็เชิญท่านเกือบทั้งนั้น ท่านก็เมตตาจัดคิวให้
จนลงตัวและเราก็สามารถจัดอบรมครูได้สำเร็จ เราก็โล่งไปเปราะหนึ่ง
      แต่หลังจากนั้นคนที่หนักใจก็คือครูทั้งโรงเรียน ต่างตื่นตระหนกกันยกใหญ่ เพราะผู้บริหารบอกให้ครูต้องปรับการออกแบบการจัดการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้โดยใช้ Backward Design ครูเลยเกิดความไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ตนเองเคยสอนมาร่วม 10-20 ปี มันผิดหรือนี่ (กลัวการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว) ของใหม่ก็ยังไม่เข้าใจเท่าไร ตอนไปอบรมเรื่องเทคนิคการสอนที่หน่วยงานต่างๆจัด ก็มีเทคนิคอีกเยอะ เลยเกิดการเมาทฤษฎี ไม่รู้จะบูรณาการให้เป็นองค์รวมอย่างไร และงานอื่นก็มีอีกมากมายจนปรับตัวไม่ทัน ไหนจะเด็กๆเดี๋ยวนี้ก็มีปัญหาให้แก้สารพัด ทำไมเราต้องมาทุกข์ใจอีตอนใกล้เกษียณก็ไม่รู้…”
     พอครูคนนี้เล่าจบครูท่านอื่นๆต่างก็สนับสนุนกันยกใหญ่
         “จริงๆๆ…ที่โรงเรียนก็เป็นเหมือนกัน”
       ท้ายที่สุดคุณครูเหล่านี้ก็หลุดปากระบายเชิงปรารภออกมาอีกหลายประโยคว่า
     “เมื่อไรจะมีเออรี่รีไทม์อีก ได้ข่าวว่าจะมีอีกในปี 51 ใช่ไหม”
    “เราเคยทำแผนการสอน เป็นแผนการส่งมาแล้ว เราก็ทำแผนการส่งอีกครั้งจะเป็นไรไป ให้ทำอะไรครูเราก็ทำได้ทั้งนั้น”
    “มังกรต่างถิ่นหรือจะสู้งูดินได้” ฯลฯ
     …มีครูคนหนึ่งนั่งเงียบไม่พูดอะไร แต่พอผมถามว่าคิดอะไรอยู่ ท่านจึงบอกว่า
     “ดิฉันกำลังฝันอยากมีบ้านสักหลังที่อยู่นอกรั้วโรงเรียน แต่อยู่ใกล้ๆโรงเรียน ที่มีพื้นที่ร่มรื่น แล้วดิฉันจะสร้างศาลาขึ้นสักหลังหนึ่ง”  ผมอดไม่ได้เลยถามท่านต่อ
     “จะสร้างศาลาเอาไว้ทำไม” ท่านก็บอกว่า
     “เอาไว้สอนเด็ก ไม่อยากเข้ามาอยู่ในรั้วโรงเรียน มันวุ่นวาย... พอถึงชั่วโมงสอนก็ให้เด็กเดินมาเรียนที่ศาลานี้กัน”