เพพ : มนุษย์ กับความผูกพันธ์

                  กระแสความนิยมเกี่ยวกับจตุคามได้แพร่กระจายไปสู่ที่ต่างๆ  อย่างไม่มีทีท่าว่าจะเสื่อมไปจากสายศรัทธาของผู้นิยมอำนาจของเทพ โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับปรากฏการเชิงปาฎิหาริย์ในขณะทำพิธี ทำให้ดูดีน่าเชื่อถือยิ่งมีสื่อองค์ประกอบให้ดูด้วยแล้ว ทำให้ต้องมีไว้สักองค์  ในพระพุทธศาสนากล่าวถึงเทพไว้ ดังนี้ คือ  (1)สมมุติเทพ คือบุคคลที่เป็นมนุษย์นี่เอง  ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีคุณดุจดังเทพ เป็นคนที่สังคมเห็นว่าเป็นผู้มีบารมี มีความสามารถ มีความดีเป็นที่ยอมรับ และคนก็ยกย่องเทิดทูลให้เป็นเทพ  เช่น  พระมหากษัตริย์ พระเทวี  พระบรมสานุวงศ์  เป็นต้น  จากราชศักดิ์คือคุณสมบัติความเป็นเทพ แต่สิ่งที่ทำให้เกิดการยอมรับคือ คุณธรรม  เช่น  ทศพิธราชธรรม คุณธรรมสำหรับพระเจ้าแผ่นดิน  เป็นต้น  (2) อุบัติเทพ ได้แก่เทพโดยกำเนิดซึ่งเกิดจากผลของความดี  ที่ตนเองได้ทำและสะสมมาเมื่อครั้งที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ เกิดอานิสงค์นำส่งให้ได้เกิดเป็นเทพในสวรรค์ชั้นต่างๆตามบารมี ใน ๖ ชั้นอันได้แก่ ชั้นจตุมหาราชิกา ดาวดึงส์  ยามา ดุสิตา นิมมานรดี ปรนิมมิตวัสตี  ส่วนผู้ที่ตัดขาดจากกามคุณ ก็จะไปอุบัติเป็นพรม ในพรมโลก เทพกับพรมต่างกัน เทพยังมีเพศอยู่  มีความต้องการในกามคุณเหมือนมนุษย์ ส่วนพระพรมเป็นผู้ประเสริฐตัดขาดจากกามคุณ   เป็นผลมาจากเมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ได้บำเพ็ญพรตออกบวช   (3) วิสุทธิเทพ  คือเทพผู้บริสุทธิ์   เป็นผู้ที่ตัดขาดจากกิเลสหมดแล้ว   พ้นแล้วจากสังสารวัฏฏ์ เป็นผู้ที่รู้แจ้งเห็นจริงก็   คือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า  และพระอรหันต์ทั้งหลาย  เป็นต้น  ผู้เป็นอาจารย์ของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย แม้แต่ พระอินทร์ พรม ยม ยักษ์   นาค   ต่างก็ยกย่องให้เป็นอาจารย์                เราจะเห็นว่า  เทพเหล่านั้นเป็นผู้ทรงคุณ มีความดี  ประกอบด้วยความน่ายกย่องและเคารพนับถือ  ด้วยเหตุนี้เอง  จึงถูกนำมาสร้างเป็นองค์แทนรูปเคารพเพื่อทดแทนองค์จริง  สิ่งที่สะท้อนให้เห็นเชิงคุณค่า  คือ การทำให้ระลึกถึงความดีที่เทพเหล่านั้นมี  หมายความว่า  เป็นสัญลักษณ์แห่งความดี  เพื่อเป็นแนวปฏิบัติให้ผู้ที่มีรูปเหล่านั้นได้ตระหนัก ในการที่จะทำความดี  หรือตระหนักถึงสำนึกดีที่ตนหลุดตก หรือหายไปชั่วขณะได้กลับตัวเปลี่ยนการกระทำดีใหม่   สังคมไทย  เป็นสังคมจิตนิยม  เป็นสังคมที่อ่อนไหว  เสี่ยงต่อภาวะเป็นสังคมไร้ราก  ซึ่งเห็นได้ทั่วไป  การดำรงชีพต้องมีที่ยึดเหนี่ยว  เช่น  ทำมาหากินต้องมีเทพคอยปกปักรักษาช่วย (เทพเกี่ยวกับอาชีพ)  เวลาเดินทางต้องมีเทพคอยคุ้มกัน   (เทพแห่งยานพาหนะ)  เวลาเกิดความกลัวต้องอาศัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์สนับสนุน (เครื่องรางของขลัง)  ความจริงก็คือสติสัมปชัญญะ  นั่นเอง                ดูเหมือนว่า  วิถีชีวิตช่างขัดกับข้อเท็จจริงกับวิถีแห่งปัญญาที่หลายคนต้องการและให้เป็น   ทางพุทธศาสนาเห็นว่าวิถีชีวิตแบบนี้  เป็นวิถีแห่งดิรัจฉานวิชา  ไม่ได้หมายความว่า  เป็นวิชาของสัตว์เดรัจฉาน  เนื่องจากว่ามันเป็นเหตุหรือเป็นบ่วงบ่วงหนึ่งที่ทำให้ผู้เข้าไปเกี่ยวข้องตกอยู่ในวงจร  ไม่สามารถก้าวข้าม หรือพาตนพ้นไปสู่จุดหมายสูงสุดของชีวิตจริงๆ   กล่าวง่ายๆ คือเป็นสิงที่ขัดขวางชีวิตไม่ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่แท้ทางพุทธศาสนา   จะเห็นว่าบางคนอาจจะไปถึงช้า  หรือไม่ถึงเลยก็มี  มันเหมือนกับคนสองคนคือ  คนมีธรรมะ กับคนรู้ธรรมะ   คนมีธรรมะจะเอาชนะตนเอง  คนรู้ธรรมะจะเอาชนะผู้อื่น                แม้ว่าจะถูกมองว่าเป็นสิ่งขัดขวางความดีของมนุษย์  แต่มิใช่ว่าไม่มีความดีเสียเลย  เมื่อเป็นวัตถุมงคล  เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์  การจะทำให้ของเหล่านั้นทรงพุทธคุณ ทรงอำนาจ  ทรงอิทธิฤทธิ์  ผู้ใช้หรือผู้นับถือต้องมีคุณเท่ากัน  ถึงจะส่งผลให้มีประสิทธิภาพ  ในอดีตคนที่นับถือเครื่องรางของขลัง  ต้องเป็นผู้มีศีลมีธรรม  คำว่ามีศีล คือต้องถือปฏิบัติศีล  5  นั่นเอง  คือละเว้นการละเมิด  ส่วนธรรมคือ  เบญจธรรม 5  ซึ่งเป็นสิ่งสนับสนุนให้การปฏิบัติศีลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น    การปฏิบัติเช่นนี้  เป็นผลทำให้เครื่องรางของขลังศักดิ์สิทธิ์  และทำให้ผู้ถือศักดิ์สิทธิ์ด้วย  แต่เป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดจากการมีศีลและมีธรรม                  อาจเป็นความดีแก่สังคมที่มีความแตกต่างในลักษณะของบัวสี่เหล่า แต่เวียนว่ายตายเกิดในแม่น้ำเดียวกัน   เฉกเช่น ไม้ต้นหนึ่งที่ใหญ่โต แตกกิ่งก้านสาขา ไม่ได้มีเพียงเปลือก  กะพี้  หรือแก่นอย่างเดียว  แต่ไม้ใหญ่นั้นตั้งตระหง่านอยู่ได้  เป็นที่พึ่งพาอาศัยของมวลมนุษย์และสัตว์น้อยใหญ่  เพราะมีแก่น  กะพี้  และเปลือก  ไม่แปลกที่มีคนบางคนเห็นว่าเปลือกเอาไปต้มเป็นยารักษาโรคได้  กะพี้เอาไปทำกระดานปูพื้นได้  แก่นเอาไปทำเสาบ้านได้  คือทุกคนได้ใช้ประโยชน์แต่ต่างจุดประสงค์   แต่มีบ้างบางคนบางกลุ่มที่เห็นว่า  เปลือกเป็นแก่น  เห็นแก่นเป็นกะพี้  เห็นกะพี้เป็นเปลือก  แล้วก็ใช้ใช้ตามที่ตนเข้าใจและต้องการ   ก็คงเป็นไปในทำนองเดียวกันที่    มีตุ๊กตาเพราะมีเด็ก   มีเหล็กค้ำยันเพราะวัยชรา  มีราวไว้เกาะนำพาเพราะโรคาเบียดเบียน    ประเด็นเกี่ยวกับความเชื่อ  ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันอีกมาก  แต่ไม้ใหญ่ที่กล่าวมาข้างต้น  ที่ยืนตระหง่าน ดูน่าเกรงขาม เป็นที่น่าเคารพ เป็นที่พึ่งพาของสรรพสิ่ง  เพราะมันสละเปลือกทิ้ง  กะพี้และแก่นจึงเจริญเติบโต  ถึงอย่างไรก็ตาม  ไม้ใหญ่นั้นต้องมีทั้งเปลือก กะพี้และแก่น  จึงจะยืนต้นอยู่ได้นาน