(บันทึกประจำวันอังคารที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๐)
วันนี้มีเรื่องกระทบให้หัวใจผมเบี้ยวไปหน่อยหนึ่ง จึงต้องบันทึกความเบี้ยวนี้ไว้สำนึกในวันอื่นๆ อันที่จริงผมนั่นเองที่แส่หาเรื่องไม่เข้าเรื่อง แน่นอนว่า ถ้าไม่เปิดทีวีผมก็ไม่รู้ เมื่อไม่รู้ ผมก็จะไม่ถูกสิ่งที่รู้นั้นครอบงำ เมื่อสิ่งที่รู้นั้นครอบงำ ใจที่ยังไม่มั่นคงก็ต้องโอนอ่อนไปตามแรงอะไรบางอย่าง และถ้าผมปิดทางรับสิ่งที่เข้ามากระทบได้ สิ่งที่ถูกรู้นั้นก็จะไม่สามารถครอบงำได้ แต่การปิดก็ใช่ว่าจะเป็นทางออกที่ยั่งยืน ช่องที่ปิดได้ก็แสดงว่าเปิดได้เช่นกัน ผมพลาดเองที่ยังมีความสามารถไม่ถึงซึ่งการปิดทางเข้า
<p style= "text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เรื่องที่ ๑ การปลุกเสกจตุคามรามเทพ</p> <p style= "text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ผู้สื่อข่าวได้แสดงภาพพระภิกษุ ๒ รูป โดยรูปหนึ่งแสดงการปลุกเสกที่ประหลาดกว่าพระภิกษุรูปอื่นๆ มิได้สงบนิ่งเหมือนพระภิกษุรูปอื่นๆที่เคยพบเคยเห็น ส่วนอีกรูปหนึ่งครองจีวรสีกรักออกแดง ตามตัวสักยันต์ ภาพนี้มันติดตาผมเหลือเกิน</p> <p style= "text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ความเห็นของผม ผมว่าน่าจะพอได้แล้วกระมังกับการปลุกเสก มิใช่ผมไม่ภาคภูมิใจในความเป็นพุทธศาสนิกชน หากแต่สิ่งที่ผมพบมันไม่นำมาซึ่งความเสื่อมใส เราผู้ศึกษาประวัติศาสตร์อินเดีย สมัยที่อิสลามเข้าไปรุกราน เผาทำลายรูปเคารพทั้งหมด ตลอดถึงหลักฐานอารยธรรมนอกเหนือจากทางของพระเจ้าเสียมอดม้วยนั้น เทพเจ้าที่ชาวอินเดียเชื่อมั่นและยึดเป็นวิถีชีวิตมิได้ช่วยอะไรชาวอินเดียได้เลย มิหนำซ้ำความขัดแย้งระหว่างผู้มีอุดมคติต่างกันมิได้ทำให้สังคมอินเดียสงบสุขได้เลย แม้ว่าสิกข์จะเกิดขึ้นมาเพื่อรวมคนอินเดียที่เป็นฮินดูและมุสลิมเข้าด้วยกัน แต่ไม่ได้ช่วยอะไรได้เท่าไร สิ้นสมัยศาสดา ก็ยังเป็นสิกข์ฮินดู และสิกข์อิสลาม ถ้าจตุคามฯ ที่ได้รับการปลุกเสกนั้นทำให้รวยเงินรวยทองได้จริง เรามิจำเป็นต้องทำมาหากินกันหรอก รอให้จตุคามฯประทานข้าวทิพย์อันโอชะมาให้ รอให้จตุคามฯประทานแก้วแหวนเงินทอง ถ้าจะทำได้ ใครคือคนที่จะทำได้ จากการศึกษาไม่ปรากฏว่า จตุคามฯ รวยเป็นอันดับหนึ่งของโลก ดังนั้นจะเอาเงินเอาทองที่ไหนมาให้ ผมไม่อยากจะคิดว่าชาวพุทธกำลังรอความหวังเหล่านี้ จตุคามฯน่าจะอำนวยประโยชน์มากกว่าแก้วแหวนเงินทองอันเป็นทรัพย์สมบัติบนโลกใบนี้</p> <p style= "text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ผมรู้สึกเวทนา (ในความหมายว่าทุกขเวทนา) ในปรากฏการณ์ของบริษัทผู้พี่ จริงอยู่การตัดสินคดีในพุทธศาสนายึดเอาธรรมวินัยเป็นหลัก ถ้าอย่างนั้น พระภิกษุผู้ไม่สำรวมระมัดระวังอินทรีย์ก็ผิดจากธรรมวินัย ผู้ไม่ยึดเอาธรรมวินัยเป็นแนวทางดำรงชีวิต “เราไม่กล่าวว่าเป็นสมณศากยบุตร” (พุทธพจน์) ตกลงท่านเหล่านั้นเป็นบุตรของใคร จริงอยู่แบบที่ดีมีให้เลือกเยอะแยะ ทำไมจึงไม่มอง ไม่ใช่ไม่มอง แต่แบบที่ไม่ดีนี่แหละที่จะทำให้แบบที่ดีอยู่กันอย่างลำบาก สิ่งที่ควรรู้ ไม่ยอมรู้ กลับไปรู้สิ่งไม่ควรรู้ การศึกษาในธรรมวินัยนี้มี ๒ คือ คันถธุระและวิปัสสนาธุระ</p> <p style= "text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> จิตใจที่อ่อนแอย่อมซึมซับความลุ่มหลงต่างๆได้ง่าย “หลังคาที่มุงบังไม่ดี ฝนย่อมตกรั่วรดได้” (ธรรมบท) วันนี้ ใครเป็นผู้ทำลายพุทธศาสนาถ้าไม่ใช่ชาวพุทธด้วยกันเอง อย่าเรียกร้องการบัญญัติรัฐธรรม “พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” ให้เปล่าประโยชน์ ฟันที่เรามีอยู่เราแทะได้เพียงกระพี้ กรณีความไม่สำรวมอาจเกิดจากความตลกคะนอง คงไม่ใช่กิริยาอย่างที่พระอรหันต์กระโดดข้ามแอ่งน้ำ และคงเป็นเหมือนกับ อรหันต์เปลือย ที่สำคัญตนว่าเป็นอรหันต์เพียงเพราะคำของชาวบ้านเขาเชื่อว่า คนผู้ไม่นุ่งผ้านี้วิเศษ เป็นอรหันต์</p> <p style= "text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> อันที่จริง ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ มันก็ได้อยู่ สำหรับผม ผมว่ามันไม่ได้ ถ้าสิ่งที่ทำลงไปนั้นเป็นการลำลายหลักการที่แท้จริงของสิ่งที่พระพุทธเจ้านำมาบอกกล่าว เรากลับอ้างว่าฉันเป็นพุทธศาสนนิกชน คงได้แค่เพียงกระพี้ หรือไม่ก็เลยไปเป็นเพียงกาฝากที่มีแต่กัดกร่อนให้ลำต้นอ่อนระโหยโรยราไปตามกาลเวลา</p> <p style= "text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ย้อนไปถึงการปลุกเสกอีกครั้งหนึ่ง พระที่ปฏิบัติดีพลอยเสื่อมเสียไปกับโยมที่มีศาสนาพุทธเพียงกระพี้ “อืม ไปฉลองศรัทธาของเขาหน่อย” เพียงเหตุผลว่าให้โยมสบายใจ ส่วนโยมหรือไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่า สิ่งแลกเปลี่ยน จะมีสักกี่คนที่ทำโดยคิดว่า “ขอให้คนที่มีจตุคามจะได้แคล้วคลาดปลอดภัย อย่าได้เบียดเบียนกัน จงมีความสุขกายสุขใจ (ไม่ใช่ลุ่มหลง)” หรือปล่อยไปอย่างนี้ “กรรมใครกรรมมัน” “ไม่มีใครจะตัดสินใครได้นอกจากตัวจะตัดสินตัว” ขอพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่าได้เดือดร้อน ขอพระภิกษุผู้พลาดพึงพยายามสร้างสรรค์สิ่งดีงาม ขอให้ผมจงมีใจมั่นคงต่อพระพุทธศาสนา แม้ต้นแบบบุคคลจะเป็นเพียงร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของอินเดีย วิหารใหญ่คงไม่ใช่ตัวชี้วัดความเจริญของเป้าหมายในพุทธศาสนาจริง บริษัท ๔ เห็นจะไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อเอาใจกันและกันเป็นแน่ น่าจะมีอะไรมากกว่านี้</p> <p style= "text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เรื่องที่ ๒ ระเบิดเจ้าหน้าที่ผู้กู้ระเบิดในภาคใต้</p> “เวรกรรม” พอได้แล้วมั้ง
สวัสดีครับ
เห็นเรื่องราวพระสองรูป และแม้กระทั่งพระอื่นๆทั่วไป
ก้รู้สึกออกไปในทางลบ เหมือนกันครับ
เรื่องพร เรื่องจตุคาม เรื่องคนนิยม
ทั้งหมดเป็นผลสะท้อนที่ชัดเจนของภาพ พุทธิภาวะ และพุทธิปัญญาในสังคมไทยครับ
แต่ภาพที่มองเข้าไปอย่างนี้อาจจะมีเหตุผลอื่นๆ ปัจจัยอื่นที่ผมก็อาจจะยังไม่รู้หรือไม่เข้าใจครับ
เรื่องพระสองรูป บอกได้เลยว่าตัดสินไปแล้วในใจอย่างหนักแน่นว่าไม่ควรอย่างยิ่งครับ
หัวใจผมเบี้ยวไปหลายครา :)
ดูเอาตามเหตุผล ดูเอาตามความเหมาะสม - - -และชอบธรรม ที่สรุปแล้วไม่ถูกเลยแม้แต่อย่างเดียว แต่ก็จะทำ สิ่งเหล่านี้มันทำร้ายและบั่นทอนสังคมดีๆ
กว่าจะรู้ว่าอะไรเทียม อะไรแท้ ก็เกือบสาย วอดวายไปเกือบหมด