ความเบื่อทั่วไปนั้นไม่เกิดปัญญา (แต่มักทำให้เกิดปัญหา) เช่น เบื่ออาหาร จนต้องหาอาหารใหม่ๆ มาสนองแก้เบื่อ
เมื่อวันก่อนได้เข้าประชุมที่ที่ทำงาน เป็นการประชุมของกรรมการชุดค่อนข้างใหญ่พอสมควร
ระหว่างประชุมก็ได้สังเกตเห็นอะไรหลายๆ อย่าง ส่วนใหญ่จะเห็นกิเลสค่อนข้างชัด
ถ้าพิจารณาดูกิเลสสามประการ โลภะ โทสะ โมหะแล้ว ในวงประชุมวันนั้นได้เห็นโลภะ กับ โมหะ เยอะที่สุด... ส่วนโทสะนั้นเห็นไม่มาก แต่มีหลบซ่อนอยู่ในกรรมการบางท่านบ้าง
ส่วนใหญ่เรื่องที่พิจารณาในวันนั้น จะมีพื้นฐานจากโลภะ และโมหะของผู้ขอ... ดูไปๆ กี่เรื่องๆ ยิ่งเห็นกิเลสมากขึ้นๆ
แน่นอนว่าเหตุผลในการขอของแต่ละเรื่องนั้นมีพื้นฐานที่จะขอได้ แต่ได้เห็นชัดเจนจริงๆ ว่า ความอยากของคนนั้นไม่สิ้นสุดจริงๆ สามารถพลิกแพลงแนวทาง และเหตุผลทางโลกมาขออนุมัติอะไรแปลกๆ เพื่อผลประโยชน์ทางการเงินได้เสมอ
ดิฉันก็ได้แต่ให้เหตุผลตามวาระและโอกาสในที่ประชุม แล้วก็ปลงอนิจจัง... วางอุเบกขานั่งฟังเหตุและผลที่ไร้สาระของคนไปเรื่อยๆ
การประชุมใช้เวลาประมาณ ๓ ชั่วโมง เมื่อประชุมเสร็จดิฉันเห็นว่าตัวเองเกิดอาการเบื่อหน่ายในจิตใจเป็นอย่างมาก
วันนี้ก็เลยมาค้นหาในเว็บเพื่อค้นธรรมะเกี่ยวกับความเบื่อหน่าย ก็เลยมาเจอเรื่อง "นิพพิทา" เข้าที่ http://www.nkgen.com/781.htm
นิพพิทาแตกต่างอย่างไรกับความเบื่อทั่วไป...
ต่างกันตรงปัญญาที่เกิด ค่ะ
ความเบื่อทั่วไปนั้นไม่เกิดปัญญา (แต่มักทำให้เกิดปัญหา ^ ^) เช่น เบื่ออาหาร จนต้องหาอาหารใหม่ๆ มาสนองแก้เบื่อ หรือ เบื่อการการประชุมจนกระทั่งหงุดหงิดโกรธเคือง อิจฉา น้อยใจ จนต้องหาเรื่องมาขออนุมัติแปลกๆ กับเขาบ้าง เดี๋ยวจะไม่เท่าเทียม เสียสิทธิ์ ฯลฯ เป็นต้น
แต่ถ้าเกิดนิพพิทาแล้ว หากท่านเบื่ออาหาร ท่านจะเห็นว่าสังขารที่ท่านแบกอยู่ (ร่างกายของเรา) คือกองทุกข์กองหนึ่ง ที่ต้องป้อนพลังงานใส่เข้าไปตลอดเพื่ออยู่รอด ทานเสร็จก็ต้องถ่ายทุกข์อีก ^ ^ ทำให้เกิดปัญญารู้ว่า กินเพื่ออะไร... ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน แต่กินเพื่ออยู่(ปฏิบัติ) นั่นเอง
หากเบื่อการประชุม ถ้าเกิดปัญญา ก็จะเห็นว่าสิ่งที่ประชุมกันนั้นไร้สาระเป็นส่วนใหญ่ เพราะเรื่องต่างๆ ในที่ประชุมมักเกิดจากกิเลสเป็นพื้นฐาน วันนี้ตัดสินอย่าง วันหน้าอาจจะเป็นอีกอย่าง ไม่แน่ไม่นอน เมื่อรู้เช่นนี้ทำให้ไม่เกิดอาการหงุดหงิด อิจฉา น้อยใจ หรืออื่นๆ ตามมา แถมทำให้อยากจะเจริญสติปฏิบัติธรรมมากขึ้นไปเรื่อยๆ อีกต่างหาก ^ ^ จะได้ไม่หลุดเข้าไปในวงจรอุบาทย์เหมือนบางคน (ที่โชคร้าย ไม่เกิดปัญญา)
ตัวดิฉันเองเคยได้ยินคำว่านิพพิทา แต่ไม่เคยรู้ความหมายมาก่อน.. ตอนนี้ก็เข้าใจพอสมควรว่าความเบื่อหน่ายของตนที่เกิดนั้นเกิดจากอะไร..และได้อะไรจากความเบื่อหน่ายนั้นๆ
อย่าลืมนะคะ คราวหน้าเบื่ออะไรขึ้นมา ... ลองมาเจริญปัญญา ทำความเบื่อหน่ายให้เป็นนิพพิทา..รับรองชีวิตจะสุขสงบขึ้นมากเลยค่ะ ^ ^
ท่านว่า
ธรรมะสวัสดีครับ
สวัสดีครับอาจารย์กมลวัลย์
การเจริญวิปัสสนาจนเกิดความเบื่อทั้งเขาทั้งเรา มองดูรอบตัวแล้วไม่เห็นมีสิ่งอะไรที่น่ายินดี เป็นไปได้ที่อาจารย์ได้บรรลุถึง นิพพิทานุปัสสนาญานครับ(คือญานเห็นนามรูปเป็นของน่าเบื่อหน่าย)
อาการที่เกิดขึ้นอาจจะมีลักษณะรู้สึกเบื่อ รู้สึกเหี่ยวแห้งใจ หรือรู้สึกเศร้าใจ ระยะเวลาที่มีอาการดังกล่าวอาจจะนานเป็นวันหรืออาจจะชั่วประเดี๋ยวเดียวก็ได้
ท่านให้กำหนดรู้ไปเรื่อยๆจนกว่าอารมณ์นั้นจะดับครับ แต่ว่าบางครั้งอารมณ์ที่เกิดขึ้นจะมากขึ้นๆตามลำดับจนอาจรุนแรงถึงขีดสุดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และอาจจะเป็นอยู่หลายๆชั่วโมงแล้วจึงค่อยๆลดลงและหมดไปในที่สุด (ถ้าเป็นอย่างที่ว่าก็ไม่ต้องตกใจนะครับ ให้เจริญสติเอาไว้)
พิจารณาไว้เพื่อการเลื่อนชั้นครับ
นิพพิทา = เบื่อหน่าย + คลายกำหนัด
สวัสดีค่ะคุณ
ธรรมาวุธ
จริงค่ะ เห็นมาเยอะเลยที่คนเรียนสูงๆ แล้วเอาชนะกิเลสตัวเองไม่ได้
หนักกว่านั้นคือบางคน "ไม่รู้ตัว" เอาเสียเลยค่ะ เรียนมาตั้งเยอะ แต่ไม่รู้ธรรมชาติของตัวเอง คิดดูก็น่าสงสารค่ะ คนพวกนี้
แต่คนพวกนี้บางครั้งก็ทำตัวไม่น่าสงสารค่ะ เพราะหาประโยชน์จากเทคนิคแยบยล ที่ตัวเองสรรหาขึ้นมา แถมคิดว่าตัวเองเก่งอีกต่างหาก...เฮ้อ.. ดูแล้วถึงได้เกิดเบื่อไงคะ ^ ^
ขอบคุณที่แวะเข้ามาให้ความเห็นดีๆ นะคะ
สวัสดีค่ะ
อ.ศิริศักดิ์
ขอบคุณอาจารย์ค่ะสำหรับคำแนะนำดีๆ เป็นอยู่หนักๆ ค้างอยู่คืนนึงค่ะ ตื่นเช้าวันต่อมายังค้างๆ อยู่บ้าง ตอนนี้อารมณ์หรืออาการเบื่อนี้ดับไปแล้วค่ะ แต่ตอนนี้เป็นหวัดลงคอแทน 5555 จริงๆ ก็ไม่เกี่ยวกันเท่าไหร่ค่ะ แต่คิดว่าจะต้องติดหวัดมาจากห้องประชุมแน่ๆ เลย ^ ^ นั่งนานไปหน่อย..แถมออกมาเจอฝนอีกค่ะ... ไม่เป็นไรค่ะอาจารย์ เดี๋ยวไปเจริญกายานุปัสสนาดูอาการหวัดต่อค่ะ ^ ^
สวัสดีค่ะคุณ
จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
แหะๆ เลื่อนชั้น หรือเลื่อนขั้นคะ ^ ^
เลื่อนชั้น อาจได้ย้ายไปอยู่ชั้นสูงขึ้นแบบชั้น ๓ ชั้น ๔ หรือเปล่าคะ 555 อันนี้ขี้เกียจย้ายค่ะ...
แต่ถ้าเป็นเรื่องเลื่อนขั้น ก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่เลย รู้สึกว่ามันไม่ค่อยสลักสำคัญเลยล่ะค่ะ ตอนนี้ทำงานไม่ค่อยได้ดูความเจริญก้าวหน้าของตัวเองสักเท่าไหร่ค่ะ ... ทำดีก็ได้เอง ถึงไม่ได้ ก็ไม่เป็นไรค่ะ ^ ^
สวัสดีค่ะ
คราวหน้าเบื่ออะไรขึ้นมา ... ลองมาเจริญปัญญา ทำความเบื่อหน่ายให้เป็นนิพพิทา..รับรองชีวิตจะสุขสงบขึ้นมากเลยค่ะ ^
คราวหน้าถ้าเป็นอย่างอาจารย์ จะทำตามนี้ค่ะ เพราะอาจารย์รับรองแล้วว่าได้ผล
สวัสดีค่ะน้อง
ข้ามสีทันดร
มาแบบเรียบๆ ง่ายๆ เลยนะคะ
นิพพิทา = เบื่อหน่าย + คลายกำหนัด
ดีจังค่ะ
อ้อ.. ดีใจที่ได้เห็นหน้าน้องนะคะ ^ ^
สวัสดีค่ะคุณพี่ศศินันท์
รับรองว่าได้ผลจริงๆ ค่ะ ^ ^
ถ้าเกิดเบื่อ...ให้พิจารณาเหตุและผลของการเบื่อค่ะ จะได้ปัญญาจากการพิจารณาจริงๆ บางทีเห็นการเกิดการดับของสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวเลยค่ะ เห็นอารมณ์คนที่เกิด-ดับ เห็นความอยากของคน ฯลฯ อย่างที่เขาสรุปไว้เลยค่ะ..ว่าจะเห็นความไม่เที่ยง ไม่คงทนถาวรของสังขาร ของอารมณ์ เห็นการไปยึดในสิ่งที่ไม่มีตัวตน เห็นสิ่งปรุงแต่งไร้สาระ...ฯลฯ
พอเห็นแล้วก็ทำให้บอกตัวเองได้เลยค่ะ ว่าแบบนี้ฉัน "ไม่เอา" ^ ^ ทำให้เราเจริญสติ และมีสติยิ่งขึ้นไปอีก ไม่หลงไปกับอารมณ์และสิ่งปรุงแต่งต่างๆ ...
ขอบคุณคุณพี่ที่แวะเข้ามาให้ข้อคิดเห็นนะคะ ^ ^
เคยต้องไปประชุมประเภทน่าเบื่อก็มีวิธีแก้ โดยการนั่งสเก็ตช์รูปคนในห้องประชุมไปเรื่อยๆ ทีละคนๆ พอประชุมเสร็จก็เซ็นลายเซ็นแล้วยกให้เจ้าตัวคนที่ถูกวาดไปเลย ชอบใจกันใหญ่ ยังไม่รู้ตัวอีกว่าประชุมน่าเบื่อและไร้สาระจนเราต้องหาอะไรทำแก้เซ็ง ประชุมกับหน่วยงานราชการนี่แหล่ะตัวดี น้ำท่วมมาก่อนเลย บางทีประชุมจบก็รู้สึกงงๆ ว่าวันนี้ไม่เห็นได้อะไรเพิ่มเติมเลย เป็นพวก NATO เหมือนที่อ.ทิพวัลย์เคยว่าไว้ No Action, Talk Only
เป็นกำลังใจให้นะค้า สู้ๆ ขันติๆ ถ้าขันใกล้แตกก็ลุกไปห้องน้ำแก้เซ็งก็คงพอช่วยได้ ถือว่าเป็นกรรมที่ต้องมานั่งประชุมแบบนี้ ไปปลดทุกข์ก็น่าจะดีขึ้นค่ะ ^ ^
ขออนุญาตอมยิ้มกับกลอนของคุณครูพิสูจน์
5555 ขอบคุณค่ะ อ. พิสูจน์
ปล่อยแล้วค่ะ ปล่อยแล้ว... 555
อาการเบื่อนั้นหมดไปนานแล้วค่ะ ตั้งแต่ก่อนเขียนบันทึกค่ะ เพียงแต่อยากนำมาเล่าไว้เป็นประสบการณ์ วันหลังกลับมาอ่านเองจะได้มาทวนความจำ ว่าเคยเบื่อหนักขนาดไหนค่ะ ^ ^
ขอบคุณสำหรับกลอนเตือนใจ(กมลวัลย์)เพราะๆ อีกครั้งนะคะ ^ ^
เทคนิควาดรูปเนี่ย เยี่ยมยอดเลยนะคะ คุณ Little Jazz \(^o^)/
แต่อันนี้สงสัยจะใช้กันไม่ได้ค่ะ เพราะถ้าตัวเองวาดรูปคนอื่นๆ แล้วแจกลายเซ็นกลัวเขารับ(ด้วยความเกรงใจ...มาก....) แต่เอาไปทิ้งเพราะฝีมือเราดูไม่ได้เลย 555555 ตอนนี้วาดได้แต่รูปสี่เหลี่ยมๆ เป็นเส้นตรงๆ อ่ะ ^ ^ แถมเดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยได้ sketch เส้นก็ไม่ค่อยตรงอีกต่างหาก.... อิอิ
เรื่องโมโหโทโส เนี่ยเข้าข่ายโทสะ (ความโกรธ) ค่ะ แต่เรื่องโมหะ เนี่ยคือ"ความหลง"ค่ะ ประมาณว่าเห็นว่าตนนั้นล้ำเลิศเป็นหนึ่งไม่เป็นสองรองใคร หรือหลงผิดคิดว่าตัวเองจะอยู่ค้ำฟ้า ไม่มีวันลงจากตำแหน่งเจ้าจอมยุทธหนึ่งในจักรภพได้ประมาณนั้นน่ะค่ะ 5555 เรื่องความหลงผิดนั้นมีอีกเยอะค่ะ แต่ในที่ประชุมส่วนใหญ่จะหลงติดกับตำแหน่งค่ะ ^ ^
ขอบคุณสำหรับ tips เรื่องห้องน้ำกับการวาดรูปนะคะ สงสัยจะใช้ได้อย่างเดียวคือเรื่องห้องน้ำค่ะ จะเดินออกตอนเขา NATO กัน...ดีไหมคะ 555
ขอขำ+อมยิ้มกับคุณ
ธรรมาวุธ ด้วยคนค่ะ... ^ ^
สวัสดีค่ะอาจารย์กมลวัลย์ เขียนเรื่องดีๆมีสมาชิกให้ทั้งข้อคิดและคำถาม ได้เรียนรู้ไปด้วยกันดีค่ะ
อ่านเรื่องนี้แล้วนึกถึงสมัยทำงานในองค์กรใหญ่ๆ และตนเองยังไม่รู้จักการปฏิบัติธรรม โอ้โฮ มันใช่เลย จะยิ่งเบื่อการประชุมมากเมื่อ "มันไม่ได้อย่างใจ ตามที่เรามีความคิด หรือมีแผนไว้" เป็นความหลงในความเก่งของตนเองซะไม่มีล่ะ
ที่จริงทุกคนก็รู้ว่าการประชุมแบบที่ทำอยู่นั้น แบบเดิมๆมันน่าเบื่อและไม่สร้างสรรค์ แต่ก็ยังต้องตกอยู่ในสภาพแบบนั้นเพราะโครงสร้างของอำนาจ ที่บดบัง และทำลายปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ของคนตั้งใจทำงาน
ดีใจที่ทุกวันนี้เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร การเจริญสติทำให้เห็นทุกสิ่งตามความเป็นจริง ช่วยรักษาจิตไม่ให้ตก และโชคดีอีกชั้นที่มีอิสระในชีวิตไม่ต้องผูกอยู่กับองค์กร
เบื่อแบบเกิดปัญญา อย่างอาจารย์ เดี๋ยวก็หมดเบื่อเองค่ะ
สวัสดีค่ะคุณพี่ คุณนายดอกเตอร์
ตอนที่ตัวเองยังไม่ได้ปฏิบัติธรรมหรือเจริญสตินะคะ..ทำอะไรมันจะเร่งร้อนไปหมดเลยค่ะ เพราะเป็นคนทำอะไรเร็ว ตัดสินใจเร็ว ทำเลย เพราะฉะนั้นถ้าคนอื่นช้าจะหงุดหงิดมาก 5555 คิดแล้วขำตัวเองค่ะ ไม่รู้จะเร่งรีบไปถึงไหน.. ตอนนั้นไม่มีสติจริงๆ ค่ะ แถมอัตตาสูงมาก โมหะเพียบเลยค่ะ แต่ไม่รู้ตัว... ^ ^
จริงอย่างที่คุณพี่ว่าไว้ว่า "การเจริญสติทำให้เห็นทุกสิ่งตามความเป็นจริง" ตัวเองคิดว่าโชคดีมากค่ะ ที่ได้มีโอกาสมาปฎิบัติธรรมในรูปแบบนี้ เพราะทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตประจำวันสามารถนำมาเป็นแบบฝึกหัดได้ทั้งสิ้น... ผ่านบ้างไม่ผ่านบ้างตามประสาค่ะ ^ ^
ขอบคุณคุณพี่ที่แวะเข้ามา ลปรร นะคะ
สวัสดีค่ะอ.ขจิต ฝอยทอง
การนั่งสมาธิเป็นสิ่งที่ดีค่ะ แต่พี่ก็ไม่ค่อยได้นั่งสักเท่าไหร่ค่ะ (ถ้านั่งแสดงว่ากำลังเหนื่อยมากๆ และต้องการพักทั้งกายและใจ) พี่เน้นการเจริญสติระหว่างที่ตื่นอยู่อย่างเดียว... การทำสมาธิเหมือนกับเป็นการออกกำลังกายน่ะค่ะ ยิ่งออกกำลังกายมากยิ่งแข็งแรง (จิตแข็งแรง) แต่จิตจะไม่ค่อยได้ฝึกปรือเหมือนกับการเจริญสติค่ะ การนั่งสมาธิเหมือนกับการไปหาที่สงบๆ ให้จิตได้พักค่ะ
นั่งสมาธิไปเรื่อยๆ ตามที่ทำอยู่ค่ะ เพราะถ้าถูกจริตอยู่แล้วก็ไม่ควรไปเปลี่ยนอะไร แต่เพิ่มการเจริญสติ เริ่มจากง่ายๆ ก็คือการดูกายก่อนค่ะ พยายามเรียกความคิดเรากลับมาอยู่ที่กิจกรรมที่กายเรากำลังทำอยู่ค่ะ แปรงฟัน ล้างหน้า พิมพ์คอมพ์ ให้จิตอยู่กับสิ่งนั้นๆ ค่ะ อย่างเช่นตอนนี้พี่พิมพ์คอมพ์อยู่ ก็จะเห็น(แบบไม่ได้มองมือ)ว่ามืออยู่ตรงไหนของคีย์บอร์ด กำลังทำอะไรอยู่ค่ะ... ถ้าเดินอยู่ก็ให้จิตไปอยู่ที่เท้าประมาณนี้น่ะค่ะ.. ถ้าทำอย่างนี้บ่อยๆ เราจะเรียกจิตเราเองมาอยู่กับปัจจุบัน(อยู่กับกาย)ได้มากขึ้น (ไม่เที่ยวไปซุกซนคิดโน่นคิดนี่น่ะค่ะ)
แนะเรื่องปฏิบัติธรรมสั้นๆ แค่นี้ก่อนนะคะ ^ ^
อยากไปบ้านครูบาเหมือนกันค่ะ กำหนดการเลี้ยงส่งคงยังเหมือนเดิมนะคะ อันนี้วางแผนกับพ่อแม่ว่าจะขับรถไปบ้านครูบาแล้วล่ะค่ะ จะได้ไปดูอะไรหลายๆ อย่างที่อาจารย์ขจิตอยากให้ดูค่ะ..
ขอบคุณที่แวะเข้ามา ลปรร นะคะ ^ ^