วิธีการคิดเรื่องการตีตราหรือจดทะเบียนคนพิการ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วยเลย

     เขาคือเรา เราคือเขา อย่าแยกเขาไปจากเรา และอย่าแยกเราไปจากเขา…เลย เป็นเหมือนคำวิงวอนเพื่อให้ได้หันหลับมาทบทวนวิธีการคิดเรื่องการตีตราหรือจดทะเบียนคนพิการ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วยเลย แต่กตกอยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทั้งนี้เนื่องจากกฎหมาย (พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการฯ) กำหนดไว้ให้คนพิการที่จะได้รับสิทธิตามที่ควรจะเป็น ควรจะได้นั้นต้องขึ้นทะเบียนเป็นคนพิการให้เรียบร้อยก่อน ผมเห็นด้วยเพียงการรับรองจากแพทย์หลังได้พยายามบำบัดและฟื้นฟูอย่างเต็มที่แล้ว ก็น่าจะเพียงพอ ไม่น่าจะต้องตอกย้ำกันซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้ง

     คนที่ต้องการเข้าถึงสิทธิฯ เหล่านี้ แม้แพทย์จะบอกว่าไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรับรองให้เป็นคนพิการได้ ก็จะเกิดความไม่สบายใจ พบได้จากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของคนพิการในหลาย ๆ อำเภอ ของจังหวัดพัทลุง ล่าสุดก็เป็นที่อำเภอป่าพะยอม แกนนำฯ คนหนึ่งบอกว่าช่วยเล่นเส้นให้รับรองผมให้พิการทีได้ไหม (ตาบอดข้างหนึ่ง) อย่างนี้ เป็นต้น เมื่อถามว่าทำไมถึงอยากได้หนังสือรับรอง ท่านก็ตอบว่าทาง อบต.แจ้งว่าหากหมอรับรองให้ก็จะสามารถมาเข้าชื่อรับเงินสงเคราะห์เลี้ยงชีพรายเดือนได้

     การ "สงเคราะห์" ที่ถูกนำมาใช้เกินความจำเป็น ก็สามารถชี้นำให้คนเราอ่อนเปลี้ยเพลียแรงกันไปหมดทั้งสังคมได้เหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่ยังมีศักยภาพมากมาย แต่ก็อดที่จะรอรับการสงเคราะห์ไม่ได้ เคยเขียนเรื่องนี้ไว้แล้วครั้งหนึ่งเมื่อเกือบปีมาแล้วที่ การตัดพลังคนชายขอบด้วยการสังคมสงเคราะห์   ไม่ซ้ำให้มากแล้วในบันทึกนี้

     การแยกกลุ่มคนพิการออกไปจากสังคมด้วยการตีตราหรือจดทะเบียนที่ว่านี้ ในปัจจุบันยังยกเลิกไม่ได้ แต่ใจผมอยากให้ยกเลิกเสีย รวมถึงลดการสงเคราะห์ลง แล้วเปลี่ยนมาเป็นให้เครือข่ายเขาบริหารจัดการกันเองภายในกลุ่มของเขา ตามสภาพที่เขาจะตัดสินใจ โดยเราก็เป็นเพียงหนึ่งเสียงหนึ่งคนสมาชิกเท่านั้นที่จะร่วมทำงานกับเขา

     ที่พัทลุงหากจะพูดถึงกลไกการขับเคลื่อนงานคนพิการเราจึงใช้พลังร่วมกันโดยไม่แบ่งแยกว่าใครคือคนพิการเพื่อ “ร่วมกันขับเคลื่อนให้สังคมปรับกระบวนทัศน์และยอมรับในศักยภาพคนพิการ โดยเน้นที่การพึ่งตนเองอย่างพอเพียง”