ผลการประเมินด้านความยั่งยืน (sustainability) ของโครงการกระบวนการจัดการความรู้เรื่องการทำนาข้าวในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน กรณีโรงเรียนชาวนา มูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี
โครงการโรงเรียนชาวนาของ มขข. ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สคส. นับเป็นโครงการที่มีศักยภาพด้านความยั่งยืนค่อนข้างมาก ดังหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยกมาเป็นตัวอย่างต่อไปนี้
1. การเรียนรู้ต่อเนื่องของนักเรียนชาวนาในโครงการและการขยายผลโรงเรียนชาวนาเพิ่มขึ้น
ผลการประเมินพบว่า นักเรียนชาวนาในโครงการทั้ง 4 โรงเรียน ยังคงมีกิจกรรมเรียนรู้เรื่องการทำนาโดยต่อเนื่อง มีการพบปะกันอย่างสม่ำเสมอ ยังคงมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ (ownership) ขบวนการและโรเรียนชาวนาที่ร่วมกันดำเนินการมา โดยมีผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้จาก มขข. ร่วมขบวนการ และมีกิจกรรมที่ยกระดับความเหนียวแน่นของปฏิสัมพันธ์การเรียนรู้ร่วมกันให้หลากหลายยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น กิจกรรมส่งเสริมขบวนการการบริโภคอย่างยั่งยืนในโครงการประกวดสูตรผักน้ำพริกแต่ละท้องถิ่น กิจกรรมที่เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ปลา-กุ้งฝอยในแปลงนา เป็นต้น กิจกรรมที่ต่อเนื่องชี้ให้เห็นถึงฉันทะในการเรียนรู้ของนักเรียนชาวนา
นอกจากนี้มีชาวนา ต.รางแฟบ อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี สนใจที่จะเรียนรู้ในวิถีโรงเรียนชาวนา ได้รวมกลุ่มกันเองเป็นกลุ่มโรงเรียนชาวนา โดยขอรับการสนับสนุนผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้จาก มขข. องค์กร Oxfam จากประเทศอังกฤษ มองเห็นความสำคัญของนวัตกรรมครั้งนี้ จึงได้ให้การสนับสนุน มขข. เปิดโรงเรียนชาวนาอีก 4 แห่ง กำหนดนักเรียนชาวนาไว้ประมาณ 200 คน ทั้งนี้มุ่งหมายให้เป็นนักเรียนชาวนาคุณภาพต้นแบบเพื่อขยายผลให้ชาวนาองค์กรกลุ่มอื่นมาเรียนรู้ไปขยายผลต่อ และโครงการนี้มุ่งพัฒนาและนำเอานักเรียนชาวนาที่มีทักษะเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้แล้วไปพัฒนาชาวนากลุ่มใหม่ เพื่อศึกษาประสิทธิผลการพัฒนา “คุณอำนวย” ในแนวทางนี้ด้วย (มขข.เชื่อมั่นการพัฒนานักเรียนชาวนาด้วยกันเองให้เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ เนื่องจากเห็นว่าแนวทางนี้จะช่วยประคับประคองให้ชาวนาเข้มแข็งขึ้นได้)
อนึ่ง มีเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนจำนวนมากมาขอให้ มขข.ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในหลักสูตร โรงเรียนชาวนาให้อยู่อย่างสม่ำเสมอตลอดปี โดยใช้ที่ทำการ ณ สำนักงานและแปลงสาธิตของ มขข.
2. การพัฒนากองทุนพันธุ์ข้าว
ทักษะของ มขข. และนักเรียนชาวนาในโครงการในเรื่องการคัดเลือกพันธุ์ข้าวเป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไป โดยเฉพาะในระดับประเทศนั้น มขข. ได้รับการยอมรับในเครือข่ายที่ขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนว่ามีเทคนิคเป็นผู้นำในเรื่องนี้ และ มขข. ได้เคยถวายรายงานการดำเนินงานเรื่องนี้ต่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเทพฯ ได้ทรงทดลองคัดพันธุ์ข้าวพระราชทานมอบให้แก่ มขข. ไปขยายพันธุ์ต่ออีกด้วย
องค์กร Oxfam ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ได้ระดมเงินจากเครือข่ายทั่วโลกจัดสรรให้ กับ มขข. ในลักษณะ Top project มาพัฒนากองทุนพันธุ์ข้าวหลังจากจบโครงการจาก สคส. แล้ว โดย Oxfam คาดหวังว่านอกจาก มขข. จะพัฒนาเรื่องพันธุ์ข้าวเพื่อช่วยเหลือชาวนาในประเทศไทยแล้ว เทคนิคดังกล่าวจะสามารถช่วยเหลือประเทศที่ปลูกข้าวในภูมิภาคนี้ได้ด้วย นับเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนความรู้ (knowledge sharing) ที่สำคัญ และเป็นแนวทางในการรับมือกับพืช GMO ที่ทันการณ์แนวทางหนึ่ง เนื่องจากชาวนาหรือเกษตรกรจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดหรือรับนวัตกรรมทางการเกษตรใดได้นั้น ต้องใช้เวลานาน นับเป็นวงจรการผลิต (crop-year) การมีความรู้เรื่องการคัดพันธุ์ข้าวจึงเปรียบเหมือนการสร้างภูมิคุ้มกันให้ชาวนาต่อกระแสพืช GMO ซึ่งต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าเป็นเวลาที่นานพอหลายปี ต้องมีกระบวนการถ่ายทอดต่อเนื่องให้ชาวนาเป็นเจ้าของได้ (มิใช่ มขข. เป็นบริษัทหรือคนกลางเสียเอง) กรณีดังกล่าวนี้ นับว่าโครงการโรงเรียนชาวนาของ มขข. มีความคาดหวังสูงที่มีหลักสูตรคัดพันธุ์ข้าว เนื่องจากมุ่งหวังให้ชาวนาเป็นเจ้าของพันธุกรรมเอง ด้วยเหตุที่ในปัจจุบันและอนาคตการเปลี่ยนแปลงทางการเกษตรนั้น ปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่เรื่องพันธุ์ (ทั้งพืชและสัตว์) หากเกษตรกรไม่มีแนวทางและเป็นเจ้าของแนวทางที่ดี เรื่องต่างๆ จะตกอยู่ในความควบคุมของบริษัทเกษตรขนาดใหญ่ไปทั้งหมด หลักสูตรดังกล่าวนี้ นับว่ายากกว่าหลักสูตรแมลงหรือหลักสูตรบำรุงดินมาก การที่ชาวนาบางส่วนของ มขข.มีทักษะคัดพันธุ์ข้าวได้ จึงนับว่าโครงการมีความยั่งยืนที่จำเป็นและสำคัญมาก
ผลการดำเนินการกองทุนพันธุ์ข้าวของนักเรียนชาวนาและ มขข. พบว่าเพียงการดำเนินงานในปีแรกก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ นอกจากได้พัฒนาองค์ความรู้แล้ว ในทางเศรษฐกิจพบว่าปีแรกนี้ดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพจนสมาชิกรับปันผลได้แล้ว (ลงทุน 100 บาท รับปันผล 50 บาท)
3. ความต่อเนื่องและยั่งยืนของทักษะบางด้านที่มีในนักเรียนชาวนา
นักเรียนชาวนาของ มขข. ส่วนหนึ่งมีทักษะที่สำคัญต่อการทำนาข้าวที่ได้ผลเห็นจริง และยังคงแลกเปลี่ยนปรับปรุงทักษะเหล่านั้นทั้งภายในกลุ่มและข้ามกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น
ทักษะการทำน้ำหมัก ปุ๋ย สมุนไพรไล่แมลง
ทักษะการกำจัดโรคข้าว
ทักษะการหมักฟางด้วยจุลินทรีย์
ทักษะการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ท้องถิ่น
ทักษะการวิเคราะห์ระบบนิเวศในแปลงนา
เทคนิคการชี้ชวนให้ชาวนาหันมาใช้สมุนไพรแทนสารเคมี
ทักษะในการถ่ายทอดพิธีกรรมดั้งเดิมเกี่ยวกับการทำนา
ทักษะการคัดพันธุ์ข้าว
เทคนิคการดำนาด้วยต้นกล้าต้นเดียว (ซึ่งจะช่วยให้ลดต้นทุนการผลิตลงเป็นอย่างมาก)