ถามคนอื่นเอาง่ายๆ จะรู้ได้อย่างไรว่าคำตอบนั้นมีเหตุผลและความน่าเชื่อถือเพียงพอ

ระยะ ๒ สัปดาห์นี้ ดิฉันได้รับ contact mail ที่ส่งผ่านระบบของ GotoKnow เกือบทุกวัน เป็นคำถามเกี่ยวกับเรื่องการดูแลผู้ป่วยเบาหวานบ้าง ขอคำปรึกษาบ้าง ขอเชิญร่วมทำงานด้วยบ้าง ดิฉันยินดีตอบกลับทุกราย

มี contact mail ประเภทหนึ่งที่ดิฉันไม่ตอบกลับ เพราะเห็นว่าไม่เหมาะสม คือนิสิต/นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ที่เขียนมาขอข้อมูลสถิติเรื่องนั้นเรื่องนี้ เช่น เมื่อเช้ามีคำถามหลังจากเกริ่นมาพอสมควรว่าตนเองมีความสนใจในผู้ป่วยเบาหวาน “.......อยากรบกวนทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถิติการเกิดแผลเบาหวาน.....” และบอกว่ากำลังศึกษาระดับปริญญาโทและต้องการทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับโปรแกรมป้องกันการเกิดแผลที่เท้า

ส่ง mail แรกมาไม่ทันไร อีก ๗ นาทีต่อมาคนเดิมส่งมาอีกว่า “เนื่องจากมีปัญหาในการทำวิจัยเกี่ยวกับเท้าเบาหวาน ในฐานะที่พี่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ยังมี gap ส่วนไหนที่ยังจะพัฒนาได้อีกบ้างคะ”

ดิฉันมีความเห็นว่าคำตอบของทั้ง ๒ คำถามนี้ ต้องมาจากประสบการณ์และการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองของนักศึกษา ภายใต้การดูแลชี้แนะของอาจารย์ที่ปรึกษา การจะทำวิทยานิพนธ์เรื่องใดเรื่องหนึ่งเราจำเป็นต้องศึกษาเรื่องนั้นๆ อย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง จนรู้ว่ามี knowledge gap อะไรอยู่บ้าง เป็นเรื่องของการใช้ effort และความเอาจริงเอาจัง ถามคนอื่นเอาง่ายๆ จะรู้ได้อย่างไรว่าคำตอบนั้นมีเหตุผลและความน่าเชื่อถือเพียงพอ

เทคโนโลยีปัจจุบันช่วยให้เราเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายอยู่แล้ว ดิฉันเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่เกินความสามารถของผู้ที่เรียนในระดับบัณฑิตศึกษาแน่นอน

วัลลา ตันตโยทัย วันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๐