ที่ว่าผ้าครามเป็นผ้าพลิกชีวิตนั้น ไม่ได้กล่าวเกินจริง เพราะพลิกทั้งชีวิตของคุณประไพพันธ์ และแม่ฑีตา ไม่ได้เป็นการพลิกจากยากจนเป็นร่ำรวย แต่เป็นการทำให้ครอบครัวได้กลับมาอยู่ด้วยกัน ได้เลี้ยงชีพอย่างพอเพียง มีเกียรติ มีความภาคภูมิใจ มีความสุขและยังได้เกื้อกูลผู้คนในถิ่นของตน และไม่ได้หลงอยู่ในกระแสพัฒนาแบบโอทอป

หลังจากหายไปปฏิบัติธรรมผ่านการเขียนหนังสือจนสำเร็จหนึ่งเล่ม นอกจากดีใจว่าทำงานสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้แล้ว ยังดีใจที่จะได้กลับเข้ามาพบท่านสมาชิกบล็อกที่แสนน่ารักทุกท่านอีก เพื่อตามอ่านเรื่องราวประเทืองสติปัญญาและอารมณ์ แล้วก็จะได้เขียนเรื่องราวมาแบ่งปันความสุขกันด้วยค่ะ

ที่จริงมีเรื่องที่ตั้งใจว่าจะเขียนมากมายจนเลือกไม่ถูกว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี ได้คำแนะนำจากคุณเบิร์ดว่าอยากอ่านเรื่องเกี่ยวกับผ้าไทย เลยขอนำเรื่องผ้าย้อมครามมาเล่าก่อนเลย สงสัยจะยาวต้องแบ่งสองตอนค่ะ เตรียมไฟล์ภาพประกอบเสร็จหมาดๆ มีคนเข้าไปชมภาพก่อนลงมือเขียน พร้อมข้อคิดเห็น ขอบคุณคุณประถมและคุณศศินันท์ที่ไปแวะชมค่ะ ทำให้รู้สึกสนุกที่จะเขียนเลยค่ะเพราะมีคนให้ความสนใจตั้งแต่จุดเริ่มต้น

ที่จริงผู้เขียนเดิมเป็นคนชอบผ้าแนวชาติพันธุ์และชนเผ่ามานาน ไม่จำกัดว่าต้องเป็นผ้าไทยเท่านั้น แต่เป็นการชอบในฐานะ"ผู้เสพ"ความงาม ที่สร้างความพอใจ หรือสนองกิเลสของความเป็นคนชอบแต่งตัวที่ไม่ตามแฟชั่นของยุคสมัย และรู้สึก"พิเศษ"ทีใช้ของ"ทำด้วยมือ" นี่ขนาดความรู้สึกกับสิ่งดีๆยังเต็มไปด้วยกิเลสเลยค่ะ ไม่รู้ตัวเลย เคยเป็นอย่างนี้มาเป็นหลายสิบปี แล้วก็ไม่ได้คิดอะไรมาก

ผ้าย้อมครามเริ่มเข้ามากระทบความรู้สึกครั้งแรก คือเมื่อซื้อผ้าย้อมครามชิ้นแรกด้วยตนเอง ปกติคนข้างกายจะเป็นคนเลือกซื้อผ้าสวยงาม มีศิลปะสูง(ในแนวแปลกตามากกว่าสวยงามแบบอลังการ)ซึ่งผ้าพวกนี้มักมีราคาแพง รวมทั้งผ้าย้อมคราม คนเราเวลาได้อะไรที่ไม่ได้จ่ายเงินซื้อหามาเองมักไม่ค่อยใส่ใจในคุณค่าและราคาของสิ่งนั้นเท่าไร ผู้เขียนก็เคยเป็นเช่นนั้น

ยังจำได้ว่าไปงานโอทอปที่เมืองทองธานีเกือบสิบมาแล้ว เขาจัดสินค้าเป็นโซนจังหวัดๆ คนเยอะมาก เห็นร้านขายผ้าย้อมครามเป็นสีน้ำเงิน เรียงรายลานตาไปหมด ทันใดก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งนุ่งกางเกงเลเป็นผ้าฝ้ายคราม ที่สีน้าเงินลึกแต่สดใส เนื้อผ้าฝ้ายนั้นนิ่ม พริ้วทิ้งตัวอย่างไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ก็รีบเดินตามเขาไป ว่าจะไปถามว่าเขาซื้อผ้าอย่างนี้ที่ไหน เขาเดินไปหยุดที่ร้านๆหนึ่ง เลยไม่ต้องถามเพราะเห็นผ้าคล้ายๆกันนี้พอดี เจ้าของร้านเป็นสุภาพสตรีตัวเล็กๆ รวบผมตึงเป็นมวย ไม่ช่างพูดต่างหาก ถามราคาผ้า จำได้ว่าเขาบอกว่าเมตรละพันบาท นึกสะดุ้งในใจ ว่าทำไมแพงจัง แล้วตัวเองเคยอยู่เชียงใหม่ชินกับผ้าม่อฮ่อม สีน้ำเงินเหมือนกันซึ่งไม่แพงเลย เอาล่ะ อย่างไรก็ต้องซื้อ ซื้อมาสองเมตรเอาไปตัดเป็นกระโปรงกางเกง ทั้งสวยทั้งเท่ นุ่งสบายอีกต่างหาก

เวลาผ่านไปอีกหลายปี ตอนนั้นยังทำงานอยู่ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สองสามหลังปีฟองสบู่แตกใหม่ๆ สวทช. มีโครงการสร้างเสริมเศรษฐกิจในชนบทด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีงานวิจัยเรื่องผ้าย้อมครามอยู่โครงการหนึ่ง พอดีนักวิจัยเขาจะไปติดตามงานวิจัยนี้ที่อำเภอพรรณานิคม สกลนคร ผู้เขียนทราบเข้าเลยขอตามไปเพื่อนำข้อมูลกลับมาเขียนตามหน้าที่ของงาน และชอบอยู่แล้วที่จะได้ไปซื้อผ้าถึงแหล่ง

ได้ไปเห็นชาวบ้านมาประชุมกันตั้งแปดสิบคน เอาผ้ามาโชว์และขาย ซื้ออย่างสนุกไปเลย แต่ทีทึ่งคือ ผู้นำกลุ่มชาวบ้าน(ที่จริงชาวบ้านมาขอร้องให้เขานำ)ก็คือสุภาพสตรีที่เราไปซื้อผ้าย้อมครามเขาเมื่อหลายปีมาแล้วที่เมืองทอง และทึ่งยิ่งขึ้นไปอีกคือ วิธีคิดและโลกทัศน์ของเธอผู้นี้ เธอชื่อ คุณ ประไพพันธ์ แดงใจ และได้เจอคุณแม่ของเธอด้วย คือ "แม่ฑีตา" ซึ่งภายหลัง คุณประไพพันธ์ หรือ "จิ๋ว" ได้ใช้เชื่อ"แม่ฑีตา"เป็นชื่อผลิตภัณฑ์ของเธอ

 แม่ฑีตากับเส้นฝ้ายที่ผ่านการย้อมแล้ว ผ้านุ่งแม่ฑีตางามมาก

ในงานประชุมนี้นักวิจัยในท้องถิ่นจากมหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนครคืออาจารย์อนุรัตน์ สายทอง กับทีมงานก็มาด้วย ได้เห็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบที่ไม่เคยเห็นจากงานอื่นใด สมัยนั้นตัวเองก็ยังไม่รู้จัก"การจัดการความรู้"ด้วยซ้ำไป ที่น่าประทับใจอีกประการคือเขามีการนิมนต์พระมาบรรยายเรื่องของการสร้างอาชีพ สร้างกำไรอย่างยั่งยืนอีกด้วย เรียกว่าเป็นงานแรกที่เห็นการผสมผสานของวิทยาศาสตร์และศาสนามาอยู่บนเวทีเดียวกันอย่างกลมกลืน

คุณประไพพันธ์และแม่ฑีตากับทีมนักวิจัย ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน งานวิจัยสมัยใหม่เข้าไปเสริมและแก้ปัญหาที่มีในกระบวนการผลิต ได้ประดิษฐ์เครื่องกวนน้ำครามเป็นการช่วยผ่อนแรงผู้สูงอายุ (ในหมู่บ้านมักมีแต่ผู้สูงอายุ คนวัยทำงานไปอยู่ในเมืองใหญ่กันเกือบหมด) ผู้วิจัยมีความเคารพชื่นชมผ้าย้อมครามที่ชาวบ้านทำ ถึงกับนำมาแต่งกายเป็นประจำ ชาวบ้านยังคงรักษาเอกลักษณ์ และจิตวิญญาณในกระบวนการผลิตไว้ มีสติ มีคุณธรรม ในการเลี้ยงชีพ ไม่โลภ

แม่ฑีตาสาธิตเครื่องมือใหม่ที่ได้จากงานวิจัยแบ่งปันความรู้ให้กับทุกคนที่สนใจ คุณประไพพันธ์ หรือจิ๋ว ลูกสาวคือคนทีถือไมโครโฟน

ที่ว่าผ้าครามเป็นผ้าพลิกชีวิตนั้น ไม่ได้กล่าวเกินจริง เพราะพลิกทั้งชีวิตของคุณประไพพันธ์ และแม่ฑีตา ไม่ได้เป็นการพลิกจากยากจนเป็นร่ำรวย แต่เป็นการทำให้ครอบครัวได้กลับมาอยู่ด้วยกัน ได้เลี้ยงชีพอย่างพอเพียง มีเกียรติ มีความภาคภูมิใจ มีความสุขและยังได้เกื้อกูลผู้คนในถิ่นของตน และไม่ได้หลงอยู่ในกระแสพัฒนาแบบโอทอป

การได้รู้จักความเป็น"ผ้าย้อมครามแม่ฑีตา" ยังพลิกชีวิตผู้เขียน ทำให้ผู้เขียนรื้อหัวข้อวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ที่คิดๆเขียนๆมาสองสามปีแล้วยังไปไม่ถึงไหนเพราะไปมองแค่การใช้ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการพัฒนาประเทศว่าเป็นหนทางการพัฒนา มองไม่เห็น หรือไม่เข้าใจความรู้แบบอื่นๆ คิดๆไปก็รู้สึกเสมอว่า"มันไม่ใช่" จนกระทั่งมาพบของจริง

ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ฉุกคิดเรื่องของภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เรามีอยู่อย่างเข้าขั้นร่ำรวย ว่าเราควรมองอย่างบูรณาการความรู้ทั้งที่เรามีอยู่เป็นทุนเดิมและความรู้สมัยใหม่จากภายนอก พอรู้สึกว่า"ใช่"เท่านั้นแหละ ใช้เวลาสองปีกว่าด้วยกระบวนทัศน์ใหม่กับกรณีศึกษาทั้งหมด ๙ เรื่อง สนุกมาก ยิ่งไปกว่านั้น ต่อมาผู้เขียนยังได้ไปปฏิบัติธรรม เป็นครั้งแรกในชีวิต โดยฝึกการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวทางหลวงพ่อเทียน กับท่านพระอาจารย์สุริยา พระผู้มาบรรยายธรรมในวันนั้น ได้เกิดดวงตาธรรมและขัดเกลาตนเองมาจนทุกวันนี้

ชมภาพผู้อาวุโสแห่งพรรณานิคม

 ภูมิใจที่ได้นุ่งห่มบ่งบอกความเป็นชาติในเวทีสากล

ตอนต่อไปจะนำไปรู้จักชีวิตของแม่ฑีตา กับคุณจิ๋ว และจะบอกว่าผ้าย้อมครามมหัศจรรย์อย่างไร จากใบถึงผืนผ้ายากเย็นแค่ไหน