การรักษาโรคความดันโลหิตสูงโดยไม่ใช้ยา

.
การรักษาโรคความดันโลหิตสูงโดยไม่ใช้ยา (Nonphamacologic Treatment)
การรักษาโรคความดันโลหิตสูงด้วยยาไม่ใช่จะก่อให้เกิด ความปลอดภัยเสมอไป ในภายหน้าการรักษาด้วยยา
อาจเป็นเพียงการเยียวยาและ ปกติต้องรักษาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต การรักษาโรคความดันโลหิตสูงโดยไม่
ใช้ยาโดยเฉพาะ ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1 ได้รับคำรับรองแล้ว ได้แก่ 

 การลดน้ำหนัก 
 จำกัดโซเดียม 
 ปริมาณแอลกอฮอล์ที่เหมาะสม 
 การออกกำลังกายแบบ isotonic 
 และการรักษาความเครียด 

คณะกรรมการค้นหา ประเมินผล และรักษาโรคความดันโลหิตสูง ได้เสนอแนะดังนี้ 
1.
ลดน้ำหนักลง 15% ของน้ำหนักที่พึงปรารถนา (desirable weight) 
2.
จำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 1 ออนซ์ต่อวัน (วิสกี้ 2 ออนซ์ ไวน์ 8 ออนซ์ หรือเบียร์ 24 ออนซ์ ) 
3.
จำกัดโซเดียม 1.5 ถึง 2.5 กรัม/วัน (เกลือ 4 ถึง 6 กรัม) 



.1 การลดน้ำหนัก (Weight Management) ประสิทธิภาพของการลดน้ำหนักได้ผลดีในกลุ่ม 
       mild 
และ severe hypertension น้ำหนักที่ลดลงเป็นผลมาจากการจำกัดพลังงาน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับ
      
เมตาบอลิสม เช่น ลดการทำงานของ SNS ที่มีบทบาทสำคัญในระบบความดันโลหิต 
      
เป้าหมายในเรื่องนี้ก็คือบุคคลที่มีประวัติในครอบครัว ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ควรจะลดน้ำหนัก
      
ลง 15% 


"font-size: 10pt; font-family: Tahoma">จากรายงานของ McCaron และ Reusser ได้กล่าวว่าในคนที่มีภาวะความดันโลหิตสูงระยะก้ำกึ่ง ถ้าลด
น้ำหนัก 4 - 5 กก.   มีผลทำให้ระดับความดันโลหิตลดลงเป็นปกติภายใน 2 - 3 อาทิตย์แรก ความดันโลหิต
ลดลงในกลุ่มที่ลดน้ำหนักไม่เกี่ยวข้องกับสารอาหารที่บริโภค แต่มีความเกี่ยวข้องกับพลังงานที่ใช้ในช่วงที่
พยายามลดน้ำหนัก ในคนที่มีน้ำหนักเกินนั้นการที่ระดับความดันโลหิตลดลง ปรากฎร่วมกับน้ำหนักที่หายไป
อาจเกิดจากการ ดูแลให้มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (regular exercies regimen) 



2 การจำกัดโซเดียม (Sodium Restriction) การจำกัดโซเดียมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษาโรคความดันโลหิตสูง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
ประมาณหนึ่งในสี่ถึงครึ่งหนึ่ง ที่เป็นพวก salt-sensitive จึงเป็นข้อจำกัดหนึ่งในการดูแลรักษา เป็นการยาก
ที่จะทำนายว่าผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจะตอบสนอง ต่อการจำกัดโซเดียม ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่จำกัดโซเดียม
แล้วความดันโลหิตไม่ได้ลดลง 


"font-size: 10pt; font-family: 'MS Sans Serif'">
Levey
และคณะ ศึกษาระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง โดยการให้โซเดียมต่ำร่วมกับการให้
แคลเซียมที่แตกต่างกัน การศึกษาเป็นแบบการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นชายผิวขาวที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง 
ไม่สูบบุหรี่ มีอาชีพทำงานประเภทนั่งโต๊ะ ทำการทดลองเป็น 2 ช่วง (ช่วงละ 6 สัปดาห์) ช่วงแรกให้
high 
calcium (1,400
มก/วัน) ช่วงหลังให้ low calicium (400 มก/วัน) ทั้ง 2 ช่วงได้รับโซเดียม
1,500 
มก/วัน หลังจากนั้นมีการวัดความดันโลหิต ปัสสาวะ blood electrolyte, calcitrol, renin และระดับ
 
parathyroid hormone (PTH)
ผลจากการทดลองพบว่าโซเดียมในซีรัมลดลง โซเดียมในปัสสาวะลดลง

ในช่วงได้รับ low calcium ระดับ PTH ลดลงในช่วงได้รับ high calcium และเพิ่มในช่วงได้รับ low 
calcium
ทั้ง 2 ช่วง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของระดับ calcitriol ในช่วงได้รับ low calcium 
ความดันซิสโตลิกและไดแอสโตลิกลดลงร้อยละ 8 และ 9 ตามลำดับ ในขณะที่ช่วง ได้รับ high calcium 
ความดันซิสโตลิกและไดแอสโตลิกลดลงร้อยละ 2 และ 3 ตามลำดับ 



"font-size: 10pt; font-family: Tahoma">ผลการศึกษาแสดงเห็นว่ามีความสัมพันธ์ทางลบระหว่าง การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของ Na :Ca กับการเปลี่ยน
แปลงความดันโลหิต ผู้วิจัยเสนอแนะว่าทางด้าน dietary management 
ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงควรให้ความสนใจในการเปลี่ยนแปลงการบริโภค เช่น ให้โซเดียม 1,000 มก/วัน 
และเพิ่มแคลเซียม 400 มก/วัน มากกว่าที่จะสนใจเฉพาะระดับของโซเดียมและแคลเซียมแต่เพียงอย่างเดียว 
การศึกษาโดยโซเดียมคงที่แต่มีการเปลี่ยนปริมาณแคลเซียม ทำให้ดูผลเหมือนแคลเซียมต่ำจะดีกว่าแคลเซียม
สูง ในการลดความดันโลหิต ผู้ศึกษาควรจะเปลี่ยนแปลงปริมาณทั้งโซเดียมและแคลเซียม เพื่อให้เกิดอัตรา
ส่วนที่คล้ายกับทั้งสองอัตราส่วน จากนั้นจึงดูว่าระดับความดันโลหิตเป็นอย่างไร