GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ทุกสิ่งล้วนสมมติขึ้น มีกรรม มีอายุขัย และธรรมดา

ทุกสิ่งล้วนสมมติขึ้น มีกรรม มีอายุขัย และธรรมดา

ทุกสิ่งล้วนสมมติขึ้น มีกรรม มีอายุขัย และธรรมดา


ชื่อเรื่อง ทุกสิ่งล้วนสมมติขึ้น มีกรรม มีอายุขัย และธรรมดา

แต่งขึ้น เพราะว่าวันนี้เกิดความสับสนขึ้น รู้สึกมีปัญหาเกิดขึ้นมามายบนโลกใบนี้ แล้วพยามหาทางออกว่าทางออกแนวไหนที่เราควรจะเดิน

สิ่งในโลกนี้ทุกสิ่งล้วนสมมติขึ้นทั้งนั้นนั้น สิ่งที่สมมติขึ้นจะมีกรรมของตัวเองแตกต่างกันไปตามหน้าที่ตามรูปแบบที่เกิดขึ้นมา มีอายุขัยเป็นของ ตนเองไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตที่เราสมมติขึ้นแล้วแบ่งออกมาเป็นกี่หมวดหมู่ก็ตาม ทุกกระบวนการจะมีกระบวนการ เกิดขึ้นมา แล้วมีการ เจริญเติบโตขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง แล้วมีการเข้าสู่ภาวะสมดุลในช่วงนี้ แล้วก็จะเข้าสู่สภาวะแก่ แล้วในที่สุดจะตามมาคือการหมดอายุขัย ซึ่งทุกอย่างล้วนเป็นธรรมดาทั้งหมด ไม่ว่าจะมองสิ่งใดๆ ในโลกนี้ล้วนหนีไม่พ้นเหตุการณ์เหล่านี้ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งนามธรรมหรือรูปธรรม ที่เราสมมติว่าเรามองไม่เห็นและเรามองเห็น ซึ่งก็ต่างกันไปตามความสามารถ ไม่ว่าจะสัมผัสทั้งหกอย่างที่เราสมมติขึ้นมา ก็จะมีความสามารถ ต่างๆกันไป ตามกรรมที่เกิดมา จะมีหรือไม่มีก็ได้เป็นไปตามรูปแบบของกรรม

ทฤษฎีทั้งหลายก็มีการเกิด แก่เจ็บตายเช่นกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ การที่เชื่อหรือสมมติว่าโลกนี้แบน ดังที่เราเคยเรียนกันมาแล้ว ก็มีความคิดนี้ มีการพิสูจน์หากข้ออ้างมายืนยันว่าโลกมันแบน จนในที่สุดเมื่อการสมมติใหม่ขึ้นมาว่าโลกมันกลม ก็ทำให้การสมมติดั้งเดิมหมดอายุขัยในที่สุด จะเห็นกว่ามีการบวนการเกิดแก่เจ็บตายในที่สุด เกิดก็คือเกิดจากที่สิ่งนั้นได้ถูกสมมติขึ้นมา แก่ก็อยู่ในสภาวะที่มีความเชื่อที่ค่อนข้างสมบูรณ์ เจ็บก็อยู่ในสภาวะที่ความเชื่อหรือสิ่งนั้นที่สมมติขึ้นมากำลังจะพังหรือโดนทำลายด้วยสมมติอื่น แล้วในที่สุดเมื่อสมมติอื่นเกิดขึ้นมาที่จะมาหักล้าง สมมติเดิมก็เกิดการหมดอายุขัยของสมมตินั้นๆ ขึ้น หากเราติดตามงานทางวิทยาศาสตร์ จะมีการเกิดแก่เจ็บตายของทฤษฏีมากมาย ด้วยการตั้ง สมมติขึ้นมาแล้วจะมีการพิสูจน์จนวันหนึ่งสมมติที่มีเหตุผลน้อยก็จะตกลงไปตามอายุขัยที่มี

สิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างลมหายใจ หรือความดี ความชั่ว ความเลวร้าย นรก สวรรค์ สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นนามธรรม ล้วนได้รับการตั้งขึ้นมาเพื่อสมมติ ขึ้นทั้งนั้น เพื่อเป็นตัวอย่างในการประกอบว่านั่นคือดี นั่นคือ ชั่ว นั่นคือ นรก สวรรค์ เพื่อวัตถุประสงค์ใดๆ ดังนั้น คนเราเองก็มีการสมมติสิ่งเหล่านี้ ได้กันไปต่างๆ นานา แล้วแต่ว่าเราจะสมมติกันว่าอย่างไร อย่างที่เราเห็นว่าการที่คนนี้เห็นว่าสิ่งที่ทำนี่ดี หรือไม่ดี แต่ละคนก็ต่างกัน นิยามกำหนด สมมติกันไปต่างๆกัน มาถึงยุคบางยุคมีการบอกว่าสิ่งนี้ ดี สิ่งนี้ไม่ดี เกิดขึ้นตามยุคตามสมัย สิ่งที่เป็นนามธรรมเหล่านี้ ก็มีการเกิดแก่เจ็บตายแล้วหมด อายุขัยอีกเช่นกัน แม้แต่ยุคต่างๆ เองที่เราเรียนกันมา ก็มีอายุขัยเช่นกัน แล้วในที่สุดมันก็จะตายไปแล้วตามมาด้วยยุคใหม่ที่เราแบ่งและสมมติขึ้น อย่างลมหายใจเองก็เป็นตัวอย่างหนึ่งในแต่ละลมหายใจก็จะมีอายุขัยเช่นกัน

ในส่วนของรูปธรรมนี่เห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า ว่ามีการเกิด มีการเจริญเติบโต มีการแก่ มีการหมดอายุขัย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตดั่งที่เรา สมมติกันมาโดยอาจจะแบ่งด้วยระบบการหายใจ สิ่งที่มีระบบการหายใจและสิ่งที่ไม่มีระบบการหายใจ การเปลี่ยนสภาพจากสิ่งหนึ่งไปเป็นอีก สิ่งหนึ่งที่เราสมมติให้มีชื่อต่างๆกันนั้น ก็จะมีอายุขัยของมันตามการเปลี่ยนสภาพของมัน เช่น เรามีจักรวาลที่สมมติกันขึ้นมา มีสมมติของโลก มีการเกิดโลก แล้วโลกก็จะ มีการพัฒนา มีสภาวะเสื่อมของมัน เช่น จากเมื่อก่อนแผ่นเปลือกโลกมีเพียงเปลือกเดียวประกอบเป็นโลก แล้วมาวันนี้ เราจะเห็นว่าโลกมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ ด้วยระบบหรือกรรมที่เกิดขึ้น มาตอนนี้เกิดแผ่นเปลือกโลกมากขึ้นเป็นชิ้นเล็กๆ มีแผ่นดินไหว แผ่นดินไหวก็มี การเกิดแก่เจ็บตายของมันตามอายุของมันว่าจะเกิดเมื่อไหร่ โตแค่ไหน เมื่อหมดพลังงานมันก็จะดับไป ซึ่งจะส่งผลต่อระบบโลกอีกนั่นหล่ะครับ โลกตอนนี้อาจจะเข้าสู่สภาวะเสื่อมมีการปรับตัวเข้าสู่สมดุล จนในที่สุดก็มีการดับไปตามอายุขัยเช่นกันเมื่อระบบหมดพลังงาน

สิ่งที่เป็นรูปธรรมที่ไม่มีสิ่งมีชีวิต ที่เกิดขึ้น แล้วก็ตายไป อย่างที่เราเห็นๆเช่น พวกพายุทั้งหลายในแต่ละชั้นบรรยากาศ แต่ละโซนพื้นที่ จะมีคุณสมบัติ ต่างๆกันไป มีการรวมตัวกัน เกิดขึ้นตามสมมติของมันมีการโต มีการแก่ถึงภาวะหนึ่งแล้วในที่สุด ก็มีการเจ็บในภาวะที่มีปัจจัยอื่นมาทำลายไม่ว่าจะ เกิดจากความกดอากาศสูง หรือว่าเกิดมวลอากาศเย็นมาทำลายมัน จนในที่สุดมันก็ตายและสลายตัวไปในที่สุดและมีการเกิดขึ้นใหม่อีก หมุนเวียนไป พวกฝน หรือหยดน้ำเองก็เช่นกัน มีการเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งนั้น หมุนเวียนไปตามสถานะภาพของมันตามรูปแบบและปัจจัยที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ ก้อนหิน หรือภูเขา ต่างก็เป็นหินเช่นกัน แต่เราก็สมมติมันไปตามรูปแบบว่าตอนไหนเป็นอะไร เมื่อมีการเปลี่ยนรูปแบบก็เป็นการเปลี่ยนจากภาวะหนึ่ง ไปสู่อีกภาวะหนึ่ง ก็จะมีอายุขัย

ส่วนมาถึงสิ่งมีชีวิตของคนเราเองหรือสิ่งมีชีวิตอื่นอันนี้เห็นได้ชัดๆ ว่ามีการเกิดแก่เจ็บตายแล้วสลายตัวกลายเป็นธาตุดินน้ำลมไฟ จนกว่าจะมีการประกอบ กันใหม่เป็นอะไรอีกต่อไปตามอายุขัยของสิ่งเหล่านั้น คนเราเกิดมาได้มีการสมมติตั้งชื่อที่แตกต่างกันไป แต่ละคนก็จะมีฝัน มีสมมติของตัวเอง มีนิยาม มากมายที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะ ยากดีมีจน รวย พอ ไม่พอ อย่างไรก็มีการสมมติขึ้น ดังนั้นการสมมติแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ในเมื่อคนสร้าง สมมติขึ้น ก็จะมีการสมมติกลุ่มคนขึ้นมาที่มีการแบ่งแยกตามสีผิว แถบที่อาศัย วัฒนธรรม ประเพณีที่สมมติขึ้นมาก็เอามาแบ่งแยกคนให้แตกต่างเหมือนกัน ตามที่ต้องการ มียุคมีสมัย มีวาระ มีบทบาทที่สมมติขึ้นที่แตกต่างกัน อย่างกรรมการอะไรซักอย่าง หรือว่ารัฐบาล หรือว่ายุคสมัยของคนก็จะมีอายุขัยทั้งนั้น แล้วแต่ว่าระบบใด ชุดใดจะมีความถูกต้องมากน้อยแค่ไหน ก็จะมีอายุขัยที่ต่างกันไปตามรูปแบบและปัจจัยต่างๆ แบบฟอร์มต่างๆ ที่เราใช้กันก็เช่นเดียวกัน มีรูปแบบที่แตกต่างกันตามยุคตามสมัย ตามสมมติ แบบฟอร์มที่ว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรือแฟชั่น หรือว่าพวกแบบฟอร์มเอกสารต่างๆ เราก็สร้างและสมมติ กันเปลี่ยนแปลงกันเป็นว่าเล่นตามยุคตามสมัย มันจะมีการเกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดเลย

ดังนั้นเราสามารถที่จะสรุปได้ว่า สิ่งที่ต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดแก่เจ็บตาย แล้วก็สมมติขึ้นทั้งนั้น สมมติบางอย่างจะเกิดขึ้นในสภาวะสมมติของอีกอย่างเท่านั้น โดยอาจจะไม่เกิดในสมมติของอีกภาวะสมมติหนึ่ง แล้วแต่กรรม ตามกฏและรูปแบบและปัจจัยที่ต่างกัน ดังนั้นสมมติของความถูกต้อง ความดี ความมีศีลธรรม เองก็เป็นสมมติที่เกิดขึ้นตามกลุ่มของคน ที่วางและตั้งขึ้นมา วันหนึ่งก็ดับไปตามยุคตามสมัย ล้วนเป็นธรรมดากันทั้งหมด ไม่มีอะไรหนีไปได้ อย่างในเรื่องศาสนา หรือว่าความเชื่อทั้งหลายก็จะมีการเกิดแก่เจ็บตายเช่นกัน วันหนึ่งความเชื่อต่างๆที่ได้เชื่อกันมานานแสนนานอาจจะเปลี่ยนไปดับไปเช่นกัน

สมมติที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะมีสมมติที่ทั้งเป็นจริงและไม่เป็นจริง หากเราจะเรียกสิ่งนั้นว่านั่นนี่ ก็เกิดมาจากการสมมติขึ้นมาทั้งนั้น ส่วนสมมติที่ไม่จริงก็เกิดขึ้นได้ ตามภาวะที่ไม่มีเหตุผลและปัจจัยมาอธิบาย สมมตินั้นก็จะถูกพิสูจน์หรือไม่แล้วแต่โอกาสและกาลเวลาที่จะมาถึง

ในที่สุดแล้วคนเราเองมีสมมติ สมมติเหล่านี้ ก็หนีไม่พ้นกระบวนการเกิดแก่เจ็บตาย เสื่อมสลายไปเปลี่ยนสภาพเป็นอย่างอื่น ดังนั้นคนเราเองก็เป็นสมมติ เราก็ไม่มีความจำเป็นจะยึดถือ มั่นใจว่าสมมตินี้จะมั่นคงตลอดไป เพราะไม่มีอะไรมั่นคงและสมบูรณ์ตลอดไปมันจะเปลี่ยนไปตามคำนิยามที่เราสมมติขึ้น แม้แต่ความดี หรือว่าธรรม หรือความจริง บางครั้งเราก็ทำให้มันเป็นสมมติที่เปลี่ยนไปได้ตามยุคตามสมัย สมมติที่เกิดขึ้น

แต่ผมเชื่อว่าอาจจะมีความจริงอย่างหนึ่ง หรือธรรมอย่างหนึ่งที่เป็นกฏที่มีการสมมติขึ้น มันจะไม่เสื่อมสลาย แล้วมันจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปคือ การสมมติ เกิด แก่ เจ็บ ตาย กลายเป็นภาวะอื่นๆ วนเวียน

ดังนั้น คนเราเกิดมา หากเข้าใจทุกอย่างเหล่านี้ว่ามันไม่เที่ยงแท้ มันเป็นสมมติ เราก็สบายใจ ความสบายใจที่เราคิดนั้นว่าเราสบายใจเองก็เป็นสมมติได้เช่นกัน แต่การเกิดมาเป็นคนเราเอง ก็ต้องมีสติที่จะเข้าใจและรู้เท่าทันสมมติต่างๆที่จะตามมา แม้แต่สมมติในตัวเราเองก็เช่นกัน ไม่มีไรที่อยู่ยง ยั่งยืน วันหนึ่งก็เกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมด อาจจะเหลือแค่นามธรรมที่เคยสร้างไว้ ในแง่ดีและไม่ดีให้คนกล่าวขานกันในอีกยุคต่อไป สมมติของการเอื้ออาทร ช่วยเหลือซึ่งกันและกันยังเป็นสมมติของความดีที่ทำให้คนเรามีอายุขัยที่ยาวขึ้นได้ ดังนั้นในโลกนี้ที่สมมติขึ้นล้วนมีระบบของมันเอง หากระบบใดเป็นระบบที่ดี มันจะอยู่ได้นานกว่าระบบที่ไม่ดี ระบบไม่ดีมันจะเกิดการขัดแย้งแล้วจะล่มสลายเองในตัวของมันในที่สุด ดังนั้น สมมติทุกอย่างที่ เป็นจริงและเป็นธรรม ก็คงน่าจะอยู่คู่กับโลกนี้จนกว่าวันหนึ่งจะไม่มีสมมติของโลกหรือจักรวาลดวงนี้ในสากลจักรวาล

รักกันไว้เถิดเราเกิดมาเพื่อปรองดอง สามัคคีกัน เอื้ออาทรต่อกัน แล้วระบบจะยืนยาวต่อไปเอง แม้จะหนีความล่มสลายไม่ได้แต่ก็ทำให้อายุขัยยาวขึ้นได้ จะได้มีความดี สิ่งดีๆ เกิดขึ้นมาเพื่อให้สมมติต่างๆ ที่เราเรียกว่าลูกหลาน ได้มีโอกาสเกิดมาใหม่ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ได้รู้จักความดี ได้รู้จักความเอื้ออาทร ต่อกัน เลิกสงคราม เลิกกดขี่ข่มเหงกันเถิด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน หรือว่ากับสิ่งที่ไม่มีชีวิตในสากลจักรวาลใบนี้ ด้วยความเคารพเป็นที่สุด

สมมติชื่อ นายสมพร ช่วยอารีย์

สมมติในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2548

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 10558
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 10
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (10)

มองอะไร มองให้เห็น เป็นครูสอน

มองไม้ขอน หรือมองคน ถ้าค้นหา

มีสิ่งสอน เสมอกัน มีปัญญา

จะพบว่า ล้วนมีพิษ อนิจจัง

 

จะมองทุกข์ หรือมองสุข มองให้ดี

ว่าจะเป็น อย่างที่ คนเราหวัง

หรือเป็นไป ตามปัจจัย ให้ระวัง

อย่าคลุ้มคลั่ง จะมองเห็น เป็นธรรมดา

 

มองโดยนัย ให้มันสอน จะถอนโศก

มองเยกโยก มันไม่สอน นอนเป็นบ้า

มองไม่เป็น จะโทษใคร ที่ไหนมา

มองถูกท่า ทุกข์ก็คลาย สลายเอง

 

พุทธทาสภิกขุ

  • แสดงความเห็นไว้นะครับผม

เป็นอะไรหรือเปล่าค่ะ ไม่เคยเห็นคุณเม้งเขียนแนวนี้ แต่เห็นด้วยค่ะคุณเม้งในทุกเรื่อง เพราะคนเรารูปธรรมไม่ยั่งยืน แต่ความดีซิคงทน  (เฮ้อพูดเป็นสาระก็เป็นเนาะราณีเนี่ย55555)

 

P

สวัสดีครับ คุณราณี

  • ไม่ได้เป็นไรครับ เขียนไว้เมื่อปลายปี 2548 ตอนนั้นคงเต็มอิ่มกับสิ่งสมมุติรอบตัวมากมายมั้งครับ ทำให้คนเรายึดติดมากเกินไป แล้วมามองย้อนดูตัวเรา ก็แค่นั้นครับ
  • อิๆ ระวังนะครับ นั่งหัวเราะกันทั้งวัน อารมณ์ดีมาก ในห้องทำงาน คนอื่นเค้าจะเข้าใจผิดนะครับ
  • โชคดีครับ

อนุโมทนากับบันทึกดีดีที่เตือนใจคนหลายๆ คนที่หลงระเริงไปกับเรื่องสมมติ และอนัตตา ค่ะ...ขอบคุณค่ะ

P
5. ครูแอน

 

สวัสดีครับคุณครู

  • ผมก็เข้ามาอ่านและแก้ไขคำผิดอีกรอบเหมือนกันครับ ช่วงนั้นปลงๆ เห็นทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดาไปหมดครับ
  • หากเราสละ สมมติความสุข สมมติความทุกข์ ได้ เราก็จะกลางๆ สบายๆ ดำเนินชีวิตไปได้เต็มที่
  • แต่เมื่อสมมติสุข ก็จะมีทุกข์ตามมาก มันของคู่กันใช่ไหมครับ
  • ขอบคุณมากครับ

สวัสดีค่ะอาจารย์สมพร  ....ขอบคุณที่เข้ามาทักทายเวปชาวพิมานค่ะ  น้องใหม่ค่ะ มีอะไรช่วยแนะนำด้วยนะค่ะ  ...พิมานพิทยาสรรค์ยินดีต้อนรับค่ะ...

P 7. นงนุช สามารถ 

สวัสดีครับคุณครู

  • ขอบคุณมากครับผม มีอะไรให้ช่วยก็บอกได้นะครับ มีโอกาสจะแวะไปเยี่ยมที่สตูลครับผม
  • ฝากกราบ อ.วิธาน ด้วยนะครับ
  • ขอบคุณมากครับ

 

ความอยากได้อยากมี...เป็นธรรมดา

การแก่งแย่งแข่งขันกัน...เป็นธรรมดา

การเสแสร้งแกล้งทำ...เป็นธรรมดา

การไม่รู้...ก็เป็นธรรมดา

การรู้...ก็เป็นธรรมดา

การรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นธรรมดา...ก็ธรรมดา

การหลุดจากสิ่งธรรมดาเหล่านี้ได้...คงไม่ธรรมดา

::::::::::::::::::::::::::::::::::

:D

สวัสดีคับคุณ CK

   ขอบคุณมากครับสำหรับข้อคิดดีๆ และมองอะไรเป็นธรรมดานะครับ

และโดนใจในอันสุดท้ายมากๆ คือ...

การหลุดจากสิ่งธรรมดาเหล่านี้ได้...คงไม่ธรรมดา

ขอบคุณมากๆนะครับ